เตรียมแจ้ง 2 ข้อหา หมอ ลักลอบขาย “เฟนเตอร์มีน” ฤทธิ์แรงเท่าเสพยาบ้า

เตรียมแจ้ง “บิ๊กป๋อ-ชินภัทร สารสิน” ขยายผลขบวนการ “ยาลดความอ้วน” เตรียมแจ้ง 2 ข้อหา “ 2 แพทย์” เอี่ยวลักลอบนำตัวยา “เฟนเตอร์มีน” วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ออกนอกระบบการควบคุมของ อย. ไปขายผ่านโซเชียล

เตรียมแจ้ง กรณีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดยุทธการ “สยบไพรี 62/9 ยาสวย…สังหาร” ลุยค้น 33 จุดทั่วประเทศ พร้อมนำกำลังเข้าค้นบ้านอดีตนางแบบสาวในซอยพัฒนาการ 44 ยึดของกลางยาลดอ้วนกว่า 2 แสนเม็ด ยึดทรัพย์มูลค่า 43 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังล็อก 2 แพทย์คาคลินิกต่างจังหวัด ร่วมนายทุนขนยาที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 และ 4 ออกไปขายในโลกโซเชียล ขณะที่ อย.เตือนสุดอันตรายใกล้เคียงกับเสพยาบ้า ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น อ่าน

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 มี.ค.62 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส. เปิดเผยความคืบหน้าคดียาลดความอ้วน ว่า หลังจากเมื่อวาน (11 มี.ค.) ทางเราได้จับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องได้แล้ว และจากการขยายผลพบว่ามีแพทย์ จำนวนหนึ่ง ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้เราพบว่ามีการตรวจพบและพิสูจน์ทราบได้แล้วว่าเป็นแพทย์ 2 คน ที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งทางเราจะเรียกมาทำการสอบในวันที่ 19 มี.ค.นี้ ถ้าพบว่ามีความผิดจริงจะแจ้งข้อหา “จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 และประเภท 4” มีอัตราโทษจำคุุก 5 ถึง 20 ปี และข้อสมคบการกระทำความผิดตาม ตาม พ.ร.บ.มาตรการการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ปี 2534

เตรียมแจ้ง

พล.ต.ท.ชินภัทร เปิดเผยต่อว่า ขณะนี้จากการตรวจสอบตัวยาลดความอ้วนพบว่ามีการสั่งมาจากต่างประเทศ และเป็นตัวยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตัวยาจะถูกสั่งจากตามคลินิก โดยจะสั่งผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ อย. จากนั้นทาง อย.จะนำไปส่งตามคลินิกที่สั่งตัวยาไว้ แต่จากการสืบทราบพบว่าตัวยานั้นมีพ่อค้าคนกลางนำตัวยาดังกล่าวออกจากคลินิกและนำไปจำหน่ายเองในราคาสูงกว่าความเป็นจริง 5-10 เท่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ อย. สังเกตพบว่ามีการเบิกจ่ายยาจำนวนมาก และบ่อยผิดปกติจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ บช.ปส. ให้เข้าตรวจสอบซึ่งจากการตรวจสอบก็พบการกระทำความผิดจริง

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ แพทย์ที่จะเข้าพบและถูกแจ้งข้อหา คือ 1.นายจอมพล มีศรี 2.น.ส.บัณฑิตรา นาใจคง ซึ่งขณะนี้ทางเลขาฯปปส. ได้อนุมัติให้ดำเนินคดีข้อหา

สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ มีอัตราโทษที่ได้รับเท่ากับตัวการ ซึ่งขณะนี้รอหมอเข้าพบ พงส. ตามหมายเรียกผู้ต้องหา.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

พยาบาลสาวถูกเชือดคอ แทงอกยังไม่ตายทันที ฆาตกร จับหน้ากดเบาะจนสิ้นใจ

พยาบาลสาวถูกเชือดคอ ครอบครัวนิมนต์พระสงฆ์ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณพยาบาลสาว จากรถเก๋งคันเกิดเหตุเชือดคอสยองกลับบ้าน

