เงินกู้ดอกเบี้ยโหด เจ๊สุ ศาลฎีกายืนโทษคุก 2 ปี

เงินกู้ดอกเบี้ยโหด เจ๊สุ ศาลฎีกายืนโทษคุก 2 ปี

ศาลฎีกาสั่งยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น “เจ๊สุ” เจ้าแม่เงินกู้ ดอกเบี้ยโหดเมืองนครพนม รับโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทำเอาเหบื่อลูกหนี้กว่า 50 รายได้ร้องเฮลั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดนครพนมได้มีนัดอ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา ในคดีดังเกี่ยวกับการดำเนินคดีเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ ดูบอลออนไลน์  ดอกเบี้ยโหดชื่อดัง “เจ๊สุ” หรือ นางสาวสุพิชญ์ฌา อายุ 58 ปี เจ้าของธุรกิจจำหน่ายรถจักรยานยนต์ชื่อดังของ จ.นครพนม หลังถูกลูกหนี้แจ้งความดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหดเกินกฎหมายกำหนดมาตั้งแต่ ปี 2559

โดยก่อนนี้จำเลยได้เคยฟ้องร้องลูกหนี้คือ นางสาริกา อายุ 71 ปี เคยเป็นลูกหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยโหด ซึ่งจำเลยได้นำเอกสารหลักฐานสัญญาเงินกู้ไปฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนครพนม ให้ชำระหนี้เป็นเงินรวมดอกเบี้ยมากถึง 1.4 ล้านบาท แต่ลูกหนี้ได้ต่อสู้คดีจากศาลชั้นต้นถึงศาลอุทธรณ์

และศาลฎีกา และมีคำพิพากษาตัดสินให้ชำระหนี้ตามจริง คือ 5 แสนบาท ภายหลังลูกหนี้จึงได้รวบรวมเอกสารหลักฐานฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าหนี้เงินกู้ชื่อดังเกี่ยวกับความผิดนำพยานหลักฐานเท็จฟ้องร้องต่อจังหวัดนครพนม

เงินกู้ดอกเบี้ยโหด เจ๊สุ ศาลฎีกายืนโทษคุก 2 ปี

จนกระทั่งเมื่อปี 2559 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสินให้ เจ๊สุ จำคุก 2 ปี พร้อมลูกน้องคนสนิทคนจัดทำเอกสารอีกคน โดยไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าแม่เงินกู้ที่ตกเป็นจำเลยได้ยื่นประกันตัวต่อสู้คดี

ล่าสุดในวันนี้ (5 มิ.ย.) ศาลจังหวัดนครพนมได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาเลขแดงที่ 2776/2559 ยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยอีกรายเป็นลูกน้องคนจัดทำเอกสารศาลยกฟ้อง ภายหลังอ่านคำพิพากษาทางตำรวจได้ควบคุมตัวจำเลยเข้าห้องควบคุมเตรียมนำตัวส่งเรือนจำกลางนครพนม

โดยบรรยากาศฟังคำตัดสินได้มีบรรดาลูกหนี้หลายรายมารอลุ้นและแสดงความดีใจหลังทราบข่าวศาลฎีกายืนคำตัดสินตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เนื่องจากเป็นเจ้าแม่เงินกู้ที่เอาเปรียบลูกหนี้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมานานหลาย 10 ปี

หลังคำตัดสินคดียังต้องลุ้นอีกคดี เนื่องจาก เจ๊สุ ยังถูกลูกหนี้กว่า 40 ราย ฟ้องร้องในฐานความผิดปล่อยเงินกู้โดยผิดกฎหมายเรียกดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด รวมถึงฉ้อโกงประชาชนเมื่อปี 2560 และเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสินให้จำคุกในคดีปล่อยเงินกู้

โดยผิดกฎหมายแต่ยกฟ้องฐานความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนตัดสินจำคุก 51 เดือน อยู่ระหว่างจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลถือเป็นคดีประวัติศาสตร์เจ้าแม่เงินกู้รายใหญ่ที่ถูกดำเนินคดี หลังรัฐบาลมีการประกาศปราบปรามเจ้าแม่เงินกู้ดอกเบี้ยโหด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

แพะรับบาป ติดคุกฟรีคดีค้ายา เพราะซิมโทรศัพท์

แพะรับบาป ติดคุกฟรีคดีค้ายา เพราะซิมโทรศัพท์

ตำรวจมหาสารคามตามสืบสวนย้อนหลัง ปมเหตุร้องสื่อ “แพะรับบาป” ติดคุกคดีค้ายา เพราะนำเอาโทรศัพท์เก่าไปขาย แต่ลืมแกะซิมออก โดนแก๊งค้ายา สวมรอยนำไปใช้ กระทั่งเป็นนักโทษติดคุกแทน

