จับชายหนุ่มช่างสัก โพสต์คะนองป่วนสังคม โดนฟัน พ.ร.บ.คอมฯ นั่งหงอยคึกไม่ออก

จับชายหนุ่มช่างสัก โพสต์คะนองป่วนสังคม

ตำรวจกองปราบ บุกเชิญตัวหนุ่มช่างสักลายบนเกาะสมุย หลังคึก โพสต์คะนองป่วนสังคม อ้างอิงเรื่องราวจ่าทหารคลั่งกราดยิงโคราช จนทำให้ประชาชนตื่นเต้นตกใจ สุดท้ายโดนฟันผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ตอนวันที่ 11 กุมภาพันธ์63 พันตำรวจเอกยุทธนา ศิริสมบัติ ผกก.สภ.บ่อผุด ร่วมกับ พันตำรวจตรีพิทยา ธนาวุฒิ สว.กก.5 บก.ป.พร้อมกำลังตำรวจ เดินทางไปชวนตัว นายวันษา ยับ อายุ 23 ปี

ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่พักที่อาศัยอยู่ในซอยหมูบ้านอิสานปรับปรุง ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ เพื่อมาสืบสวนที่ สภ.บ่อผุด ภายหลังที่ตำรวจกองปราบ พบว่านายวันษา โพสต์เฟซบุ๊ก ด้วยใจความอันเป็นข้อเท็จ อ้างอิงเหตุการณ์เหตุร้ายแรง ทำให้สังคมป่วนปั่น

ด้าน พันตำรวจตรีพิทยา เปิดเผยว่า ในตอนจุดเกิดเหตุการณ์ที่ จังหวัดนครราชสีมา ทางตำรวจกองปราบได้ติดความเขยื้อนในสื่อโซเซียลอย่างใกล้ชิด จนถึงพบว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า ฉันมงโกรย เจ็บขี้ ที่ ฟลอริด้า ได้มีการโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า จ่าโกย 100 ศพ บุกสภานายก รับช่อง ต่อจะ นายสิบสิบเอก.พร้อมรบ พร้อมรูปการแต่งกายในชุดแต่งกายทหาร แล้วก็ภาพอาวุธปืนการรบ ทางตำรวจกองปราบห้าม ก็เลยได้สำรวจจนถึงพบว่า ผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊กรายนี้ พักอยูที่ อำเภอเกาะสมุย ก็เลยได้มีการผสานทางตำรวจ สภ.บ่อผุด ร่วมเขาไปชักชวนเพศผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้มาไต่สวน ที่ สภ.บ่อผุด

สว.กก.5 บก.ป.บอกว่า จากการสืบสวนคนที่ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ เป็น นายวันษา ยับ อายุ 23 ปี สารภาพว่าเป็นผู้โพสต์เฟซบุ๊กดัขี้ตระหนี่ล่าวจริง โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่า ในตอนจุดเกิดเหตุการณ์ที่ จังหวัดนครราชสีมา ตนเองมองเห็นข่าวสารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว รู้สึกอินต้องการมีส่วนร่วม ก็เลยได้โพสต์เนื้อความดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พร้อมรูปของตนเองที่ถ่ายตอนใส่เสื้อทหาร และก็ไปเซฟภาพอาวุธปืนการศึก ที่ได้มาจากในอินเทอร์เน็ต มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กของตนเอง…

ยึดโรงงานแปรรูปไม้ ไอ้เข้กว่า 1,000 ตัว บนที่ดิน ทวี ไกรคุปต์

ยึดโรงงานแปรรูปไม้ บนที่ดิน ทวี ไกรคุปต์

ป่าไม้ลุย ยึดโรงงานแปรรูปไม้ ไอ้เข้กว่า 1,000 ตัว บนที่ดินของ ทวี ไกรคุปต์ พ่อ ส.ส.เอ๋ ปารีณา พร้อมฟ้องร้องเอาผิดรุกล้ำพื้นที่รัฐกว่าพันไร่

ช่วงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 63 ผู้รายงานข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ปกครองเขตแดน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าสำรวจที่ดินของนายทวี ไกรคุปต์ พ่อของ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ บริเวณหมู่ 9 ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวานนี้ ภายหลังที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่าย

ประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้ฟ้องร้องตามคดีอาญาที่ 419/2562 ให้ดำเนินคดีต่อ นายทวี ไกรคุปต์ เนื่องจากว่ามั่นใจว่ามีการละเมิดครองที่ดินของรัฐโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ซึ่งผลการตรวจสอบแล้วก็พบว่ามีการละเมิดครองทำประโยชน์ในที่ดินของเมืองออกเป็น 3 จำพวก ปริมาณ 7 แปลง มีแปลงที่ 1 เป็นหลักที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พื้นที่ราว 17 ไร่ 68 ตารางวา ลักษณะครองทำประโยชน์หนทาง ถังเหล็กเก็บน้ำทรงแชมเปญ แปลงที่ 2

เป็นหลักที่ป่าไม้ถาวร พื้นที่ 207 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา มีที่พัก ฟาร์มไอ้เข้ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

แปลงที่ 3 เป็นหลักที่ป่าไม้ถาวรแปลงเลข 85 พื้นที่ 39 ไร่ 48 ตารางวา ลักษณะเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แปลงที่ 4 เป็นหลักที่ป่าไม้ถาวร แปลงเลขที่ 85 มีพื้นที่ 126 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ลักษณะเป็นท้องทุ่งเลี้ยงสัตว์ แปลงที่ 5 เป็นหลักที่ป่าไม้ถาวร แปลงเลขลำดับที่ 85 พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา ลักษณะเป็นถนนหนทาง ถังเหล็กเก็บน้ำ ส่วนแปลงที่ 6 แล้วก็แปลงที่ 7 เป็นหลักที่เขตเปลี่ยนแปลงที่ดินเพื่อทำการเกษตร ปริมาณ 646 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา รวมเบ็ดเสร็จ 7 แปลงมีพื้นที่ปริมาณ 1,039 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา

ยึดโรงงานแปรรูปไม้

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าก่อนหน้านี้ นายพัฒนะ ศิริมัย ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้จังหวัดราชบุรี มอบหมายให้ นายวัชระ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยคุ้มครองรักษาป่าที่ รบ. 1 (จอมบ่อน้ำ) เดินทางเข้าหา ร้อยตำรวจเอกประดิษฐ์ คงเปรม รอง สว.(สอบสวน) สภ.สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อร้องเรียนกล่าวโทษกับผู้บุกรุกครองที่ดินของเมืองรวมทั้งสิ่งก่อสร้างโรงเลื่อยไม้แปรรูป โดยผิดกฎหมาย

ในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งเป็นที่ดินที่นายทวี ไกรคุปต์ พ่อของ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถือครองใช้ประโยชน์ ดังนี้ภายหลังการเข้าตรวจดูพื้นที่ตอนวันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์63 รวมทั้งส่งผลสรุปการตรวจ

สอบแล้วก็พบว่ามีการบุกพื้นที่ของเมือง รวมยอด 7 แปลงมีพื้นที่จำนวน 1,039 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา แล้วก็ถัดมาได้นำหมายค้นศาลจังหวัดจังหวัดราชบุรีที่ ค. 12 / 2563 ระบุวันที่ 7 กุมภาพันธ์63 ระหว่างเวลา 15.00 – 17.30 น. เข้าตรวจทานพื้นที่กว่า 1,000 ไร่อีกที

ยึดโรงงานแปรรูปไม้

โดยผลของการดำเนินงานตรวจสอบแล้วก็พบว่าพื้นที่ถูกบุกรุกถือครองจำนวน …

ด.ญ.คุกเข่าไหว้ขอชีวิต เสี่ยไม่สนใจ ยิงแม่ต่อหน้าต่อตา ก่อนเป่าหัวหนีความผิด

เสี่ยไม่สนใจ ยิงแม่ต่อหน้า ก่อนเป่าหัวหนีความผิด

สะเทือนใจ เสี่ยเมืองชลฯ ควง 9 มม. บุกยิงสาวชาวสระแก้ว วัย 38 ดับคาบ้านจมกองเลือด ก่อนลั่นไกใส่หัวปลิดชีพตนเองหนีความผิด ตำรวจรีบคลี่ปมสังหาร เปิดเผย เด็กหญิงวัย 13 คุกเข่าไหว้ขอชีวิตแม่แล้ว แต่ว่าเสี่ยไม่สนใจ ยิงแม่ต่อหน้า

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 6 กุมภาพันธ์63 พันตำรวจตรีอภิชนัน วัฒนวรางกูร ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี รับบอกเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต เหตุกำเนิดที่บ้านเลขที่ 139/32 ม.4 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังรับแจ้งก็เลยรุดไปพิจารณา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มหมอ รวมทั้งข้าราชการช่วยเหลือสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานที่เมืองพัทยา

จุดเกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว มีประชาชนมามุงมองหลายชิ้น ข้างในห้องนอนพบร่าง นางสาวชญาน์นันท์ ประสพสุข อายุ 38 ปี เป็นชาว จังหวัดสระแก้ว ถูกอาวุธปืนยิงที่หัว นอนเสียชีวิตจมกองเลือด ข้างกันเจอร่างคนบาดเจ็บอีก 1 ราย รู้ชื่อเป็น นายงาม ถิตาความสนุก อายุ 67 ปี อาเสี่ยรับ

เหมากลบดินในเขตพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่เข้าทางขมับขวานอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือรีบปั๊มหัวใจเพื่อยื้อชีวิต ก่อนย้ายที่นำส่ง โรงพยาบาลแต่ทนความเจ็บไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาถัดมา ยิ่งกว่านั้นใกล้กันยังเจออาวุธปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ 1 กระบอก ข้าราชการก็เลยเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นางสาวอมรรัตน์ มีพันธ์ อายุ 29 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมิได้ยินเสียงทะเลาะกัน ได้ยินเพียงแต่เสียงปืนดังขึ้นมา 1 ครั้ง แล้วได้ยินเสียงกรีดของเพศหญิง ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัดหมาย ไม่นานก็มองเห็นบุตรสาววัย 13 ปี ของ นางสาวอมรรัตน์ วิ่งร้องไห้ออกมาขอความช่วยเหลือจากประชาชนในละแวกใกล้เคียง ให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือฯเข้าช่วยเหลือดังที่กล่าวถึงมาแล้ว

พื้นฐาน พันตำรวจตรีอภิชนัน วัฒนวรางกูร ผู้กำกับการสภ.ห้วยใหญ่ สั่งให้ข้าราชการชุดไต่สวน แล้วก็ข้าราชการชุดสืบสาว ลงพื้นที่หามูลเหตุสำหรับเพื่อการก่อเหตุจากคนสนิทของผู้เสียชีวิตทั้งสอง พร้อมพิจารณากล้องวงจรปิดที่บ้านข้างหลังเกิดเหตุ ก่อนที่จะผสานข้าราชการกองพิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่ตรวจทานอีกทีในวันที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์นี้

นอกจากนั้น ตำรวจยังได้รับการเปิดเผยอีกว่า เวลาที่เกิดเหตุนั้น บุตรสาวของ นางสาวชญาน์นันท์ 1 ในคนตายอยู่ด้วยแล้วก็มองเห็นเรื่องทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งในช่วงเวลานี้อยู่ในอาการโศกเศร้าใจอย่างมาก โดยเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุอุตสาหะยอตัวยกมือขึ้นไหว้ขอชีวิตแม่แล้ว จาก

นายงาม แต่ว่า นายโสภณ ไม่สนใจคำขอให้ช่วยเหลือ และก็ลั่นไกยิงใส่ นางสาวชญาน์นันท์จนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนหันกระบอกปืนยิงใส่ขมับตนเองต่อหน้า สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับเด็กผู้หญิงวัย 13 ปี อย่างมากมาย…

รองอัยการ เผย คดี เอมี่ อาเมเรีย อัยการศาลสูงมีนบุรี ยื่นอุทธรณ์แล้ว

เผยคดี เอมี่ อาเมเรีย ยื่นอุทธรณ์แล้ว

รองพิธีกรอัยการ เปิดเผย คดี เอมี่ อาเมเรีย อัยการศาลสูงมีนบุรี ขออุทธรณ์ไปแล้ว ข้อกล่าวหาร่วมถือครองยาเพื่อจำหน่าย หลังศาลชั้นต้นยก ลงเพียงแค่เสพ ส่วนเคสกล่าวหา ทนายษิทรา อยู่ในชั้นสอบปากคำงดแสดงความเห็น

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์63 นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวชี้แจงความเป็นจริงเกี่ยวกับขั้นตอนคดี นางสาวอาเมเรีย จาคอป หรือ เอมี่ อายุ 31 ปี นางเอกสาวลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์ จากละครดังเรื่องธิดาวานร กลายเป็นจำเลยคดีด้วยกันมีสารเสพติดให้โทษจำพวก 1 เอาไว้ในความถือครองเพื่อจัดจำหน่ายแล้วก็เสพสารเสพติดให้โทษจำพวก 1 โดยผิดกฎหมาย ซึ่งศาลมีนบุรี ตัดสินยกฟ้องนางสาวอาเมเรีย หรือ เอมี่ จาคอป ในข้อกล่าวหาด้วยกันมีสารเสพติดให้โทษเพื่อขายนั้น

รองพิธีกรสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่ากล่าว เกี่ยวกับประเด็นนี้ ได้ตรวจตราข้อพิสูจน์ไปยังที่ทำการอัยการคดีสิ่งเสพติด 12 มีนบุรี แล้ว บุคลากรอัยการผู้จะรับผิดชอบคดีแจ้งว่าในหัวข้อที่ศาลมีนบุรีเคยวินิจฉัยยกฟ้องเอมี่ ข้อกล่าวหาร่วมถือครองสิ่งเสพติดเพื่อจำหน่าย โดยลงโทษเฉพาะข้อกล่าวหาเสพยาฯนั้น บุคลากรอัยการผู้จะรับผิดชอบฟ้องร้องและก็อัยการพิเศษข้างศาลสูงมีนบุรี (นายธิว่ากล่าว คุ้มรักษา) ได้มีความเห็นรวมทั้งคำบัญชาอุทธรณ์รวมทั้งได้ขออุทธรณ์ไปแล้ว บัดนี้คดีอยู่ระหว่างการพินิจพิเคราะห์ของศาลอุทธรณ์

ส่วนหลักสำคัญที่สืบไปเรื่องที่มีการจับ นายษิทรา เบี้ยมีขึ้น ทนายของ นางสาวเอมี่ ถูกกล่าวร้ายว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช2522 มาตรา 100/2 นั้น นายประยุทธ บอกว่า เรื่องดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่มีข้อมูลและไม่รู้ข้อเท็จจริง รวมทั้งคดียังอยู่ในชั้นสืบสวน ก็เลยไม่บางทีอาจมีความเห็นแล้วก็ก้าวล่วงได้

ในขณะที่ที่มาของข่าวนิติกร ได้กล่าวชี้แจงลักษณะกรรมวิธีให้ข้อมูลที่สำคัญรวมทั้งเป็นประโยชน์ในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับสิ่งเสพติด ตาม พระราชบัญญัติสิ่งเสพติดให้โทษ พุทธศักราช2522 มาตรา 100/2 นั้น ว่า โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็เกิดเรื่องที่ผู้ต้องหา หรือเชลย สามารถให้การที่ขยายผลซึ่งได้ประโยชน์ในส่วนที่ศาลจะลงอาญาโดยชอบด้วยกฎหมายสิ่งเสพติดได้ ซึ่งหัวข้อการให้ข้อมูลขยายผล ตามมายี่ห้อ 100/2 มีการใช้กันบ่อยครั้ง ซึ่งคดีสารเสพติด เวลาตำรวจไปจับผู้ค้ารายย่อย อยากได้ขยายผลไปถึงรายใหญ่กว่า คนเสพจะให้ข้อมูลซื้อยามาจากคนใด ก็ไปตามจับได้แล้วมีการให้ข้อมูลขยายผลกับตำรวจไปตามจับได้อีกทอดหนึ่ง อย่างงี้ก็ได้ได้ประโยชน์จากการขยายผล เป็นการช่วยเหลือข้าราชการไปจับ

โดยหลักเจ้าหน้าที่สอบสวนเขาจะสอบเลย ก็จะอยู่ตั้งแต่บันทึกจับตัวด้วย และก็ตำรวจจะมีบันทึกการกระทำทางคดี ตัวอย่างเช่น สอบปากคำแล้วรู้ว่าคนนี้ลักลอบขายยาขยันประจำ ก็เลยคิดแผนล่อซื้อจับตัว ผลจับตัวได้ยา แล้วจากการสืบสวนขยายผลได้ว่ายาบ้าซื้อมาจากคนไหนกันคิดแผนล่อซื้อแล้วขยายผลจับได้ยาม้าอีก คนนั้นก็จะได้ประโยชน์ ก็จะซักถามไว้เป็นหัวข้อติดอยู่ในสำนวน ถึงถ้าเกิดอัยการไม่นำสืบ เชลยเขาก็จะอ้างขึ้นมาเองขอศาลเอามาพินิจลงอาญาสถานที่ค่อยกว่าข้อบังคับระบุ เนื่องมาจากเป็นผู้ขยายผลให้ข้าราชการ เป็นการร่วมมือข้าราชการสำหรับในการไปจับรายใหญ่ ขอให้ได้ประโยชน์ดังที่ข้อบังคับกำหนดไว้ในมาตรา 100/2 ด้วย ก็จะออกมาแนวนี้

ส่วนถ้าเป็นเรื่องอย่างที่มีการไปกล่าวหากันว่าสิ่งที่เอาไปอ้างใน มาตรา 100/2 ที่กำลังจะได้คุณประโยชน์สำหรับการพิจารณาของศาล เป็นประเด็นที่ไม่อยู่ในสำนวนแสดงว่าไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่สอบสวนที่สร้างขึ้น เท็จจริงจะใช่หรือไม่ใช่ เช่นไร จะต้องรอวิธีการสอบสวนตรวจพิสูจน์รู้ที่ตรงนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบสวนกำลังเริ่มแนวทางการตรวจพิสูจน์.…

ทนายรณณรงค์รุดเยี่ยมทนายตั้ม เจ้าตัวยังคอยประกันตัวที่ สถานีตำรวจมีนบุรี

ทนายตั้ม เจ้าตัวยังคอยประกันตัวที่ สถานีตำรวจมีนบุรี

ตำรวจควบคุมตัว ทนายตั้ม มาสถานีตำรวจมีนบุรี ระหว่างที่ ทนายรณณรงค์ เดินทางมายอดเยี่ยม และก็ให้กำลังใจ บอกยังมิได้คุยกับทนายษิทรา รวมทั้งยังไม่เคยรู้โดนข้อกล่าวหาอะไร จำต้องว่าไปตามกรรมวิธี ได้รับรองหรือเปล่าอยู่ที่ เจ้าหน้าที่

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 ก.พ. 2563 พันตำรวจเอกถนัด นักธรรม ผกก.สส.บก.น.3 พร้อมกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวนบก.น.3 และก็ตำรวจสน.มีนบุรี นำหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี

ได้เข้าจับตัวนายษิทรา เบี้ยเกิดขึ้น หรือทนายความตั้ม ทนายมีชื่อ รวมทั้งเป็นเลขาธิการของมูลนิธิคณะทำงานทนายความประชาชน โดยจับตัวที่ที่ทำการข้อบังคับษิทรา เบี้ยมีขึ้น ถนนเศรษฐกิจ ต.คลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร แล้วหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กักคุมมาที่ สถานีตำรวจมีนบุรี กรุงเทพฯ