พยาบาลสาวถูกเชือดคอ เตรียมทำพิธีทางศาสนา ผู้เป็นแม่อยากถามฆาตกร “ฆ่าลูกทำไม” เผยอีกปมค้ำประกันเงินกู้

จากกรณีพบศพ น.ส.ศรีสุภางค์ หรือเก่ง สุวรรณศิลป์ อายุ 48 ปี ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกคนร้ายใช้ของมีคมปาดคอความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร และแทงที่กลางหน้าอกนอนเสียชีวิตคว่ำหน้าตัวพาดยาวอยู่ระหว่างกลางเบาะรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีขาว หมายเลขทะเบียน ญฉ 5426 กรุงเทพมหานคร

เหตุเกิดบริเวณกลางซอยหอพักแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลภาชี ถนนสายภาชี-หินกอง หมู่ 2 ต.ภาชี อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

พยาบาลสาวถูกเชือดคอ

ซึ่งจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบรถยนต์ของผู้ตายขับมาจอดและดับเครื่องยนต์ตรงจุดเกิดเหตุ ก่อนมีชายฉกรรจ์ลงมาจากฝั่งคนขับโดยมีรูปพรรณสัณฐานสูงใหญ่ สวมเสื้อสีขาว นุ่งกางเกงขายาวสีครีม พร้อมทั้งใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมือ ก่อนเดินหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มี.ค.62 ที่สำนักงานผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (บก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา) พ.ต.อ.สง่า ธีรศรัณยานนท์ รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยเพียงสั้นๆ ก่อนเข้าห้องประชุม กต.ตร.สัญจร ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลความคืบหน้าของคดี แต่มีข่าวดีอย่างแน่นอน โดยในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 12 มี.ค.62 ที่จะถึงนี้ ที่ สภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ทาง พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา จะเป็นผู้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

ปอท .ออกโรงเตือน อย่าคิดเลียนแบบเสี่ยล้งทุเรียน สุ่มเสี่ยงพ.ร.บ.คอมพ์

ปอท โฆษก บก.ปอท.ชี้ “เสี่ยล้งทุเรียนชุมพร” โพสต์เฟซบุ๊กหาคู่ให้ลูกสาวเป็นสีสันบนโซเชียล เตือนรายอื่นอย่าคิดเลียนแบบ อาจพลาดทำผิด พ.ร.บ.คอมพ์ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง

ปอท เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 7 มี.ค.62 ที่ บก.ปอท. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 ในฐานะโฆษก บก.ปอท. ได้กล่าวถึงกรณีที่นายอานนท์ รถทอง หรือเสี่ยล้งทุเรียนชาวชุมพร ประกาศหาคู่ให้ น.ส.กาญจน์สิตา รถทอง ลูกสาวคนสุดท้องผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “อานนท์ รถทอง” ตามที่เป็นข่าวดังนั้น

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ เผยว่า ส่วนตัวแล้วมองเรื่องนี้เป็นสีสันบนโลกโซเชียล เมื่อมีการประกาศหาคู่พร้อมธุรกิจทุเรียนและเงินทุนอีก 10 ล้านบาท ทำให้ชายไทยบางกลุ่มเกิดความหวังที่จะพบรักกับหญิงสาว มีเงินมีทอง มีพ่อตาเป็นฝ่ายอุปถัมภ์ให้ อยากจะฝากเตือนไว้ว่า ถ้ามีคนที่คิดอยากจะโพสต์ในลักษณะแบบนี้อีก ถ้าการโพสต์ออกมาแล้วเกิดเป็นเท็จหรือมีเจตนาบิดเบือนแล้วจะทำให้ประชาชนเกิดความเสียหายก็อาจจะสุ่มเสี่ยงกับการถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้