ความคืบหน้ากรณีเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากภรรยาสาวคนหนึ่ง ที่ระบุว่าสามีต้องโทษติดคุก เหตุเพราะขายซากโทรศัพท์ที่มีซิมการ์ดติดไปด้วยให้กับรถรับซื้อโทรศัพท์ของเก่า แต่ปรากฏว่าเบอร์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ติดต่อซื้อยาเสพติด ดูบอลออนไลน์  ล่าสุดผู้กำกับสืบสวนภูธรจังหวัดมหาสารคาม ได้ลงพื้นที่หาข้อมูล พร้อมยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เรื่องราวดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก “คนเพชรบูรณ์ วิเชียรบุรี” ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพ เพื่อวอนให้สื่อมวลชนช่วยเหลือครอบครัวแห่งหนึ่ง จากกรณีที่ นายนิต อายุ 48 ปี ชาว

อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ต้องโทษติดคุกเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยได้ขายโทรศัพท์มือถือ เพราะถูกรถแทรกเตอร์เหยียบจนพัง และลืมนำเอาซิมการ์ดโทรศัพท์ออก เพราะเห็นว่าเป็นเพียงซิมแบบเติมเงิน

หลังจากนั้นจึงได้นำเอาโทรศัพท์ไปขายให้กับรถรับซื้อโทรศัพท์เก่า เพื่อแลกกับกระป๋อง กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการติดต่อซื้อขายยาบ้า และถูกสืบสวนกลายเป็นผู้

ต้องหาค้ายา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บอระบือ จังหวัดมหาสารคาม ได้มาควบคุมตัวดำเนินคดี ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 แอมฟีตามี (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม

ล่าสุด พ.ต.อ.ประนุทธ์ พิทักษ์เผ่าสกุล ผู้กำกับสืบสวนภูธรจังหวัดมหาสารคาม ได้ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ตามที่ญาติๆ ของผู้เสียหายได้กล่าวอ้าง จากการลงพื้นที่รวบรวมหลัก

ฐาน ก็มีทั้งการเก็บหลักฐานจากที่สหกรณ์การเกษตรวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ การเก็บหลักฐานจากช่างอู่ซ่อมรถไถ รวมไปถึงชาวบ้านละแวกข้างเคียง เพื่อใช้เป็นพยานในการหักล้างต่อสู้คดี

แพะรับบาป ติดคุกฟรีคดีค้ายา เพราะซิมโทรศัพท์

การลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานในครั้งนี้ พ.ต.อ.ประนุทธ์ พิทักษ์เผ่าสกุล ผู้กำกับสืบสวนภูธรจังหวัดมหาสารคาม ถือว่ามีความคืบหน้าไปทิศทางที่ดีพอสมควร แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เพราะจะต้องนำหลักฐานทั้งหมดนำกลับไปร่วมกันพิจารณาที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดก่อน

ทั้งนี้ หากหลักฐานที่ได้บ่งชี้ว่านายนิตไม่มีความผิด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการยื่นเรื่องเพื่อสั่งไม่ฟ้อง และทำเรื่องขอปล่อยตัว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับตัวนายนิตและครอบครัวอย่างแน่นอน

ทางด้าน นางสาวปริดา อายุ 26 ปี ลูกสาวของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนและครอบครัวรู้สึกดีใจ รู้สึกได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น หลังจากที่หลายฝ่ายให้ความสนใจกับคดีนี้ รวมทั้งขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันนำเสนอข่าว ทำให้วันนี้สบายใจมากขึ้น แต่ก็ยังลุ้นว่าแม่ที่เดินทางไปขอประกันตัวพ่อ จะได้รับการอนุมัติหรือไม่ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

หึงโหดคว้าปืน ยิงเมียเจ็บสาหัสก่อนยิงตัวเองตาย

หึงโหดคว้าปืน ยิงเมียเจ็บสาหัสก่อนยิงตัวเองตาย

หนุ่มโรงงานคว้าปืน .38 ยิงเมียสาวโรงงาน เจ็บสาหัส ก่อนยิงตัวตาย ตำรวจพบก่อนก่อเหตุโพสต์เฟซบุ๊ก “ผลของคนเจ้าชู้หน้ามันเป็นอย่างนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (2 มิ.ย.) เมื่อเวลา 08.00 น. เกิดเหตุหนุ่มโรงงานหึงโหดเมีย ซัด .38 ยิงเมียบาดเจ็บสาหัส แล้วยิงตัวเองเสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่บ้านโชคนิมิตร 9 ซอย 1 เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ที่เกิดเหตุพบศพ นายสุริยา อายุ 40 ปี

สภาพนอนเสียชีวิต สวมกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน อยู่บนที่นอนศพนอนทับอาวุธปืนจุด 38 มีบาดแผล ที่หน้าอกซ้าย 1 นัด แพทย์เวรโรงพยาบาลมาบตาพุด ชันสูตรพลิกศพ ซึ่งก่อนหน้านั้น กู้ภัยได้นำผู้บาดเจ็บ ชื่อ น.ส.คนึง อายุ 34 ปี นำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพ ระยอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน

หึงโหดคว้าปืน ยิงเมียเจ็บสาหัสก่อนยิงตัวเองตาย

จากการสอบสวน นายกิติศักดิ์ อายุ 20 ปี เป็นหลานของ น.ส.คนึง เล่าว่า สาเหตุมาจากความหึงหวง ที่ฝ่ายชายคิดว่ามีหนุ่มมาติดพัน สล็อตออนไลน์  ภรรยาที่เป็นอาของตน ส่วนขณะเกิดเหตุตนไม่อยู่เพราะพึ่งกลับมาจากที่ทำงานเมื่อช่วงเช้านี้

ขณะที่ น.ส.อารียา อายุ 20 ปี เป็นภรรยาของนายกิตติศักดิ์ เล่าว่า มาทราบเมื่อช่วงเช้าว่าอาผู้ชายก่อเหตุยิงอาผู้หญิง เมื่อเวลา 08.00 น. ขณะที่ไปเรียกอาผู้ชายให้มาขยับรถเพราะจะไปทำงาน

แต่เมื่อคืนหลังทั้งคู่กลับจากไปกินข้าวด้วยกัน ก็ไม่ได้ยินเสียงทะเลาะอะไรกัน มีแต่เปิดเพลงเสียงดังพอประมาณ ไม่คิดว่าเช้านี้จะมีเหตุสลดดังกล่าว และในขณะเกิดเหตุตนก็อยู่ห้องพักด้านหลังบ้าน แต่คาดว่ามาจากปมชู้สาวเนื่องจากอาผู้ชายได้โพสต์เฟซบุ๊กไว้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ามาจากปมชู้สาว โดยผู้ก่อเหตุโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นภาพภรรยาที่ถูกทำร้ายจนมีเลือกที่ทมุมปาก พร้อมระบุข้อความว่า “ผลของคนเจ้าชู้หน้ามันเป็นอย่างนี้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้ตัดประเด็นอื่นทิ้งไปและจะทำการสอบสวนต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com

เต๊กอ้าน ศพถูกมัดเท้าโยนทิ้งเหวเขาขาด

เต๊กอ้าน ศพถูกมัดเท้าโยนทิ้งเหวเขาขาด

(2 มิ.ย.) เมื่อเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิชิต ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณป่าริมถนนเส้น บ่อแร่ – เขาขาด หมู่ที่ 6 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต หลังจากที่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าพบซากศพผู้เสียชีวิต ซึ่งเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูก

ที่เกิดเหตุอยู่ที่ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี ห่างจากขอบถนนลงไปในหุบเหวประมาณ10 เมตร เจ้าหน้าที่พบ ร่างผู้เสียชีวิต อยู่ในสภาพเน่าเปื่อยเกือบหมด บางส่วนเหลือโครงกระดูก กะโหลกศีรษะโผล่ คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ โดยศพสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีฟ้า มีโล้โกด้านหลัง “ลูกพระมงกุฎ” และสวมกางเกงผ้าสีน้ำตาลสามส่วน ยี่ห้อ Auto sport

เต๊กอ้าน ศพถูกมัดเท้าโยนทิ้งเหวเขาขาด

ที่ขาพบเชือกไนลอนสีแดงผูกมัดข้อเท้าทั้งสองข้าง ที่นิ้วกลางมือขวาศพสวมแหวนเงินมีหัวเป็นหินสีน้ำตาลของผู้ชายในกระเป๋าเสื้อ กางเกงและโดยรอบจุดพบศพไม่พบหลักฐานอื่นๆ จึงให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาที่ด้านบน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบเก็บหลักฐานอีกครั้ง ก่อนส่งให้แพทย์ชันสูตรที่ รพ.วชิระภูเก็ต

จากการตรวจสอบพบว่าระวัติบุคคลสูญหายพบว่า นายสถาพร อายุ 24 ปี ได้หายออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2562 เวลา 01.00 น. ซึ่งเป็นม้าทรงของศาลเจ้าแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ล่าสุด ทางญาติผู้เสียชีวิตได้ยืนยันว่าเป็นศพนายสถาพร หรือ เต็กอ้าน จริง ซึ่งได้เทียบกับแหวนที่นายสถาพรสวมใส่เป็นประจำ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตไว้ว่า สล็อตออนไลน์  ผู้เสียชีวิตอาจจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิตก่อนนำศพมาทิ้งอำพราง ซึ่งจะต้องรอผลตรวจจากแพทย์และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

โดนแจ้ง3ข้อหา หนุ่มบิดซิ่งชนพนักงานเดลิเวอรี่

โดนแจ้ง3ข้อหา หนุ่มบิดซิ่งชนพนักงานเดลิเวอรี่

จ่อแจ้ง 3 ข้อหา หนุ่มซิ่งรถบนทางเท้า พุ่งชนพนักงาน ลาล่ามูฟกระเด็น ล่าสุดอาการเจ็บดีขึ้นตามลำดับ คู่กรณีรับผิดชอบค่าเสียหายให้แต่โดยดี

