ลูกเขยปืนดุ ฉุนปากน้องเมีย ชักปืนยิง พ่อตาห้ามวิ่งตาม โดนลั่นไกสวนดับ

ลูกเขยปืนดุ ฉุนปากน้องเมีย ชักปืนยิง พ่อตา

ลูกเขยปืนดุ ยิงใส่พ่อตา ลูกกระสุนปืนพุ่งเข้าอกดับเสียใจ ก่อนหลบซ่อน ภรรยาเปิดเผยก่อนเกิดเหตุ สามีทะเลาะน้องชาย ชักปืนยิงขาน้องเจ็บ พ่อกระโดดห้ามหวั่นยิงซ้ำ ก่อนวิ่งตามกัน จนถูกยิงเสียชีวิต เวลาที่ตำรวจรีบกระจายกำลังออกไล่ล่ามือปืน แต่ว่ายังไม่มีวี่แวว

เมื่อเวลา 22.10 น. วันที่ 4 มีนาคม63 ร.ต.อ.สมนึก บุญชู ร้อยเวร สภ.ทะเลน้อย พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวน สภ.ทะเลน้อย รวมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ควนขนุน จังหวัดพัทลุง เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 60 หมู่ 5 ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง หลังรับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิตรวมทั้งได้รับบาดเจ็บ

จุดเกิดเหตุอยู่บนถนนในหมู่บ้านปลายซอย หมู่ 5 ตำบลทะเลน้อย ห่างจากบ้านเกิดเหตุราว 30 เมตร เจ้าหน้าที่เจอศพ นายสมพร ศรีนุ่น อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ 5 ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

นอนเสียชีวิตในภาวะคว่ำหน้านุ่งผ้าขาว ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายเหนือราวนม มีรอยแผลถูกลูกปืน คาดว่าเป็นปืนลูกโม่ เพราะว่าไม่เจอปลอกลูกปืน ส่วนคนบาดเจ็บเป็น นายพิรายุ ศรีนุ่น อายุ 22 ปี บุตรผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่ง โรงพยาบาลควนขนุน เจอมีบาดแผลถูกระสุนปืนยิงเข้าที่ขาซ้าย

จากการถาม นางยินดี ศรีนุ่น อายุ 55 ปี เมียผู้เสียชีวิต เล่าว่า คนยิงเป็น นายศราวุธ หนูผุด อายุ 30 ปี มีศักดิ์เป็นลูกเขย โดยก่อนเกิดเหตุ นายศราวุธ มีปากเสียงกับลูกชายตน เป็น นายพิรายุ โดย นายศราวุธ อ้างถึงว่า นายพิรายุ ไปลักขโมยกุญแจ แม้กระนั้น นายพิรายุ กล่าวว่ากุญแจเจอมา มิได้เป็นผู้ลักขโมย

ด้าน เมียมือปืน เล่าว่า ตอนที่ทั้งสองทะเลาะวิวาทกันนั้น นายพิรายุ ซึ่งเป็นน้องชาย ได้เปิดหน้าต่างบ้านมาแย้งกับ นายศราวุธ ผัว โต้เถียงกันไปๆมาๆสามีได้ชักอาวุธปืนยิงใส่ถูกขา

เวลานี้ บิดา เป็น นายสมพร ได้ยินเสียงปืนก็เลยวิ่งมาผลักสามีล้มลง เพื่อป้องกันไม่ให้ยิงน้องชายซ้ำ เมื่อผัวยืนขึ้นได้ก็วิ่งหนีออกไปทางถนนหน้าบ้าน บิดาก็เลยวิ่งตามไป จังหวะนั้นผัวได้ใช้ปืนยิงใส่บิดา 2 นัดหมาย ลูกกระสุนโดนเข้าที่หน้าอกเหนือราวนมซ้าย 1 นัดหมาย ทำให้บิดาล้มลงบนถนนห่างจากบ้านโดยประมาณ 30 เมตร เสียชีวิต ส่วนผัวได้วิ่งแอบหนีหายไปในความมืดดำ ท่ามกลางความตกใจของชาวบ้าน

พื้นฐานตำรวจสืบสวนพบว่า นายพิรายุ และก็ นายศรายุทธ ทะกันบ่อยมาก รวมทั้งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานแล้ว แต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นขึ้น อย่างไรก็แล้วแต่ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวน สภ.ทะเลน้อย ร่วมกับตำรวจชุดกองสืบ ตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ได้กระจัดกระจายกำลังออกติดตามตัว นายศราวุธ คนก่อเหตุ มาดำเนินคดีให้ได้เร็วที่สุด แม้กระนั้นยังไม่มีวี่แวว

 

แหล่งที่มา.. teuscherfashionisland.com

ด.ญ.คุกเข่าไหว้ขอชีวิต เสี่ยไม่สนใจ ยิงแม่ต่อหน้าต่อตา ก่อนเป่าหัวหนีความผิด

เสี่ยไม่สนใจ ยิงแม่ต่อหน้า ก่อนเป่าหัวหนีความผิด

สะเทือนใจ เสี่ยเมืองชลฯ ควง 9 มม. บุกยิงสาวชาวสระแก้ว วัย 38 ดับคาบ้านจมกองเลือด ก่อนลั่นไกใส่หัวปลิดชีพตนเองหนีความผิด ตำรวจรีบคลี่ปมสังหาร เปิดเผย เด็กหญิงวัย 13 คุกเข่าไหว้ขอชีวิตแม่แล้ว แต่ว่าเสี่ยไม่สนใจ ยิงแม่ต่อหน้า