ดังนี้สืบไปตั้งแต่พฤษภาคม 2562 มีตำรวจชั้นประทวนระดับสิบตำรวจตรี ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานที่ทำหน้าที่สอบสวนสถานีตำรวจมีนบุรีว่า ถูกนำเอกสารบัตรข้าราชการตำรวจไปปลอมแปลงลายเซ็น เพื่อใช้สำหรับการยื่นต่อศาลในการลดโทษ พ.ร.บ.ยาเสพติด มาตรา 100/2 ในคดีเอมี่ อาเมเรีย จาคอป แล้วหลังจากนั้นข้าราชการได้สืบสาวเรื่อยๆมาจนกระทั่งศาลจังหวัดมีนบุรีได้ออกหมายจับนายษิทรา ตามมายี่ห้อ 180 คนไหนกันแน่นำสืบหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จสำหรับการพิจารณาคดี หากเป็นหลักฐานในสิ่งสำคัญในคดีนั้น จำต้องระวางโทษติดคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรืออีกทั้งจำทั้งยังปรับ เมื่อเย็นวันที่ 3 ก.พ. 2563

นักข่าวรายงานบรรยากาศที่สถานีตำรวจมีนบุรี ว่ามีสื่อมวลชนจำนวนไม่ใช่น้อยมาติดตามคดีดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ช่วงเวลาเดียวกันมีทนายความรัชพล ศรีสาคร ประธานชมรม เกื้อหนุนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพจสายตรงข้อบังคับ ทนายความรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานโครงข่ายรณรงค์ทวงคืนความถูกต้องในสังคม รวมทั้งกรุ๊ปเพื่อนฝูงทนายความมาให้กำลังใจ

ถัดมาเวลา 19.30 น. ข้าราชการได้คุมตัวนายษิทรา เบี้ยมีขึ้น หรือทนายความตั้ม ทนายมีชื่อเสียง มาถึงห้องข้างสืบสาวสถานีตำรวจมีนบุรี ตอนที่ ทนายความรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานโครงข่ายรณรงค์ทวงคืนความเที่ยงธรรมในสังคม เดินทางมาให้กำลังใจ

ถัดมาเวลา 20.30 น. ทนายความรณณรงค์ กล่าวคราวหลังได้เข้าไปเจอกับนายษิทรา ระหว่างที่ข้าราชการทำบันทึกจับ ว่า ทางทนายความตั้มได้รับประทานข้าวผัดกับน้ำโอเลี้ยงที่เอามาให้ ก็อร่อยดี ทางทนายความตั้มพูดว่ามิได้ลำบากใจอะไร สุขใจ รวมทั้งรับประทานข้าวได้ตามธรรมดา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหากับทนายความตั้มนั้นทางตนยังมองไม่เห็นเอกสาร แม้กระนั้นทางทนายความตั้มขอเพียงแต่ยากันยุงแค่นั้น เนื่องจากห้องที่นั่งอยู่มียุงมาก ก็ต้องตามกันว่ากล่าวคืนวันนี้จะได้ประกันตัวหรือเปล่าได้ประกันตัว ดังนี้ข้าราชการมีอำนาจคุมตัว 48 ชั่วโมง ถ้าหากมิได้ประกันตัวในชั้นเจ้าหน้าที่สอบสวน ก็จะไปประกันตัวในชั้นศาล

ส่วน พันตำรวจเอกคมกฤษณ์ คำบุศย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจมีนบุรี เผยออกมาว่า นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ จ90/2563 ระบุวันที่ 3 ก.พ. 2563 ในข้อกล่าวหาด้วยกันใช้หรืออ้างเอกสารเลียนแบบในประการที่คงจะกำเนิดความเสื่อมโทรมแก่คนอื่นๆหรือพลเมือง ด้วยกันนำสืบหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จสำหรับเพื่อการพิจารณาคดีอาญา โทษจำเรือนจำไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งยังจำอีกทั้งปรับ ยิ่งไปกว่านี้ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 3 คน ตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี เลขที่ จ91-93/2563 ระบุวันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยออกหมายจับนายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ แฟนชายหนุ่มของเอมี่ อาเมเรีย จาคอป, นายทอมมี่ จาคอป น้องชายเอมี่ รวมทั้งนายคาถาอาคม อาจความเจริญรุ่งเรือง ทนาย ในข้อกล่าวหานำสืบพยานเท็จ แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ

ถัดมา 20.45 น. ข้าราชการได้นำตัวนายคาถา อาจความเจริญรุ่งเรือง ทนาย จากห้องข้างสอบปากคำ สถานีตำรวจมีนบุรี มาที่ห้องสำหรับประชุมขนมบัวลอย เพื่อทางเจ้าหน้าที่สอบสวนสถานีตำรวจมีนบุรี ได้สอบสวน โดยมีทาง พันตำรวจเอกเมืองอำนาจ รักสลุกลาม รองผบกรัมน.3 พันตำรวจเอกคมกฤษณ์ คำบุศย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจมีนบุรี ได้ด้วยกันไต่สวนด้วย

ดังนี้ภายหลังจากสอบสวนนายอาคม เรียบร้อยและจะนำตัวนายษิทรา มาไต่สวนต่อตามขั้นตอน แต่ถ้ามีการยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นเจ้าหน้าที่สอบสวน ทางพนักงานที่มีหน้าที่สอบสวนจะพิจารณาคำขอว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่.…

ชาวบ้านในคลิปรุมกระทืบพระเมาสลบเหมือด ยอมจำคุก ถ้าโดนแจ้งข้อหา

ชาวบ้านในคลิป รุมกระทืบพระเมา

ประชาชนในคลิปว่อนโซเชียล รุมกระทืบพระเมา เข้าให้คำให้การพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ ลั่นถ้าโดนตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายจริง ก็คงจะจะต้องยอมจำคุก เพราะว่าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ระหว่างที่พระคู่กรณีอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องนอน โรงพยาบาล

จากกรณีเมื่อเวลาเย็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ก่อนหน้าที่ผ่านมา ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สภ.ชุมแพ รับบอกเหตุภิกษุเมาสุราวิวาทกับราษฎร ที่บ้านโนนหินผา มัธยม4 ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น จนถึงถูกทำร้ายหัวแตก ช่วยเหลือฯ นำส่ง โรงพยาบาลชุมแพ ซึ่งในพื้นฐาน