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพเหตุการณ์รถจักรยานยนต์ลักลอบขับขี่บนทางเท้า เป็นเหตุทำให้เฉี่ยวชนพนักงานรับส่งของลาล่ามูฟได้รับบาดเจ็บ บริเวณซอยเอกชัย 55 กลายเป็นประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายธนโชติ อายุ 49 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บอาการปลอดภัยแล้ว แต่แพทย์ยังคงให้ดูอาการต่อ

นายธนโชติ เปิดเผยว่า ตอนนี้ก็มีเพียงบาดแผลถลอกตามร่างกาย กับอาการเจ็บๆ ปวดๆ ที่สะบักหลังฝั่งซ้าย ส่วนขาข้างขวาที่บวมและยกไม่ขึ้น ตอนนี้อาการดีขึ้นเยอะ และกำลังรอผลเอ็กซ์เรย์ที่แขนอยู่ เหตุที่เกิดขึ้นตนก็อยากให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ การฝ่าฝืนขับขี่ในที่ไม่ควรขับขี่อาจส่งผลร้ายแรงขึ้นได้

โดนแจ้ง3ข้อหา หนุ่มบิดซิ่งชนพนักงานเดลิเวอรี่

ทั้งนี้ นายธนโชติ ยังเล่าว่า สล็อตออนไลน์  หลังจากเกิดเหตุคู่กรณีที่ขี่รถชนได้เดินมาหาและพูดแบบตกใจว่า ผมไม่มีเงิน พี่อย่าเอาเรื่องผมเลย” ตอนนั้นตนก็ไม่อยากเอาเรื่อง แต่ก็คิดว่าหากตัวเองเจ็บหนักก็คงแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลเองไม่ไหว แต่ฝ่ายคู่กรณีก็ไม่ได้ไปไหน แวะมาเยี่ยมตนอยู่เสมอๆ ส่วนค่ารักษาพยาบาลนั้นทางคู่กรณีได้รับผิดชอบให้แล้ว

ในส่วนของรูปคดี พ.ต.อ.ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ ผกก.สน.บางขุนเทียน ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ก่อเหตุ เนื่องจากยังรอผลการรักษาทางการแพทย์ของผู้บาดเจ็บอยู่ เบื้องต้นอาจจะเข้าข่ายความผิด 3 ข้อหา ได้แก่ ขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ไม่สวมใส่หมวกกันน็อก และขับขี่รถบนทางเท้า

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ก๋วยเตี๋ยวดังพะเยา โร่แจ้งความจับพี่คนโต ชิงมรดกพันล้าน

ก๋วยเตี๋ยวดังพะเยา โร่แจ้งความจับพี่คนโต ชิงมรดกพันล้าน

เหล่าทายาทธุรกิจ “ก๋วยเตี๋ยวอันเจริญ” อันเลื่องชื่อ เมืองพะเยา หอบเอกสารแจ้งความ หลังน้องๆ ทั้ง 5 คนไม่ได้รับทรัพย์สินมรดกตามที่ตกลง อ้างพี่ชายคนโตเก็บเอาไว้ผู้เดียว หวั่นธุรกิจสืบทอดไปต่อไม่ได้

กลุ่มสมาชิกตระกูล สกุลเจียมใจ เจ้าของธุรกิจชื่อดัง “ก๋วยเตี๋ยวอันเจริญ” นำหลักฐานต่างๆ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา เพื่อให้ทำการช่วยเหลือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เรื่องการจัดการมรดกของตระกูลอันเจริญ หลังพี่ชายคนโตครอบครองสมบัติเพียงแต่ผู้คนเดียว ไม่ยอมแบ่งปันให้น้องๆ ทั้ง 5 คน ทั้งที่เคยรวมตัวเข้าทวงถาม หลายครั้ง แต่ก็ได้รับการปฎิเสธมาตลอด

อีกทั้งยังรับปากว่าจะแบ่งทรัพย์สินให้น้องๆ แต่ก็ไม่แบ่งให้ จนน้องๆ ต่างมีลูกมีหลาน ก็ไม่สามารถขยายต่อธุรกิจที่สืบทอดกันมาถึง 70 ปีได้ แต่เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งหมดเป็นชื่อพี่ชายครอบครองหมด ทั้งที่น้องๆ ทุกคนต่างช่วยกันทำมาหากินและฝากไว้กับกงสี โดยมีพี่ชายดูและรับผิดชอบเนื่องจากมีความไว้วางใจ