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 6 กุมภาพันธ์63 พันตำรวจตรีอภิชนัน วัฒนวรางกูร ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี รับบอกเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต เหตุกำเนิดที่บ้านเลขที่ 139/32 ม.4 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังรับแจ้งก็เลยรุดไปพิจารณา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มหมอ รวมทั้งข้าราชการช่วยเหลือสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานที่เมืองพัทยา

จุดเกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว มีประชาชนมามุงมองหลายชิ้น ข้างในห้องนอนพบร่าง นางสาวชญาน์นันท์ ประสพสุข อายุ 38 ปี เป็นชาว จังหวัดสระแก้ว ถูกอาวุธปืนยิงที่หัว นอนเสียชีวิตจมกองเลือด ข้างกันเจอร่างคนบาดเจ็บอีก 1 ราย รู้ชื่อเป็น นายงาม ถิตาความสนุก อายุ 67 ปี อาเสี่ยรับ

เหมากลบดินในเขตพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่เข้าทางขมับขวานอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือรีบปั๊มหัวใจเพื่อยื้อชีวิต ก่อนย้ายที่นำส่ง โรงพยาบาลแต่ทนความเจ็บไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาถัดมา ยิ่งกว่านั้นใกล้กันยังเจออาวุธปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ 1 กระบอก ข้าราชการก็เลยเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นางสาวอมรรัตน์ มีพันธ์ อายุ 29 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมิได้ยินเสียงทะเลาะกัน ได้ยินเพียงแต่เสียงปืนดังขึ้นมา 1 ครั้ง แล้วได้ยินเสียงกรีดของเพศหญิง ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัดหมาย ไม่นานก็มองเห็นบุตรสาววัย 13 ปี ของ นางสาวอมรรัตน์ วิ่งร้องไห้ออกมาขอความช่วยเหลือจากประชาชนในละแวกใกล้เคียง ให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือฯเข้าช่วยเหลือดังที่กล่าวถึงมาแล้ว

พื้นฐาน พันตำรวจตรีอภิชนัน วัฒนวรางกูร ผู้กำกับการสภ.ห้วยใหญ่ สั่งให้ข้าราชการชุดไต่สวน แล้วก็ข้าราชการชุดสืบสาว ลงพื้นที่หามูลเหตุสำหรับเพื่อการก่อเหตุจากคนสนิทของผู้เสียชีวิตทั้งสอง พร้อมพิจารณากล้องวงจรปิดที่บ้านข้างหลังเกิดเหตุ ก่อนที่จะผสานข้าราชการกองพิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่ตรวจทานอีกทีในวันที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์นี้

นอกจากนั้น ตำรวจยังได้รับการเปิดเผยอีกว่า เวลาที่เกิดเหตุนั้น บุตรสาวของ นางสาวชญาน์นันท์ 1 ในคนตายอยู่ด้วยแล้วก็มองเห็นเรื่องทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งในช่วงเวลานี้อยู่ในอาการโศกเศร้าใจอย่างมาก โดยเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุอุตสาหะยอตัวยกมือขึ้นไหว้ขอชีวิตแม่แล้ว จาก

นายงาม แต่ว่า นายโสภณ ไม่สนใจคำขอให้ช่วยเหลือ และก็ลั่นไกยิงใส่ นางสาวชญาน์นันท์จนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนหันกระบอกปืนยิงใส่ขมับตนเองต่อหน้า สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับเด็กผู้หญิงวัย 13 ปี อย่างมากมาย…

ยิงดับหนุ่มเมืองคอน เหยื่อกำลังช่วยภรรยาตากที่นอน มือสังหารทำทีถามทาง

ยิง ดับหนุ่มเมืองคอน

อุกอาจ ฆาตกรระดมยิง 4 นัด ดับหนุ่มเมืองคอน วัย 32 ปี ขณะกำลังช่วยเมียตากและก็ซ่อมที่นอน เปิดเผยมือสังหารทำทีมาถาม รู้จักบ้านแฟรงค์มั้ย

นักข่าวกล่าวว่าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 มกราคม63 พันตำรวจโทภูเบศ ทองเหี่ยง สว.(สืบสวน) สภ.ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับบอกเหตุยิงกันตาย รอบๆที่บัานเลขที่ 19/4 มัธยม9 ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ ก็เลยรีบไปพิจารณาพร้อม พันตำรวจเอกสุทธิ นิติอัครพงศ์ ผู้กำกับการสภ.ดอนสัก แพทย์เวร โรงพยาบาลดอนสัก ข้าราชการชุดสืบสวน ข้าราชการพิสูจน์หลักฐาน 8