ประชาชนต่างก็กล่าวว่า วัดสว่างแสงสว่างธรรม เป็นเพียงแต่สำนักสงฆ์ โดยมี พระสุภชัย หรือ พระโมทย์ จำพรรษาเพียงแต่รูปเดียว บางวันก็มีสามเณรอายุราว 15-18 ปี มาอยู่ด้วย 3-5 รูป และก็บ่อยมากที่เอาชื่อประชาชนไปพิมพ์ใบฎีกา ออกเรี่ยไรเงินทำบุญทำกุศลตามหมู่บ้านต่างๆตกค่ำคืนก็ให้สามเณรแปลงกาย ออกมาจากวัดไปซื้อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มาดื่มในวัด ทำให้เกิดอาการชาวบ้านไม่เชื่อถือ ไม่มีผู้ใดตักบาตร รวมทั้งราษฎรอุตสาหะเก็บหลักฐาน เพื่อจะไล่พระออกมาจากหมู่บ้าน แม้กระนั้นไม่เคยจับได้คาหนังคาเขา จนถึงมาเกิดเหตุดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว

ความก้าวหน้ากรณีดังที่กล่าวถึงแล้ว เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์2563 นักข่าวลงพื้นที่ไปที่วัดสว่างแสงสว่างธรรม บ้านโนนหิน กลุ่ม 4 ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เพื่อติดตามความก้าวหน้า พบว่าวัดสว่างแสงสว่างธรรม รวมทั้งจุดเกิดเหตุนั้น อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน มีพื้นที่เกือบจะ 1 ไร่ มีตึกข้างหลังใหญ่ซึ่งมีพุทธรูปตั้งอยู่ คาดว่าน่าจะเป็นที่เจริญภาวนา ข้างๆศาลามีกุฎี 1 ข้างหลัง หน้ากุฎีมีขวดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ที่ถูกเอามากองรวมกันมากมาย ยิ่งไปกว่านี้ยังมีห้องสุขา รวมทั้งกุฎีชั่วครั้งชั่วคราวอยู่ในป่าละเมาะ

นางทองคำสุข พลดงษา อายุ 62 ปี ชาวอำเภอหนองเรือ แต่ว่ามาอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่บ้านโนนหิน เผยกับนักข่าวว่า สถานที่ดังที่กล่าวถึงแล้วไม่ใช่วัด เป็นเพียงแต่บ้านพักพระสงฆ์ ที่เจ้าของที่ ซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ตทำขึ้นมา เหมือนว่าเป็นบ้านพักพระสงฆ์ แต่ว่าได้นิมนต์พระสุภชัย ธนิสัพโร (ศรีทองคำ) อายุ 56 ปี จากจังหวัดอุดรธานี มาพักรวมทั้งเจริญภาวนา ตรงเวลา 2 ปี แล้ว แม้กระนั้นราษฎรไม่เชื่อถือ และไม่มีคนไหนบิณฑบาต

รุมกระทืบพระเมา

“ประชาชนไม่เคารพนับถือเลื่อมใส ก็เลยไม่มีผู้ใดตักบาตร คุณยายซึ่งเป็นเครือญาติกับเจ้าของที่จุดที่ตั้งบ้านพักพระสงฆ์ ก็เลยประกอบอาหารมามอบยามเช้าแล้วก็เพล แม้กระนั้นก็ไม่เคยมองเห็นพระเมาหรือดื่มสุรา แม้กระนั้นตอนวันที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ได้ยินเสียงพระทะเลาะเบาะแว้งกับราษฎร เมื่อเดินมาดูก็มองเห็นพระนอนจมกองเลือดอยู่ริมทางหน้าที่พักพระสงฆ์ ซึ่งได้ยินประชาชนต่างก็กล่าวว่า พระเมาแล้วเปิดตูด ตบตูด ท้าทายด้านหลังประชาชนด้วยวาจาที่ไม่สุภาพ และก็หากเป็นอย่างที่ราษฎรกล่าวจริงก็ไม่ควรจะเป็นพระอีก และไม่จำต้องกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีก เพราะว่าก่อนหน้านี้ เลื่อมใสพระแล้วก็กาสาวพัสตร์ มอบให้ของกินโดยไม่คิดว่าพระจะเป็นแบบงี้”

ในระหว่างที่ นางพิจารณา โก่งกระโทก อายุ 32 ปี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เผยกับผู้รายงานข่าวว่า ตอนบ่ายวัยที่ 2 กุมภาพันธ์ก่อนหน้านี้ พระสุภชัย ธนิสัพโร (ศรีทองคำ) หรือคุณครูโมทย์

มาที่รีสอร์ต ซึ่งเป็นบ้านพักของโยมที่นิมนต์ ต่อจากนั้นก็ร้องด่าทอประชาชน ด่าทอบรรพบุรุษ ด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพและหยาบคาย ประชาชนผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยตะเบ็งห้าม พระไม่หยุด ก็เลยมีการโต้ตอบไปๆมาๆ พระก็เลยวิ่งออกมาจากรีสอร์ต ตบก้นใส่ราษฎร พร้อมทั้งท้าพ่อที่แก่แล้วให้มาต่อยกันตัวต่อตัว แล้วต่อจากนั้นก็เดินกลับวัด แต่ว่าก็กล่าวท้าราษฎรไปตลอดทาง

“พระท้าทายบิดาของพี่ แก่แล้วออกมาต่อยกันกึ่งกลางถนนหนทาง พี่เลยตามไปกล่าวว่า ไม่ต้องท้าทายบิดา ลูกมาแทน พระก็เลยวิ่งเข้ามาเตะต่อยจนถึงมีการต่อสู้กัน และก็พระพากเพียรจับเหล็กแหลมที่เหน็บอยู่ที่สายประคต แต่ว่าเหล็กหลุดตกพื้น หลังจากนั้นพระก็เลยวิ่งกลับไปในกุฎี ไปจับเอามีดที่ใช้ตัดหวายลูกนิมิต มาเป็นอาวุธไล่รังแกพี่แล้วก็ประชาชน ประชาชนก็เลยใช้ไม้ต่อสู้ จนกระทั่งพระล้มลงกับพื้น มีดกระเด็นหลุดจากมือ เจ็บ ราษฎรก็เลยแจ้งตำรวจมารับพระไป”

ทางด้าน พันตำรวจเอกรัตนสุข คำสกุล ผู้กำกับการสภ.ชุมแพ จังหวัดขอนแก่น กล่าวกับนักข่าวในกรณีดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ข้างหลังรับบอกเหตุตำรวจสายตรวจ สภ.ชุมแพ ลงพื้นที่ไปตรวจทานก็เจอเหตุดังที่กล่าวถึงแล้วจริง และก็ผสานข้าราชการช่วยเหลือฯ นำพระที่เจ็บส่ง โรงพยาบาลชุมแพ ปัจจุบันนี้อาการไม่มีอันตรายแล้ว แต่ว่ายังจะต้องรักษาตัวในโรงหมอจนกระทั่งอาการจะดียิ่งขึ้น