แต่ถึงระยะนี้น้องๆ จะเรียกร้องขอให้มีการแบ่งมรดกดังกล่าว แต่กลับบ่ายเบี่ยงและเดินหนีไม่ยอมพูดคุย ตนกับพี่น้องทั้ง 5 คน ต้องเข้าร้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากพบหลักฐานบางอย่าง ที่ระบุว่า พี่ชายคนโตได้ปลอมแปลงเอกสารเพื่อทำธุรกรรมอำพรางหลายรายการ

นายวิษณุ เปิดเผยว่า แต่เดิมนั้นธุรกิจก๋วยเตี๋ยวอันเจริญได้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ 70 ปีที่แล้ว โดยพี่น้องทุกคนได้ร่วมมือกันที่สร้างร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งนี้ กลายมีชื่อเสียงโด่งดังระดับจังหวัดและประเทศ ก๋วยเตี๋ยวอันเจริญนั้นจะมีการทำแบบครบวงจร โดยพี่น้องแต่ละคนก็ช่วยกันทำมาหากินจนประสบผลสำเร็จ และมีรายได้ที่มั่นคง

ก๋วยเตี๋ยวดังพะเยา โร่แจ้งความจับพี่คนโต ชิงมรดกพันล้าน

ซึ่งรายได้ทั้งหมดนั้นก็จะรวมกันโดยใช้ลักษณะเป็นกงสี ให้พี่ชายคนโตที่ทุกคนไว้วางใจ เป็นผู้ทำนิติกรรมต่างๆ เนื่องจากนับถือเสมือนพ่อ สามารถสร้างธุรกิจได้นับพันล้านบาท แต่ต่อมาพี่ชายคนโตได้ทำการแต่งงานมีครอบครัว และนิสัยก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่แบ่งทรัพย์สินให้กับน้องๆ ตามที่ตกลงกันไว้ แม้จะพยายามทวงถามมาตลอด แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง

กระทั่งน้องๆ ก็อายุย่างเข้าเลข 7 แล้ว ก็ไม่ได้รับทรัพย์สมบัติอะไรเลย เพื่อจะทำการต่อยอดในการทำธุรกิจอื่นๆ และในวันนี้ได้เข้าทวงถามก็ได้รับการปฏิเสธเช่นเคย ทำให้มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจึงได้เข้าทำการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำการไกลเกลียกรณีดังกล่าว

เนื่องจากพบว่าพี่ชายคนโตได้นำเอกสารที่สอบไปในทางทุจริตหรือโดยการ มีการปลอมแปลงเอกสารและมีการโอนที่ดินบางส่วนที่เป็นทรัพย์สมบัติของตระกูลไปจำหน่าย จึงเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่เพื่อทำการไกลเกลี่ยให้ดำเนินการตกลงกันในการแบ่งสมบัติในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันน้องๆ ทั้ง 5 คนไม่มีทรัพย์สินใดๆ เพราะเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของพี่ชายคนโตแต่เพียงผู้เดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

หนุ่มโหดสารภาพ ฆ่าบีบคอเด็ก 14 ซ้ำเผาอำพรางศพ

หนุ่มโหดสารภาพ ฆ่าบีบคอเด็ก 14 ซ้ำเผาอำพรางศพ

ชุดสืบเมืองตรังพลิกแผ่นดินตามจับ ผู้ต้องหาฆ่าเผาเด็ก หญิงวัย 14 พบหนีไปทำงานต่างจังหวัด ยอมรับสารภาพบีบคอถึงตาย เพราะหึงหวงปมคบซ้อน

เมื่อคืนวานนี้ (30 พ.ค.) กำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ได้ควบคุมตัว นายวิษณุ หรือ กาย อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตรัง ที่ 245/2562 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม

2562 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ โดยปราศจากเหตุอันควรพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เข้าพบต่อ ร.ต.อ.สมพงษ์ สุดฉิม รองสว.(สอบสวน) สภ.นาโยง

สืบเนื่องจากกรณีของเด็กหญิงวัย 14 ปี ชาวบ้านมาบหยี ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง ที่ นางสมจิตร อายุ 65 ปี ผู้เป็นยายของเด็กหญิง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา หลังจากหายตัวไปและพบว่าเป็นโครงกระดูกถูกฆาตกรรมเผาอำพรางศพ

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่ริมถนนบึงขุนทะเล ม.3 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง

หนุ่มโหดสารภาพ ฆ่าบีบคอเด็ก 14 ซ้ำเผาอำพรางศพ

จ.สุราษฎร์ธานี จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ทราบว่านายวิษณุเป็นผู้ก่อเหตุก่อเหตุฆ่าเด็กหญิง หลังจากนั้นได้นำศพไปซุกซ่อนและเผาอำพรางศพจึงได้ออกสืบสวนสวนจนทราบที่หลบหนีและจับกุมได้ดังกล่าว

ผู้ต้องหาให้การว่า ตนเป็นบุคคลตามหมายจับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงให้ดูข้างต้นและไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปรับเด็กหญิงที่ข้างวัดช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง ในเวลาประมาณ 22.00 น.