ปอท

“ถ้าจะสร้างสีสัน ก็ขอให้พิจารณาให้ดีก่อนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง นึกสนุกคึกคะนองโพสต์ออกมาแล้วเกิดความเสียหายกับประชาชน ไม่เป็นความจริงจะถูกดำเนินคดีแน่นอน จะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้ ซึ่งอัตราโทษค่อนข้างหนักคือ ม.14(1) ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

โจรใต้ ทำทีซื้อของก่อนชักปืนยิงลุงวัย 66 ปี ดับคาร้านน้ำชาที่ปัตตานี

โจรใต้ คนร้ายก่อเหตุทำทีจะมาซื้อของ เดินเข้าไปแล้วชักปืนยิงใส่หัวลุงวัย 66 ปี ชาวบ้านบือแนปาแด ต.กะดุนง อ.สายบุรี ดับคาร้านน้ำชา ตร.พุ่งปมฆ่าเพราะขัดแย้งส่วนตัว และสร้างสถานการณ์ในพื้นที่…

โจรใต้ เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 มี.ค. พ.ต.อ.มนตรี คงวัดใหม่ ผกก.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันในร้านน้ำชาไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ ม.7 บ้านบือแนปาแด ต.กะดุนง จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.ภูมิพัฒน์ บุญเรืองขาว ผบ.ทพ.44 ทราบ พร้อมนำกำลังไปที่เกิดเหตุ ไปถึงพบผู้เสียชีวิตนอนตายจมกองเลือดที่พื้นในร้านน้ำชา ทราบชื่อ นายดอเลาะ ดีเย๊าะ อายุ 66 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.กะดุนง สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าที่ศีรษะ 1 นัด ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้และพบปลอกกระสุน 1 ปลอกจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

โจรใต้

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายเพิ่งมาจากไปกรีดยางที่สวน จากนั้นจึงมานั่งในร้านน้ำชาเป็นประจำ โดยในร้านมีชาวบ้านนั่งอยู่ด้วย ปรากฏว่ามีคนร้ายสองคนขับขี่รถ จยย.มาจอดทำทีมาซื้อของ คนซ้อนท้ายลงจากรถเดินเข้ามาหาผู้ตายก่อนชักอาวุธปืนออกมาจ่อยิงที่หัวของผู้ตาย 1 นัดจนเสียชีวิตทันที ต่อหน้าชาวบ้านและแม่ค้าที่อยู่ในร้าน หลังก่อเหตุคนร้ายได้วิ่งขึ้นรถ จยย.ที่เพื่อนรออยู่หลบหนีไป

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ได้สั่งหน่วยกำลังในพื้นที่ออกติดตามไล่ล่าคนร้ายตามเบาะแสที่ได้รับแจ้ง เนื่องจากคนร้ายไม่มีการปกปิดใบหน้า พร้อมกำชับให้รวบรวมพยานหลักฐานและเชิญพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุสอบขยายผลเกี่ยวกับรูปพรรณของคนร้ายทั้ง 2 คน ส่วนสาเหตุ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เปิดเผยว่า อยู่ในระหว่างการสอบสวน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ ส่วนประเด็นการสร้างสถานการณ์ก็ยังไม่ได้ตัดทิ้งต้องรอผลตรวจจากวัตถุพยานอีกครั้ง.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

 …

บริษัทจดทะเบียน ทุจริตพุ่ง ! PwC เผยผลสำรวจอาชญากรรมเศรษฐกิจ

บริษัทจดทะเบียน PwC เผยผลสำรวจพบบริษัทจดทะเบียนไทยเกือบ 40% ตกเป็นเหยื่อการทุจริตภายในองค์กรซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา

บริษัทจดทะเบียน แต่อัตราการเกิดอาชญากรรมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีสัญญาณดีขึ้นจากภาครัฐและเอกชนตื่นตัว รวมพลังออกมาตรการป้องกันการรับสินบน-คอร์รัปชันและต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ขณะที่การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ยัง พุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังมีการทำธุรกิจผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น

นายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนบริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลการสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ PwCs 2016 Global Economic Crime Survey : Economic crime in Thailand ประจำปี 59 ซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดทำรายงานนี้ทุกๆ 2 ปี โดยปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศ ไทยมีผู้ตอบแบบสอบถามสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรธุรกิจหลายประเภท ทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยผลสำรวจพบว่าปีนี้มีการตรวจพบ การทุจริตในบริษัทจดทะเบียนไทยสูงกว่าครั้งก่อน โดย 39% ของบริษัทจดทะเบียนไทย ยอมรับว่ามีการตรวจพบการทุจริตในปีนี้ ขณะที่มีบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนเพียง 16% ที่มีการตรวจพบทุจริต เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 41% และ 30% ตามลำดับ

สำหรับปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจของไทยนั้น มีสัญญาณดีขึ้น โดยอัตราการทุจริต (Fraud rate) อยู่ที่ 26% ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 37% เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐและ ภาคเอกชนเริ่มตื่นตัวร่วมกันป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบ อย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี ยังมีหลายองค์กรเช่นกัน ที่ไม่มั่นใจว่าระบบการป้องกันของตนมีประสิทธิภาพเพียงพอในการตรวจจับการกระทำความผิดจนอาจเป็นที่มาของอัตราทุจริตที่ลดต่ำลงในปีนี้ ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า การทุจริตที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกของไทย คือ การยักยอกทรัพย์ 78% ตามด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ 24% และการรับสินบนและคอร์รัปชัน 19%

“การยักยอกทรัพย์เป็นการทุจริตที่พบมาก ที่สุดในไทย โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกกว่า 10% ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่กังวลในเรื่องนี้มาก ขณะที่ผู้ที่กระทำการทุจริตส่วนใหญ่เกือบ 80% ล้วนเป็นพนักงานในองค์กรทั้งสิ้น โดยปีนี้พบว่า พนักงานระดับล่างทุจริตมากที่สุด ต่างจากปีก่อนที่ตรวจพบมากในหมู่พนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไป ดังนั้น ภาคเอกชนไทยต้องหามาตรการและระบบป้องกันการทุจริตที่แข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายในองค์กร และการสร้างค่านิยมภายในองค์กรว่า การทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งพนักงานเป็นตัวแปรสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริต”

บริษัทจดทะเบียน

สำหรับอัตราการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cybercrime) นั้น ทั้งโลกและไทยจัดเป็นภัยร้ายแรงทางเศรษฐกิจอันดับที่สอง โดยเขยิบจากอันดับที่สี่ในการสำรวจครั้งก่อน ทั้งนี้ ทั่วโลกมีอัตราการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ อยู่ที่ 32% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 24% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อนที่ 18% โดยเห็นเทรนด์การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของภัยคุกคามไซเบอร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็เช่นกัน ผู้ตอบแบบสอบถามไทย ถึง 22% ยอมรับว่าเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจมาจากการที่องค์กรหันมาใช้รูปแบบการทำธุรกิจผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะเข้ากับสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น จึงทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปด้วย

ผลสำรวจยังระบุว่า มีผู้บริหารเกือบครึ่ง (49%) ที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางการเงิน จากการตกเป็นเหยื่อภัยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้ 100,000 ดอลลาร์ (ราว 3.5 ล้านบาท) ขณะที่ 16% ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่าง 100,000-1,000,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.5-35 ล้านบาท)

“สิ่งที่กังวลคือความพร้อมของผู้บริหารในการรับมือกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ บ่อยครั้งพบว่าบริษัทยังขาดมาตรการหรือแนวทางการแก้ไขเชิงรุก โดยคณะกรรมการหรือบอร์ดบริหารน้อยกว่าครึ่ง ที่มีการตรวจสอบถึงสถานะและความพร้อมขององค์กรในการรับมือ ขณะที่มีองค์กรไทยเพียง 26% ที่วางแผนรับมืออย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 37%”

สำหรับการรับสินบนและคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงทางเศรษฐกิจ ที่พบมากที่สุดเป็นอันดับสามในไทยนั้น ผลสำรวจระบุว่า อัตราการรับสินบนและ คอร์รัปชัน ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 19% เมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนที่ 39%

“ปัญหาการรับสินบนและคอร์รัปชันที่ปรับตัวลง ถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ขณะที่เอกชนและองค์กรอิสระก็ตื่นตัวในการสร้างเครือข่ายต่อต้านทุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศว่าภายในปี 59 จะเริ่มเห็นกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลัง ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ประกอบกับภาคเอกชนยังได้จัดตั้งโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

2 ศพ ถูกฆ่าถ่วงน้ำโขง ศรีวราห์ยันไม่ใช่ “สุรชัย แซ่ด่าน” แน่นอน

2 ศพ รองผบ.ตร.ยืนยัน 2 ศพที่พบแม่น้ำโขง จ.นครพนม ไม่ใช่ “สุรชัย แซ่ด่าน” แน่นอน ส่วนญาติจะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นสิทธิของญาติ

2 ศพ เมื่อวันที่ 4 มี.ค.62 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ยืนยัน 2 ศพที่ถูกฆ่าถ่วงแม่น้ำโขง จ.นครพนม เมื่อประมาณปลายปี 2561 ไม่ใช่ศพของนายสุรชัย แซ่ด่าน โดยศพแรกมีรายนิ้วมือยืนยัน เป็นนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ อายุ 56 ปี ส่วนศพที่ 2 มีดีเอ็นเอยืนยัน คือนายไกรเดช ลือเลิศ อายุ 47 ปี

โดยทาง พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผู้บัญชาการกองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบช.สพฐ.ตร.) กล่าวชี้แจงว่าทั้ง 2 ศพมีพยานหลักฐานยืนยันว่าไม่ใช่นายสุรชัย แซ่ด่าน ยืนยันว่าขณะนี้มีเพียง 2 ศพเท่านั้นไม่ได้พบศพที่ 3 เพิ่มแต่อย่างใด

2 ศพ

ส่วนในวันพรุ่งนี้ที่นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือป้าน้อย ภรรยาของนายสุรชัย แซ่ด่าน พร้อมด้วยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จะเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีขอให้ตรวจสอบการบังคับบุคคลให้สูญหาย (นายสุรชัย แซ่ด่าน) นั้นเป็นสิทธิของทางญาติแต่ทางตำรวจก็ได้ดำเนินการแล้ว.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

ข้าราชการ ระดับสูง (ที่สุด) ยังหลงเชื่อ “2ผัวเมีย” รู้จักแป๊ะ-โจ๊ก จริงๆ

ข้าราชการ ถึงช่วงฤดูแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทีไร ก็มีอาชีพเสริมให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสทำมาหากินทางลัด หวังกอบโกยเงินกันจนรวยอู้ฟู่ กระทั่งท้ายที่สุดหนีไม่พ้นมือตำรวจ

ข้าราชการ ถูกสืบสวนจับกุมยัดเข้าซังเตกันทุกรายรำ่ไป แต่ก็มิวายมีมิจฉาชีพรายใหม่ ทำพฤติกรรมเลียนแบบซ้ำๆ ทุกฤดูแต่งตั้งโยกย้าย ล่าสุดเอาอีกแล้ว… คู่ผัวเมียใจกล้า (มาก) เพราะไม่ได้สร้างเรื่องมาหลอกแค่ตำรวจ หรือประชาชนธรรมดาๆ แต่กล้าดีถึงขั้นที่ว่า “หลอกบิ๊กข้าราชการระดับสูง (มากๆ) หน่วยงานหนึ่ง” เป็นเหตุให้โป๊ะแตก ถูกสาวไส้นำสู่การสืบสวนจับกุมในที่สุด