เวลานี้ได้ให้ชุดสอบปากคำลงพื้นที่สืบสาวหาตัวบุคคลที่เกี่ยวในสถานะการณ์ทั้งผอง เพื่อหาต้นเหตุของการเกิดเหตุทั้งปวง ส่วนในทางคดีนั้นควรมีการไต่สวนทั้งยังราษฎรรวมทั้งภิกษุ จำต้องสอบปากคำหามูลเหตุและก็หาสิ่งที่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งแล้วก็ประทุษร้ายกันในคราวนี้ ซึ่งเมื่อชุดสืบสาวรู้ตัวบุคคลที่เกี่ยวโยงว่ามีคนใดกันบ้าง ก็จะให้พนักงานที่มีหน้าที่สอบสวนเรียกมาซักถาม ถ้ามีผู้ทำผิดก็ชัดเจนข้อกล่าวหา ประทุษร้าย และก็มองผลตรวจหมอว่าร้ายแรงไหม ก็กระจ่างข้อกล่าวหาเพิ่ม

ซึ่งในคลิปที่มองเห็นพระนอนสลบก็ยังไม่อาจจะการันตีได้ว่าถูกทำร้ายแล้วสลบ หรือมีต้นเหตุที่เกิดจากโรคประจำตัว แต่ว่าก็ขอรับรองว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย …

ผบช.ภ.4 เปิดเผยมีเป้าหมาย มือยิงกำนันหญิง หากได้หลักฐานจะขอหมายจับในทันที

ผบช.ภ.4 เผยมีเป้าหมาย ยิงกำนันหญิง ถ้าได้หลักฐานจะขอหมายจับในทันที

ผบช.ภ.4 ลงพื้นที่ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ตามคดียิงกำนันหญิงเสียชีวิต โดยยังมุ่งปมขัดแย้งเรื่องที่ดิน รวมทั้ง เงินกฐินวัดหายไป ในเวลาที่มีเป้าหมายฆาตกรแล้ว ให้ เจ้าหน้าที่จับตาหากมีหลักฐานจะขอออกหมายจับในทันที

จากกรณีผู้ร้ายเป็นชายสูงราว 170 ซม. ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบ ขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟ สีแดง ทำทีไปขอซื้อเครื่องดื่มชูกำลังที่บ้านนางกรรณิการ์ วงค์ศิริ อายุ 52 ปี กำนันตำบลผาตั้ง

หรือ กำนันเตี้ย ที่บ้านในพื้นที่ กลุ่ม 6 บ้านดงจะต้อง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย แล้วก็ใช้อาวุธปืนขนาด 11 มิลลิเมตรยิงขมับกำนันเตี้ยเสียชีวิตคาครัว เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความก้าวหน้าของคดีนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์63 พลตำรวจโทเจริญวิทย์ ศรีวนิช ผบช.ภ.4, พลตำรวจตรียรรยง เวชโอสถ ผบก.สส.ภ.4, พันตำรวจเอกณัฐนนท์ ประชุม รองผบก.สส.ภ.4 ลงพื้นที่ สภ.สังคม จังหวัดหนองคาย เพื่อติดตามความก้าวหน้าการตามล่าตัวฆาตกร โดยพลตำรวจตรีสุรชัย สังขพัฒน์ ผบก.ภ.จังหวัดหนองคาย นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นางสาวศรีนางงาม ธุระรักษา นายอำเภอสังคม, พันตำรวจเอกณรงค์ ตันดี ผู้กำกับการสภ.สังคม และผู้พิทักษ์สันติราษฎร์คณะทำงาน มี ตำรวจชุดสืบจังหวัดหนองคาย, ชุดสอบปากคำตำรวจภูธรภาค 4, ชุดสืบสาว สภ.สังคม ได้รายงานความก้าวหน้าของการกระทำงานที่ห้อง ศปก. สภ.สังคม

ยิงกำนันหญิง

พลตำรวจโทรุ่งเรืองวิทย์ ศรีวนิช ผบช.ภ.4 พูดว่า เรื่องราวนี้เป็นคดีความอุกอาจสะเทือนใจ ที่เกิดขึ้นอยู่กับนักการเมืองแคว้น ซึ่งข้างหลังเกิดเหตุได้สั่งย้ำให้ตำรวจชุดสอบสวนภาค 4 ลงมาช่วยตำรวจในท้องที่ รีบล่าตัวผู้ร้าย แล้วก็ได้แบ่งคณะทำงานติดตามอย่างครอบคลุม ซึ่งปัจจุบันนี้มีเป้าหมายของฆาตกรแล้ว แต่ว่ายังไม่อาจจะเผยเนื้อหาได้ไพเราะเพราะพริ้งจะมีผลเสียกับรูปความ ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงานก่อน หากได้หลักฐานที่กระจ่างแจ้งจะได้ตระเตรียมอนุมัติศาลออกหมายจับในทันที

สำหรับชนวนเหตุปมสังหารกำนันหญิงนั้น พื้นฐานให้น้ำหนักไปที่ข้อโต้แย้งการสนทนาเปิดช่องเดินทางให้ราษฎรกับเจ้าของที่ครองสิทธิ์ สปก. ที่ผู้เสียชีวิตเป็นผู้แทนช่วยเหลือประชาชนที่ตกที่นั่งลำบากมาสนทนากับเจ้าของที่ ซึ่งเป็นคนเมืองกรุงเทวดามาหาซื้อที่ดินทำสวนยางพาราแล้วปิดทางเข้าออกของราษฎรหลายรายที่เคยใช้ทางผ่านที่ดินของผู้ครอบครองรายนี้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แม้กระนั้นปัจจุบันนี้กลับผ่านมิได้ จนกระทั่งกำเนิดคือปัญหาตามมา และก็อีกเรื่องเป็นเงินกฐินวัดถ้ำดินเพียงแต่ ตั้งแต่เมื่อปี 2559 ซึ่งเงินหายไป 85,000 บาท โดยในขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินการตลอดเวลา เพื่อติดตามฆาตกรรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้อย่างเร็ว.…

รวบ 2 สาวลาว ขอเป็น คนงานร้านคาราโอเกะ แอบทำงานหมอนวด

รวบ 2 สาวลาว ขอเป็น คนงานร้านคาราโอเกะ แอบทำงานหมอนวด

กองตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวบ 2 หญิงลาวคาร้าน เจอใบทำงานขอเป็น คนงานร้านคาราโอเกะ แต่งานที่ทำจริงเป็น หมอนวด อ้างได้ค่าตอบแทนนวดวันละ 300 บาท

