ประสบการณ์ตรง สาวสวยโปรไฟล์ดี ป่วยซึมเศร้า 7 ปี เจ็บทรมาน คิดฆ่าตัวตายตลอดเวลา

ประสบการณ์ตรง สาวสวยโปรไฟล์ดี ป่วยซึมเศร้า 7 ปี เจ็บทรมาน คิดฆ่าตัวตายตลอดเวลา

ประสบการณ์ตรง สาวสวยโปรไฟล์ดี ป่วยซึมเศร้า

ป่วยซึมเศร้า

ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในประชากรทั่วโลก โดยจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งความเครียด ที่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน นับเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดปัญหาสุขภาพจิตนี้ขึ้น บาคาร่า

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ร่วมพูดคุยกับ คุณจัน วัย 32 ปี สาวสวยหน้าที่การงานมั่งคง ทำงานในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานกว่า 7 ปี พร้อมเล่าประสบการณ์ตรงของการเผชิญกับโรคนี้ให้ฟังว่า เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อตอนอายุ 25 ปี วันนั้นขณะนอนอยู่ในบ้านคนเดียวเวลาตี 1 กว่าๆ อยู่ๆ ก็รู้สึกแน่นหน้าอก คิดว่าตัวเองกำลังจะตาย และรอไม่ได้จึงโทรให้แม่พาไปหาหมอ ตอนนั้นเข้าห้องฉุกเฉิน และอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมง เพื่อหาสาเหตุต่างๆ แต่กลับไม่พบ ร่างกายปกติทุกอย่าง ผ่านไปไม่กี่วันก็รู้สึกแน่นหน้าอกอีกครั้ง แต่พอไปหาหมอก็บอกเหมือนเดิมว่าปกติ

จนครั้งที่ 3 รู้สึกแน่นหน้าอกอีกครั้ง เหมือนกำลังจะตาย แต่พอไปพบคุณหมอกลับบอกว่าร่างกายปกติ จนคุณหมออายุรกรรมถามว่า “เคยไปพบจิตแพทย์หรือยัง?” นั่นแหละทำให้รู้ว่า เรากำลังเผชิญกับโรคที่ไม่คิดไว้มาก่อนหน้านี้ จึงตัดสินใจลองไปพบจิตแพทย์ตามที่หมอส่งไป พอเล่าเรื่องทุกอย่างให้หมอฟัง เค้าก็บอกว่าเราเป็น “โรคแพนิค” ที่จะมีอาการตื่นตระหนกโดยไม่มีเหตุผล หาสาเหตุไม่ได้ หวาดกลัวอย่างรุนแรง อาการที่มีจะออกเป็นมือเท้าเย็นไปหมด ใจเต้นแรง

คงเป็นเพราะตอนนั้นมีเรื่องที่วิตกกังวล คือ เรื่องครอบครัว หลังจากพ่อแม่แยกทางกัน ครอบครัวจากที่ดีมาตลอด เราไม่เคยต้องแบกรับภาระอะไรเลย พอเรียนจบก็ต้องแบกรับภาระทั้งบ้านทันที รวมทั้งเป็นห่วงแม่ ชอบคิดตลอดว่าเราดูแลเค้าไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะลึกๆ แล้ว เรารู้สึกว่ารับมันไม่ไหว แต่ทำอะไรไม่ได้ คือเราแบกทุกเรื่องไว้กับตัวเองนั่นแหละ

หลังจากพบหมอครั้งแรก หมอก็ให้ยาชนิดเบาที่สุด กลับมาทานวันละ 1 เม็ด (แค่หลังอาหารมื้อเช้า) แต่อาการที่เกิดขึ้นหลังรู้ว่าป่วยเป็น โรคแพนิค คือ ไม่กล้าออกไปไหน ไม่กล้าไปทำงาน ไม่กล้าไปเจอคน จากเมื่อก่อนเป็นคนร่าเริง คุยเก่ง ใจร้อน ชอบไปเที่ยว ชอบช็อปปิ้ง ก็กลายเป็นคนตรงกันข้าม ไม่ไปไหน ติดแม่ ไม่ใช้เงิน ใจเย็น คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ การลางาน 2 อาทิตย์หลังจากรักษาตัวก็เริ่มขึ้น โชคดีมากที่ตอนนั้นหัวหน้าเข้าใจ เขาก็ให้ลางานอยู่บ้าน