จากนั้นได้ขี่รถพาเด็กหญิงไปเที่ยวในตัวเมืองตรัง กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนกับเด็กหญิงเกิดทะเลาะมีปากเสียงกัน เนื่องจากทราบว่าเด็กหญิงแอบคบหาอยู่กับผู้ชายอื่นคนด้วย ด้วย

ความโมโหจึงใช้มือบีบคอ ก่อนจะขาดใจตาย แล้วลากศพไปทิ้งในจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบโครงกระดูกและเผาทำลายศพ จากนั้นได้หลบหนีออกจากบ้าน และมาทำงานต่างจังหวัด กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะมีผู้ร่วมขบวนการมากกว่า 1 คนอย่างแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่าเจ้าหน้าที่เตรียมทำการขออนุมัติศาลออกหมายจับและอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ผวาพบซากศพตาย ห่อเสื่อน้ำมัน ชาวบ้านสงสัยหนุ่มเพิ่งพ้นคุก

ผวาพบซากศพตาย ห่อเสื่อน้ำมัน ชาวบ้านสงสัยหนุ่มเพิ่งพ้นคุก

ชาวบ้านผงะคิดว่าซากหมาเน่าที่แท้เป็นศพ โครงกระดูกมนุษย์ ห่อด้วยเสื่อน้ำมันทิ้งในป่ากฐิน แพทย์ชันสูตรคาดว่าเสียชีวิตไม่น่าต่ำกว่า 1 เดือน คุมตัวหนุ่มต้องสงสัยบ้านห่างจุดเกิดเหตุแค่ 10 เมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 พ.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ สภ.นครไทย จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีชาวบ้านพบศพเหลือแต่โครงกระดูกถูกห่อด้วยเสื่อน้ำมัน ทิ้งไว้ริมถนนในหมู่บ้านห้วยตีนตั่ง สายนครไทย – ภูหินร่องกล้า พื้นที่หมู่ 1 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย

ที่เกิดเหตุมีชาวบ้านจำนวนมากยืนมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบซากศพที่เหลือเพียงโครงกระดูกมนุษย์ถูกห่อหุ้มด้วยเสื่อน้ำมันลายตารางสีน้ำตาลขาวหมกอยู่ในพงหญ้าริมถนน สภาพศพเน่าเปื่อยจนเหลือแต่โครงกระดูกส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว

จากการตรวจสอบพบเป็นศพเพศชายที่กะโหลกศีรษะมีรอยถูกตีด้วยของแข็งจนเป็นรู คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน จึงให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำซากศพส่งให้แพทย์ชันสูตรโดยละเอียดที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก

จากการสอบสวน นางยอดรัก อายุ 47 ปี ผู้พบศพเป็นคนแรก ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนเองได้เดินทางมาถางหญ้าในที่ดินของตนเองที่อยู่ติดกับริมถนน ระหว่างที่ทำการถางหญ้าอยู่นั้นได้

กลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากสัตว์ ที่คิดว่าเป็นซากสุนัขที่อาจถูกรถชนตาย จึงเดินหาที่มาของกลิ่นจนไปพบแต่ก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบว่าไม่ใช่ซากของสุนัขแต่เป็นเป็นซากศพโครงกระดูกของมนุษย์ จึงรีบไปแจ้งเพื่อนบ้านและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

ผวาพบซากศพตาย ห่อเสื่อน้ำมัน ชาวบ้านสงสัยหนุ่มเพิ่งพ้นคุก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ร่วมกันตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 357 หมู่ 1 ต.เนินเพิ่ม ที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุเพียง 10 เมตร เนื่องจากมีชาวบ้านแจ้งว่าว่าเสื่อน้ำมันที่ปูในพื้นบ้านตรงกับเสื่อน้ำมันที่ห่อหุ้มซากศพ และมีคราบเลือดอยู่ที่พื้นปูนหน้าบ้านและในบ้าน

โดยมี นายตรีภพ อายุ 25 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน จึงขอตรวจค้นภายในบ้าน พบเสื้อและกางเกงเปื้อนคราบเลือดที่ติดแห้งอยู่ จึงนำไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอว่าตรงกันกับซากศพที่พบหรือไม่ พร้อมทั้งควบคุมตัวนายตรีภพไปสอบสวนปากคำที่ สภ.นครไทย

ด้าน นายตรีเพชร อายุ 49 ปี บิดาของนายตรีภพ เปิดเผยว่า บุตรชายเพิ่งพ้นโทษออกจากคุกคดียาเสพติดมาช่วงสงกรานต์ปีนี้ และยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง บุตรชายจะมีนิสัยโมโหร้ายจน

ตนและภรรยาต้องแยกไปอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งหากบุตรชายมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นและทำผิดจริงก็ต้องรับโทษไปตามกฎหมาย แต่ขณะนี้เป็นเพียงแค่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ต้องรอให้ทางตำรวจสอบสวนอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสอบสวนติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ลอบขนยา ตำรวจรวบแก๊ง ขนยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ด