เวลา 11.00 น. วันที่ 31 มกราคม ที่ที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พลตำรวจตรีสมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ได้รับรายงานจาก พันตำรวจเอกภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.กองตรวจคนเข้าเมือง1 ว่า พันตำรวจเอกศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผู้กำกับการตม.จว.สุราษฎร์ พันตำรวจโทชาตรี ชูแก้ว รอง ผู้กำกับการตม.จว.จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำกำลังชุดสืบสวน ตม.จว.สุราษฎร์ จับกุมตัว นางสาวสีหราช อายุ 28 ปี นางสาวแก้วโบตั๋น อายุ 26 ปี สัญชาติลาว อีกทั้ง 2 ราย ข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างประเทศดำเนินการนอกจากสิทธิ์ที่จะทำเป็น(นวดไทย) รวมทั้งนายสมพล เต็มวิจิตร์ อายุ 50 ปี ข้อกล่าวหาเป็นเจ้านายให้บุคคลต่างประเทศปฏิบัติงานนอกจากสิทธิ์ที่จะทำเป็น (นวดไทย) จับตัวถึงที่เหมาะร้านค้าต้นอ้อยคาราโอเกะ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์

พันตำรวจเอกภัคพงศ์ พูดว่า ชุดสอบปากคำของ กองตรวจคนเข้าเมืองจว.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งจากสายว่าร้านค้าต้นอ้อยคาราโอเกะ มีการขายของกินเครื่องดื่ม นอกเหนือจากนั้นข้างบนยังดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขร้านค้าให้มีห้องนวดแผนโบราณเกรงว่าจะแอบแฝงค้าบริการ ก็เลยได้เข้าตรวจตราข้างในร้านค้า พบว่าด้านล่างเป็นร้านค้าคาราโอเกะบริการของกินและก็เครื่องดื่ม ส่วนชั้นสองกันเป็นห้องเล็กๆสำหรับให้บริการนวดแผนโบราณ เจอผู้ต้องหาข้างต้นกำลังให้บริการนวดลูกค้าด้านในห้อง

ข้าราชการก็เลยได้ขอสำรวจหนังสือเดินทางพร้อมเอกสารสิทธิ์ดำเนินการ พบว่าเป็นบุคคลต่างประเทศได้รับอนุญาตเข้ามาในอาณาจักรชั่วครั้งชั่วคราว และก็มีใบอนุมัติดำเนินการ(ลูกจ้าง) ให้ร้านค้าต้นอ้อยคาราโอเกะ แต่ว่าไม่สามารถที่จะดำเนินงานนวดแผนโบราณได้ ก็เลยได้จับตัวคนต่างด้าวทั้งคู่ราย

เวลาเดียวกันมี นายสมพล เต็มวิจิตร์ อายุ 50 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านค้าก็เลยแจ้งข้อกล่าวหาตามข้างต้น พื้นฐานผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าพึ่งเข้ามาปฏิบัติงานได้ไม่กี่วัน ได้ค่าตอบแทนนวดวันละ 300 บาท ส่วนร้านค้าคาราโอเกะเปิดมานานพึ่งจะกันห้องแบ่งเป็นล็อกข้างบน ตรวจดูพื้นฐานยังไม่เจอการขายบริการทางเพศ ข้าราชการชุดจับตัวได้นำเพศผู้ต้องหาทั้งปวงส่ง พงส.สภ.เมืองสุราษฎร์ เพื่อฟ้องร้องโดยชอบด้วยกฎหมายถัดไป…

ผกก.สกลนคร แงะหลักฐานโต้ ดาว ขำมิน ขับขี่รถเร็ว 111 กิโลเมตร/ ชั่วโมง

ดาว ขำมิน ขับขี่รถเร็ว 111 กิโลเมตร/ ชั่วโมง

ผู้กำกับการเมืองจังหวัดสกลนคร ออกโรงโต้ ดาว ขำมิน หลังตลกหน้าเฉยเดือดจัด จวกตำรวจ กรณีโดนเรียกตรวจขับขี่รถเร็ว ลั่น พี่ไม่จับกระบะคันหน้าล่ะนะครับ มาก่อนผม ระหว่างที่โซเชียลให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พูดจานิ่มนวลแล้ว

จากกรณีโลกโซเชียล มีการเผยแพร่คลิปพร้อมเจาะจงแคปชั่นว่า ดาว ขำมินตลกหน้าเฉย ปะทะ ตำรวจจ.สกลนคร ซึ่งเป็นวีดีโอเหตุการณ์ที่ ดาว ขำมินโต้แย้งณ์กับตำรวจที่ดูแลการจราจรที่

กำลังตั้งด่านตรวจความเร็ว ขณะที่กำลังขับรถยนต์ฮุนได้ H-1 สีดำ ทะเบียน 8 กฒ 1007 กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าเข้าจ.กรุงเทพฯ จนกระทั่งเป็นที่ติชมกันอย่างนานาประการ โดยส่วนมากบอกว่าตำรวจเป็นข้างพูดจานิ่มนวล ไม่ใช้อารมณ์ ในขณะตลกขบขันหน้าเฉย ดาว ขำไม่น

พูดจาด้วยเสียงตะเบ็งเสียง และไม่ยอมฟังผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่พากเพียรชี้แจง ว่าที่ถูกเรียกเพราะเหตุใด เหตุกำเนิดลำดับที่สี่แยกบายพาส ถนนหนทางจ.สกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์ รอบๆกม.ที่ 3 เขตเทศบาลนครจ.สกลนคร เมื่อเวลาสายวันที่ 29 เดือนมกราคมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ดังที่เสนอข่าวสารไปแล้วนั้น

ความก้าวหน้าปัจจุบัน ผู้รายงานข่าวได้โทรศัพท์ไต่ถามไปยัง พันตำรวจเอกกิตเตชิษฐ์ บำรุง ผู้กำกับการสภ.เมืองจังหวัดสกลนคร ซึ่งได้อธิบายว่า ตอนวันที่ 29 มกราคม 2563 ตำรวจจราจร สภ.เมืองจังหวัดสกลนคร ได้รับคำบัญชาจากหัวหน้า ให้ตั้งจุดตรวจที่แยกบายพาสจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการเอาจริงเอาจังระเบียบจราจรเพื่อลดรวมทั้งคุ้มครองปกป้องอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการขับรถยนต์เร็วเกินกว่าที่ข้อบังคับระบุ (ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ ชั่วโมง) เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุแล้วก็อาจจะทำให้มีการสูญเสียต่อชีวิตร่างกายรวมทั้งเงิน ด้วยความหวังดีในชีวิตแล้วก็เงินและไม่ต้องการให้กำเนิดการสิ้นไปของพ่อแม่พี่น้อง ก็เลยได้ตรวจความเร็วของรถยนต์