ซึ่งตอนนั้นออกไปไหนไม่ได้เลย คุณยายเคยพาไปห้างตอนกลางวัน กลับร้องไห้ลั่นห้าง จะกลับบ้านอย่างเดียว เพราะอยู่กับคนข้างนอกไม่ได้ แปลกจนที่บ้านคิดว่าโดนทำคุณไสยซะด้วยซ้ำ เพราะเราป่วยตอน 25 เบญจเพสพอดี อาการเรากินไม่ได้ นอนไม่หลับ น้ำหนักลดไปเกือบ 10 โลด้วยระยะเวลาเพียงสองอาทิตย์เท่านั้น

จากนั้นพอทานยาไปเรื่อยๆ จนผ่านไป 2 ปี คุณหมอก็เริ่มจะสั่งให้หยุดยา เพราะเราก็ใช้ชีวิตปกตินะ แต่พอผ่านไป 4-5 เดือน อาการก็กลับมากำเริบอีกครั้ง จนต้องกลับไปหาหมอ แล้วหมอก็ขู่ว่า “ถ้ากลับมาหาหมออีกจะต้องกินยาระยะยาว 5 ปี” ด้วยความที่ไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก จึงพยายามรักษาด้วยตนเอง หากช่วงไหนรู้สึกเศร้า ก็จะหาอะไรทำไม่ให้รู้สึกว่าต้องอยู่กับความเศร้า แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ตกตอนเย็นก็ร้องไห้ทุกวันนานกว่า 2 อาทิตย์ และมีอาการออกทางภายนอกด้วยการอาเจียนออกมา ซึ่งคุณหมอบอกอาการไม่ดี เพราะมันออกทางร่างกายแล้ว คือนอกจากร้องไห้ ซึมเศร้า ก็ยังอาเจียนด้วย

กระทั่งถึงครั้งที่พีคที่สุด คือนอนอยู่แล้วรู้สึกทรมาน เจ็บปวด หดหู่ อยากฆ่าตัวตาย เพราะตอนหลับตาก็จะเห็นภาพตัวเองพยายามปีนรั้วกระโดดตึกตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าทำ เพราะคิดถึงคนข้างหลัง คิดถึงแม่มาก จนต้องยอมแพ้และกลับไปหาหมอเพื่อเริ่มรักษาตัวอีกเป็นครั้งที่ 3 (จนได้) และครั้งนี้คุณหมอบอกว่าเราเป็นมากกว่าโรคแพนิคแล้ว คือ โรคซึมเศร้า ได้กล้ำกรายชีวิตเราไปแล้ว

สำหรับปัจจุบันเราใช้ชีวิตปกติ ไปเที่ยว กินอิ่ม นอนหลับ แต่ก็ยังคงกินยาทุกวัน ซึ่งหมอเคยสั่งให้หยุดยาหลายครั้งแล้ว แต่กลับไม่กล้า เพราะกลัวจะต้องวนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ที่สำคัญรู้สึกว่าคนรอบข้างช่วยได้เยอะ เราไม่เคยได้ยินคำว่า “เรียกร้องความสนใจ” จากพวกเขาเลย ทั้งยังเคยพูดกับแฟนว่า “หนูต้องกินยาไปตลอดชีวิตเลยนะ” แฟนตอบกลับมาว่า “ไม่เห็นเป็นไรเลย ข้าวเรายังต้องกินทุกวัน และแค่กินยาทุกวันทำไมจะกินไม่ได้” นับเป็นการช่วยรักษาเราให้อาการดีขึ้นได้ดีจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ อยากฝากถึงคนรอบข้าง ที่อยู่กับคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ว่า “แค่มีคนรับฟังก็ดีเท่าไรแล้ว” ยังคงเชื่อว่า ยา, ครอบครัว และการทำในสิ่งที่ชอบ เป็นการช่วยรักษาให้เราดีขึ้นได้ รวมทั้งการให้กำลังใจ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ที่ป่วยทุกคนอาการดีขึ้น …