ลอบขนยา ตำรวจรวบแก๊ง ขนยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ด

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ยึดยาบ้า ได้เกือบ 4.5 ล้านเม็ด ขณะลำเลียงมาจากภาคเหนือ แต่ไหวตัวทัน นำยาเสพติดทิ้งระหว่างทาง เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้ 2 คน พร้อมขยายผล

วันนี้ (28 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายสืบสวนกองบังคับการสกัดกั้นยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปราบยาเสพติด พบรถยนต์ต้องสงสัยขับมาจากจังหวัดเชียงราย จำนวน 4 คัน จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม แล้วพบรถยนต์ต้องสงสัย คาดว่าน่าจะบรรทุกยาเสพติดมาด้วย จึงเรียกตรวจรถยนต์ 2 คัน ทะเบียนจังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี ซึ่งภายในรถยนต์ทั้ง 2 คัน มีผู้โดยสาร จำนวน 3 คน โดยทั้งหมดกำลังขับรถมุ่งหน้าไปจังหวัดกาญจนบุรี

การตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ตำรวจจึงเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้ง 2 คันต่อไป แต่ตำรวจพบว่า ผู้โดยสารรถยนต์ทั้ง 2 คัน มีการติดต่อกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ที่ไม่ได้ตรวจค้นและบอกให้ทิ้งยาเสพติดทั้งหมด

ลอบขนยา ตำรวจรวบแก๊ง ขนยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ด

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ตำรวจ สภ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ จอดรถทิ้งสิ่งของ บริเวณร่องน้ำข้างสระน้ำสาธารณะ ต.เนินศาลา อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เมื่อไปตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้าจำนวนมาก จึงแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ พบยาบ้า จำนวน 4,459,200 เม็ด

ผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า มีรถจักรยานยนต์มานำยาเสพติดที่ทิ้งอยู่ข้างทางไป 2 กระสอบ และหลบหนีไป ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัว
สำหรับแนวทางการสืบสวน คาดว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้ลำเลียงยาเสพติดมาประมาณ 5 ล้านเม็ด แต่ไหวตัวทัน จึงนำยาเสพติดทั้งหมดมาทิ้งไว้
ส่วนรถยนต์ที่เรียกตรวจค้นก่อนหน้านั้น 2 คัน ตำรวจรวบรวมหลักฐานและเข้าไปตรวจค้นได้ที่บ้านพักในจังหวัดกาญจนบุรี พบผู้ต้องหาเหลือเพียง 2 คน คือ นายวีรชน อิ่มเปี่ยม และนายธนพล ใจห่อ พร้อมกับรถยนต์ที่เรียกตรวจค้น ทั้ง 2 คน รับสารภาพว่ากำลังนำยาเสพติดไปส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ภาคกลาง ส่วนรถยนต์ที่นำยาบ้ามาทิ้งไว้นั้น มีการเปลี่ยนป้ายทะเบียนปลอมเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ซึ่งขณะนี้กำลังขยายผลจับผู้ต้องหาพร้อมกับรถยนต์คันดังกล่าว

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันกับพวกที่หลบหนี ว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต และได้แจ้งข้อกล่าวหากับ นายวีรชน อิ่มเปี่ยม ผู้ต้องหาที่ 1 เพิ่มเติมว่า มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต และตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อยึดทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีก 9 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,186,400 บาท…

ฆ่าโหด2ผัวเมีย ชราทุบหัวยัดอ่างแล้วเผ่า

ฆ่าโหด2ผัวเมีย ชราทุบหัวยัดอ่างแล้วเผ่า

เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ทุบทำร้าย ร่างกายสองสามีภรรยาก่อนอุ้มร่างยัดลงอ่างน้ำและจุดไฟเผาจนเสียชีวิต ที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

วันนี้ (18 พ.ค.62) เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.ท.ชูชีพ พุ่มเฉี่ยว สว.(สอบสวน) สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้รับแจ้งมีเหตุฆาตกรรมเผาโหดเจ้าของร้านอู่ซ่อมท่อสูบน้ำ ตั้งอยู่เลขที่ 212 หมู่

15 บ้านทุ่งสาน ต.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น แล้วรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม กำลังตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่วิทยาการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 แพทย์เวรโรงพยาบาลพรหมพิราม และเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวหน้าบ้านเปิดเป็นร้านรับซ่อมท่อสูบน้ำ พบชาวบ้านยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก จาการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อต่อมา คือ นาง

ประเสริฐ อายุ 83 ปี และนายสำเริง อายุ 61 ปี ซึ่งสามีภรรยากันและเป็นเจ้าของอู่ดังกล่าว สภาพศพถูกฆ่าเผาด้วยถ่านยัดอยู่ในอ่างอาบน้ำภายในห้องน้ำหลังบ้าน ศพทั้งคู่นอนทับกันไหม้เกรียม