ผู้ต้องหาได้นำภาพถ่าย และชื่อของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. (บิ๊กแป๊ะ) และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. (บิ๊กโจ๊ก) โดยการสร้างเป็นบัญชีไลน์ขึ้นมาใหม่ 2 บัญชี เพื่อหลอกพูดคุยกับเหยื่อที่ต้องการจะหลอกลวง นอกจากจะปลอมบัญชีไลน์ขึ้นมาพูดคุยกับคู่สนทนาแล้ว ยังสร้างเรื่องว่าตนเองมีความสนิทสนมเป็นอย่างดีกับบิ๊กตำรวจทั้งคู่ เป็นเหตุให้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเหยื่อซึ่งเป็นตำรวจ และต้องการจะวิ่งเต้นโยกย้าย

หลอกตำรวจ โอนเงินเข้าแลกตำแหน่ง ให้คำมั่นชัด คำสั่งนี้รุ่งแน่
หนึ่งในผู้ที่เคยเกือบตกเป็นเหยื่อ ให้ข้อมูลเราว่า ได้รู้จักกับ 2 ผัวเมีย ผ่านการแนะนำของเพื่อนตำรวจคนหนึ่ง โดยยืนยันว่าทั้งคู่รู้จักกับ บิ๊กโจ๊ก บิ๊กแป๊ะ จริง และสามารถวิ่งตำแหน่งได้ พร้อมตกลงค่าใช้จ่ายกับทั้งคู่เป็นราคาหลักแสน จากนั้นผู้ต้องหาทั้งคู่ได้ยืนยันความมั่นใจ โดยโชว์บัญชีไลน์ของ 2 บิ๊กตำรวจ ว่ามีการพูดคุยสนทนากันจริง

ข้าราชการ

“ผมว่ามันแปลกๆ ไม่มีความน่าเชื่อถือ และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ตำรวจระดับสูงขนาดนี้ จะมานั่งคุยไลน์ เล่นไลน์กับชาวบ้านเป็นเรื่องเป็นราว จึงรู้สึกไม่ชอบมาพากล และไม่ได้คุยอะไรกับใครต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้งคู่มีจิตวิทยาในการพูดดี หากคนไม่มีไหวพริบ ก็คงจะตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ กระทั่งมาเห็น 2 สามีภรรยาอีกทีตอนถูกตำรวจคุมตัวแถลงข่าว พอเข้าใจได้ว่า เขาเกมแล้ว”

ปลอมตัวเป็น โจ๊ก – แป๊ะ แชตตุ๋น ตร. นับ 10 ราย รับเงินค่าวิ่งเต้น
พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 บก.ปอท. จับกุม นายกิตติศักดิ์ สิริวิทยา อายุ 31 ปี และ น.ส.ไพลิน วีอูบแก้ว อายุ 29 ปี สองสามีภรรยาที่แอบอ้างเป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เพื่อเรียกรับเงินวิ่งเต้นโยกย้ายข้าราชการตำรวจ

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า คดีนี้ บก.ปอท.ร่วมกับ บก.น.7 ในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด หลังมีการปลอมไลน์ โดยการใช้รูปปลอมเป็น ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จากนั้นได้หลอกลวงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าสามารถวิ่งเต้นตำแหน่งให้สูงขึ้นได้ เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงการแต่งตั้งประจำปีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนมีเจ้าหน้าที่บางนายหลงเชื่อโอนเงินให้รวมกันเป็นจำนวนถึง 1.5 ล้านบาท มีผู้เสียหายเกือบ 10 ราย จึงดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งทราบถึงผู้กระทำความผิด ซึ่งประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ช่วงหลังเกิดปัญหาทางด้านการเงิน จึงคิดวิธีการอย่างนี้ขึ้นมา