จุดเกิดเหตุ เจอศพนายสิทธิชัย ประดิษฐแก้ว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 กลุ่ม 1 ตำบลนพพิตำ อำเภอนพพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช นอนเสียชีวิตอยู่รอบๆข้างบัาน ในภาวะนอนตะแคงทางซ้าย ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงที่มีขาสั้นสีแดง จากการพิสูจน์พื้นฐาน เจอรอยแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่เคยทราบขนาด ปริมาณ 4 นัดหมาย เข้าที่เข้าทางรอบๆเหนือหูขวา 2 นัดหมาย รอบๆบั้นท้ายทางด้านขวา ปริมาณ 1 นัดหมาย รอบๆนิ้วกลางมือขวา ปริมาณ 1 นัดหมาย ที่ข้างศพยังเจอหัวกระสุนตกอยู่ 1 หัว แล้วก็อาวุธมีดมีดโต้ อีกปริมาณ 1 เล่ม ข้าราชการก็เลยเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนาง เอ (นามสมมุติ) เมียผู้เสียชีวิต ทราบดีว่า ช่วงเวลาที่คนเสียชีวิตรวมทั้งตัวเองได้ออกมาตากแล้วก็ซ่อมบำรุงที่พักผ่อนรอบๆข้างบ้านข้างหลังจุดเกิดเหตุ

ได้มีผู้ร้ายเป็นชาย 1 คนขับรถมอเตอร์ไซค์ แบรนด์ยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีดำ แดง ไม่เคยรู้เลขทะเบียน สวมเสี้อแขนยาวสีดำ นุ่งกางเกงที่มีสีดำเหมือนลายพลางทหาร ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำ ตะพายกระเป๋าเป้สีดำลักษณะสะพายแล่ง หยุดรถยนต์ลงมาถามคนตายว่า “รู้จักบ้านแฟรงค์มั้ย” คนตายก็เลยตอบไปว่า “ไม่เคยทราบ” ต่อจากนั้นผู้ร้ายได้ล้วงอาวุธปืนไม่รู้จักขนาด จากกระเป๋าเป้ที่สะพายแล่งมายิงใส่ไปที่ผู้เสียชีวิตปริมาณ 4 นัดหมาย จนถึงล้มลงเสียชีวิต ก่อนรีบขี่มอเตอร์ไซค์แอบหนีไปทางถนนหนทางสายบ่อโค มุ่งหน้าไปทาง อำเภอขนอน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ส่วนต้นสายปลายเหตุเบื้อนต้นข้าราชการคาดว่ามาจากการขัดกันส่วนตัว แม้กระนั้นยังไม่ตัดประเด็นอื่น รวมทั้งจะได้เชิญชวนตัวเมีย คนเสียชีวิตไปสอบสวนอย่างประณีตอีกรอบ และก็ได้ให้ข้าราชการลงพื้นที่รีบติดตามตัวมาดำเนินคดีถัดไป.…

เปิดเรื่องราว “แม่น้องเอก” อดีตเอเจนซี่สู้ชีวิต ลูกชายปี 4 ถูกยิงตายต่อหน้า

เปิดเรื่องราว จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด ยิงนายกมลวิช สุวรรณทัต อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย

เปิดเรื่องราว ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊ก Peerapat Tle Peeraman ได้เล่าเรื่องราวสุดสะเทือนใจ เนื่องจากตนเองเพิ่งได้เจอและโพสต์ภาพ นางเขมนิจ และ นายกมลวิช ผู้ตาย ลงบนหน้าเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม หรือเพียงหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุร้าย

เปิดเรื่องราว

นายพีระพัฒน์ เจ้าของเฟซบุ๊ก เล่าว่า นางเขมนิจ หรือ เจ๊กิ่ง เคยทำงานอยู่ในแวดวงโฆษณา บริษัทเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ถูกเลิกจ้างมาได้ราวๆ 2 ปี และผันตัวมาขายอาหาร โดยมีลูกชายคนโตคือ นายกมลวิช หรือ น้องเอก มาช่วยขาย

ซึ่งตนเองรู้สึกชื่นชมในความสู้ชีวิต และความกตัญญูของลูกชายที่นอกจากช่วยแม่ขายของแล้วยังรับจ๊อบขับรถส่งของให้บริษัทขนส่งชื่อดัง และเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผู้เป็นแม่ยังปรึกษาเรื่องอนาคตของลูกชายที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรีอยู่เลย ไม่คิดว่าเพียงหนึ่งวันน้องเอกจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

สำหรับความคืบหน้าของคดี ล่าสุด วานนี้ (13 ต.ค. 61) พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วซึ่งทราบตัวคนร้ายและเส้นทางการหลบหนี แต่อยู่ระหว่างดำเนินการจึงไม่สามารถเปิดเผยได้ สำหรับกระสุนจะเป็นชนิดใดนั้นต้องรอทางการแพทย์ทำการผ่าตรวจพิสูจน์ให้แน่นชัดเสียก่อน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งปมปัญหาการก่อเหตุไว้ 3 ปม คือ ปัญหาส่วนตัว (ชู้สาว), ปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ และปัญหาเรื่องของสถาบัน อย่างไรก็ตามยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง พร้อมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนพยานเพิ่มเติม ก่อนเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com