ดำเป็นตอตะโกจนจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ และยังมีกลุ่มควันคละคลุ้งทั่วบริเวณ ต้องประสานรถน้ำดับเพลิงมาฉีดน้ำให้เพลิงสงบลง จากนั้นกู้ภัยจึงช่วยกันนำร่างมาชันสูตรพลิกศพด้านนอก ซึ่ง

ศพฝ่ายชายนั้นมีบาดแผลถูกของแข็งตีเข้าที่ศีรษะจนยุบ ซึ่งจะส่งศพทั้งคู่ไปผ่าชันสูตรอีกครั้งที่นิติเวชโรงพยาบาลพรหมพิราม เบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นชายแปลกหน้าที่มาขออยู่ด้วย 1 อาทิตย์ แต่หลังเกิดเหตุได้หายตัวไปอย่างปริศนา

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก กล่าวว่า จากการตรวจสอบเก็บหลักฐานภายในอู่พบค้อนและมีดเปื้อนเลือดพร้อมกับน้ำมันที่ใช้สำหรับเผาอำพรางศพ จึงให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญในคดี โดยผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ คือ นายประเสริฐ อายุ 61 ปี ชาว

จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มาขออาศัยอยู่ภายในร้านกับผู้เสียชีวิตได้ไม่นาน คาดว่าอาจเข้ามาอาศัยด้วยเพื่อขอทำงาน โดยชาวบ้านบอกว่าเคยเห็นรูปร่างหน้าและลักษณะเป็นชายร่างเล็ก ผิวขาว ปากบาง ภายนอกดูซื่อๆ ก็ไม่น่ามีพิษภัยอะไร ซึ่งยังไม่เชื่อว่าจะลงมือก่อเหตุฆาตกรรมหรือไม่ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวมาสอบปากคำโดยเร็วที่สุด เนื่องจากหลังเกิดเหตุหาย

ไปอย่างปริศนา โดยขณะนี้ทางตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาตัวคนร้าย พร้อมได้กระจายกำลังสกัดจับตามเส้นทางการหลบหนีไว้ทุกเส้นทางแล้วขณะที่ นางอินทวี อายุ 53 ปี บุตรสาวของผู้เสียชีวิต หลังทราบข่าวได้เดินทางมาที่เกิดเหตุถึงกับร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ พร้อมเปิด

ฆ่าโหด2ผัวเมีย ชราทุบหัวยัดอ่างแล้วเผ่า

เผยว่า นางประเสริฐ มารดาได้อยู่กินกับนายสำเริง แก้วปาน ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของตน ทั้งคู่รักใคร่กันดีช่วยกันทำงานที่อู่แห่งนี้มานานแล้ว ส่วนตนเองก็จะแวะเวียนมาหาบ้างเพราะมีครอบครัวไปอาศัยอยู่คนละที่กัน เพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีชายแปลกหน้ามาขออยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง

ด้วยแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งวันนี้มีชาวบ้านมาบอกว่าที่บ้านมีกลุ่มควันลอยออกมาทำให้เกิดกลิ่นเหม็นไหม้ ตนจึงรีบมาดูพร้อมเข้าไปตรวจสอบก็พบภาพอันน่าสลดหดหู่ว่ามีศพถูกฆ่าเผาด้วยถ่านอยู่ในอ่างอาบน้ำในห้องน้ำหลังบ้าน คาดว่าน่าจะเป็นแม่และพ่อเลี้ยงของตนเอง

อย่างแน่นอนจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ซึ่งคนร้ายที่ลงมือก่อนเหตุนั้นถือว่าใจคอโหดเหี้ยมมากผิดมนุษย์ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมารับโทษตามกฎหมาย

ขณะที่ นายพงศ์นที อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นลูกค้าของอู่ซ่อมท่อสูบน้ำ เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงของวันนี้แวะมาที่ร้านเนื่องจากตนเองได้นำท่อสูบน้ำมาซ่อมตั้งแต่เดือนที่แล้ว และนายสำเริง ผู้เสียชีวิต ได้นัดหมายให้ตนมารับของในวันนี้ ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์มาดูหน้าร้านก็พบว่าท่อสูบน้ำที่นำมา

ซ่อมยังไม่เสร็จ แต่สังเกตเห็นผู้ชายเดินวนเวียนอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งมาทราบเรื่องว่าเจ้าของอู่และภรรยาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งปกติแล้วทั้งคู่จะเป็นคนใจดีไม่เคยมีเรื่อง

บาดหมางกับใคร แต่ระยะหลังมีชายแปลกหน้ามาทำงานด้วย และสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ หลายครั้ง แต่ก็ดูซื่อๆ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของทั้งคู่หรือไม่ ซึ่งจะต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนอีกครั้งหากพบตัวชายคนดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com