แล้วหลังจากนั้นตามวันในตอนที่เกิดเหตุ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจรขณะใช้กล้องถ่ายรูปตรวจความเร็วรถยนต์อยู่ ได้ประสบพบเห็นรถยนต์แบรนด์ HYUNDAI H-1 สีดำ ทะเบียน 8กฒ – 1007 จังหวัดกรุงเทพมหานคร ขับมาด้วยความเร็ว 111 กิโลเมตร/ ชั่วโมง ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจรผู้กระทำการตรวจจับความเร็วรถยนต์คันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เลยได้แจ้งให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ประจำจุดตรวจได้รับรู้

เมื่อรถยนต์คันดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาถึงจุดตรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจรก็เลยได้ส่งสัญญาณให้คนขับรถยนต์คันดังที่กล่าวมาแล้วชลอความเร็วรถยนต์ลง และก็ได้ให้ขับขี่รถไปติดขอบทางซ้ายของถนนหนทาง รวมทั้งขอสำรวจมองใบขับขี่รถยนต์ แล้วก็แจ้งให้คนขับขี่รถยนต์คันดังที่กล่าวถึงมาแล้วได้รับรู้ว่า ขับขี่รถเร็วเกินกว่าที่ข้อบังคับระบุ แม้กระนั้นคนขับรถยนต์คันดังที่กล่าวถึงแล้วไม่ยินยอมส่งใบขับขี่ให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจร รวมทั้งแจ้งกับข้าราชการว่ามิได้ขับขี่รถเร็ว แล้วข้าราชการก็เลยได้แจ้งให้คนขับรู้ดีว่ามีหลักฐานจากกล้องถ่ายรูปตรวจค้นความเร็ว แล้วก็ได้ปฏิบัติถูกกฎหมาย ตำรวจจราจรก็เลยได้ทำงานผลิใบสั่งให้คนขับขี่รถยนต์คันดังที่กล่าวผ่านมาแล้วในข้อกล่าวหา ขับขี่รถเร็วเกินกว่าที่ข้อบังคับระบุ , ไม่แสดงใบขับขี่เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ (ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่) คนขับขี่รถยนต์คันดังที่กล่าวถึงแล้วก็ได้รับใบสั่งจากตำรวจจราจรและไม่ได้มีการเทียบปรับอะไร.…

ยิงดับหนุ่มเมืองคอน เหยื่อกำลังช่วยภรรยาตากที่นอน มือสังหารทำทีถามทาง

ยิง ดับหนุ่มเมืองคอน

อุกอาจ ฆาตกรระดมยิง 4 นัด ดับหนุ่มเมืองคอน วัย 32 ปี ขณะกำลังช่วยเมียตากและก็ซ่อมที่นอน เปิดเผยมือสังหารทำทีมาถาม รู้จักบ้านแฟรงค์มั้ย

นักข่าวกล่าวว่าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 มกราคม63 พันตำรวจโทภูเบศ ทองเหี่ยง สว.(สืบสวน) สภ.ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับบอกเหตุยิงกันตาย รอบๆที่บัานเลขที่ 19/4 มัธยม9 ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ ก็เลยรีบไปพิจารณาพร้อม พันตำรวจเอกสุทธิ นิติอัครพงศ์ ผู้กำกับการสภ.ดอนสัก แพทย์เวร โรงพยาบาลดอนสัก ข้าราชการชุดสืบสวน ข้าราชการพิสูจน์หลักฐาน 8

จุดเกิดเหตุ เจอศพนายสิทธิชัย ประดิษฐแก้ว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 กลุ่ม 1 ตำบลนพพิตำ อำเภอนพพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช นอนเสียชีวิตอยู่รอบๆข้างบัาน ในภาวะนอนตะแคงทางซ้าย ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงที่มีขาสั้นสีแดง จากการพิสูจน์พื้นฐาน เจอรอยแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่เคยทราบขนาด ปริมาณ 4 นัดหมาย เข้าที่เข้าทางรอบๆเหนือหูขวา 2 นัดหมาย รอบๆบั้นท้ายทางด้านขวา ปริมาณ 1 นัดหมาย รอบๆนิ้วกลางมือขวา ปริมาณ 1 นัดหมาย ที่ข้างศพยังเจอหัวกระสุนตกอยู่ 1 หัว แล้วก็อาวุธมีดมีดโต้ อีกปริมาณ 1 เล่ม ข้าราชการก็เลยเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนาง เอ (นามสมมุติ) เมียผู้เสียชีวิต ทราบดีว่า ช่วงเวลาที่คนเสียชีวิตรวมทั้งตัวเองได้ออกมาตากแล้วก็ซ่อมบำรุงที่พักผ่อนรอบๆข้างบ้านข้างหลังจุดเกิดเหตุ

ได้มีผู้ร้ายเป็นชาย 1 คนขับรถมอเตอร์ไซค์ แบรนด์ยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีดำ แดง ไม่เคยรู้เลขทะเบียน สวมเสี้อแขนยาวสีดำ นุ่งกางเกงที่มีสีดำเหมือนลายพลางทหาร ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำ ตะพายกระเป๋าเป้สีดำลักษณะสะพายแล่ง หยุดรถยนต์ลงมาถามคนตายว่า “รู้จักบ้านแฟรงค์มั้ย” คนตายก็เลยตอบไปว่า “ไม่เคยทราบ” ต่อจากนั้นผู้ร้ายได้ล้วงอาวุธปืนไม่รู้จักขนาด จากกระเป๋าเป้ที่สะพายแล่งมายิงใส่ไปที่ผู้เสียชีวิตปริมาณ 4 นัดหมาย จนถึงล้มลงเสียชีวิต ก่อนรีบขี่มอเตอร์ไซค์แอบหนีไปทางถนนหนทางสายบ่อโค มุ่งหน้าไปทาง อำเภอขนอน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ส่วนต้นสายปลายเหตุเบื้อนต้นข้าราชการคาดว่ามาจากการขัดกันส่วนตัว แม้กระนั้นยังไม่ตัดประเด็นอื่น รวมทั้งจะได้เชิญชวนตัวเมีย คนเสียชีวิตไปสอบสวนอย่างประณีตอีกรอบ และก็ได้ให้ข้าราชการลงพื้นที่รีบติดตามตัวมาดำเนินคดีถัดไป.…