ข้าราชการระดับสูง หน่วยงานหนึ่ง หลงเป็นเหยื่อด้วย
อย่างที่เกริ่นไปว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะตำรวจที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะรอบนี้ข้าราชการระดับที่อยู่สูงกว่า บิ๊กแป๊ะ บิ๊กโจ๊ก ก็โดนหลอกด้วย ซึ่งทั้ง 2 ผัวเมียได้ใช้อุบายเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำร้ายข้าราชการระดับสูง (มากๆ) คนนี้ ดันซวยตกเป็นเหยื่อให้ 2 ผัวเมียหลอกเอาเงินนับล้านไปด้วย แต่ไม่สามารถเปิดหน้าออกข่าวได้ เพราะเกรงจะกระทบถึงหน่วยงาน อีกหนึ่งอย่างคือ หากถามหาความเชื่อมโยงในการวิ่งเต้นตำรวจของข้าราชการระดับสูงคนนี้ กับ 2 ผัวเมียผู้ต้องหา ขณะนี้ยังไม่มีใครให้รายละเอียดได้ รู้เพียงเป็น 1 ในเหยื่อที่กลายเป็นผู้เสียหาย i99bet และมีส่วนขับเคลื่อนให้ตำรวจตามจับ 2 ผัวเมียคู่นี้มาแถลงข่าวจนสำเร็จ

นำหมายเข้าจับกุมที่ลานจอดรถห้างดังย่านบางแค
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม 2 สามีภรรยาได้ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางแค ทั้งคู่อยู่ในสภาพตกใจ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และได้ปลอมไลน์ของตำรวจทั้งคู่ขึ้นมาจริงๆ แต่หลังจากนั้น เป็นการให้ข้อมูลที่สับสนวกวนไปมา ชุดจับกุมจึงนำตัวส่งเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนจะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล เบื้องต้นเชื่อว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้น่าจะเริ่มลงมือกระทำความผิดในการแต่งตั้งครั้งนี้

พล.ต.ท.สุทิน กล่าวว่า คดีนี้อาจจะดูเหมือนไม่สำคัญ …

นาทีช็อก ! สาวพัทลุงป่วน “สลากสัญจร” กำไขควงพุ่งจี้คอผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง 5

นาทีช็อก (1 มี.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมจังหวัดพัทลุง สถานที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดการออกรางวัลสลากสัญจร

นาทีช็อก ประจำวันที่ 1 มี.ค. ได้มีประชาชนข้าร่วมเข้ามาชมการออกสลากกินแบ่งกันเป็นจำนวนมาก

ในระหว่างที่ทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ได้เตรียมความพร้อม เพื่อการถ่ายทอดรายการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ทันใดนั้นเองได้มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเข้ามาชมการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ทราบชื่อภายหลัง คือ นางประภาพรรณ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ชาว อ.เมืองพัทลุง ได้พุ่งเข้าประชิดตัว น.ส.ธนัญญา พิพิษวิณชการ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ i99bet ช่อง 5 ที่กำลังทดสอบการออกอากาศ โดยใช้ไขควงยาวประมาณ 5 นิ้วแทงเข้าที่ลำคอด้านหน้าจนเลือดซึม ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุง ที่เข้ารักษาความสอบเรียบร้อย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.จบ แก้วศรีจันทร์ สวป.สภ.เมืองพัทลุง ก็ได้ช่วยกับจับหิ้วตัวนางประภาพรรณ ลงมาด้านล่าง ซึ่งขณะที่ถูกอุ้มตัวลงมานั้น นางประภาพรรณได้ร้องตะโกนด่ากลุ่มนายตำรวจกลุ่มหนึ่งรวมทั้งสื่อมวลชน จ.พัทลุง ที่ตนเข้ามาร้องทุกข์แต่ไม่มีคนใดเสนอข่าวการร้องทุกข์ของตน ซึ่งก่อนนี้นางประพาพรรณ ก็ได้ขึ้นมาบนศาลากลางจังหวัดพัทลุง เพื่อขอพบกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคน แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด

นาทีช็อก

ล่าสุดเมื่อวานนี้เจ้าตัวได้ประกาศว่าจะทำให้จังหวัดพัทลุงโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเจ้าตัวจะมาก่อเหตุป่วยภายในกองสลากฯ ที่จัดขึ้นอาคารหอประชุมจังหวัดพัทลุงในวันนี้ โดยเจ้าตัวเข้าใจว่าขณะที่ผู้ประกาศช่อง 5 กำลังทดลองออกอากาศอยู่นั้นเป็นการออกอากาศทั่วประเทศแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปยัง สภ.เมือง เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนที่จะดำเนินต่อไป ส่วนน.ส.ธนัญญา พิพิษวิณชการ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/…

ชนดับ เจ้าหน้าที่ กทม. ยืนถ่ายรูปซ่อมถนน รถปูน 18 ล้อพุ่งเสยตายสลด

ชนดับ เกิดเหตุรถปูน 18 ล้อ พุ่งชนเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา กทม.ดับสยอง ระหว่างกำลังยืนถ่ายภาพงานซ่อมถนน บริเวณปากซอยนิมิตรใหม่ 12 คนขับเจอข้อหา “ขับรถโดยประมาท”

ชนดับ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 ก.พ.62 ร.ต.อ.ผดุงธรรม พลกันยา รอง สว.(สอบสวน) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกรถชนเสียชีวิต บริเวณปากซอยนิมิตรใหม่ 12 ถนนนิมิตรใหม่ แขวงทรายกองดิน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์รพ.นพรัตน์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่มไทร และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุ เป็นถนน 3 เลน บริเวณเลนกลางพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีเขียว หมายเลขทะเบียน 97-6575 กรุงเทพมหานคร ท้ายรถระบุหน่วยเบสท์ สำนักการเขตโยธา กรุงเทพมหานคร สภาพท้ายรถถูกชนได้รับความเสียหาย บนพื้นถนนพบศพ นายชัยยุทธ รักซ้อน อายุ 52 ปี เจ้าหน้าที่ศูนย์ก่อสร้างและบูรณะถนน 1 สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร สภาพศพนอนหงายสวมเสื้อพนักงานสำนักการเขตโยธาสีแดง กางเกงยีนส์ มีเลือดไหลออกจากศีรษะและปากจำนวนมาก แขนซ้ายหักจนกระดูกทิ่มทะลุออกมา บริเวณเลนขวาสุดพบรถบรรทุกปูนผง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 71-0749 สระบุรี สภาพหน้ารถพังยับเยิน โดยมี นายวันดี สุขสดเขียว อายุ 50 ปี เป็นผู้ขับขี่

ชนดับ

จากการสอบสวน นายฉัตรชัย วิรูฬห์สวัสดิ์ อายุ 38 ปี เจ้าหน้าที่ศูนย์ก่อสร้างและบูรณะถนน 1 สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เพื่อนผู้ตาย กล่าวว่า ตนและผู้ตายกำลังซ่อมถนนบริเวณเลนกลาง โดยมีการตั้งกรวยห่างจากจุดทำงานประมาณ 50 เมตร เมื่อทำการซ่อมถนนเสร็จ ผู้ตายกำลังยืนถ่ายภาพอยู่ ขณะนั้นตนเห็นรถบรรทุกพุ่งเข้ามาหาพวกตนอย่างเร็ว ตนจึงรีบตะโกนบอกผู้ตาย ก่อนจะกระโดดหลบเพื่อหนีตายi99bet ก่อนจะมาพบว่าผู้ตายถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต

ด้านนายวันดี คนขับรถบรรทุก 18 ล้อ กล่าวว่า กำลังจะขับรถไปส่งปูนย่านลาดกระบัง เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุเห็นรถยนต์คันหน้าหักหลบอะไรบางอย่าง แต่ตนเองมองไม่เห็น เห็นอีกทีก็พบว่ามีการซ่อมแซมถนน แต่ตนหยุดรถไม่ทันจึงชนผู้ตายและชนท้ายรถอีกคัน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหากับนายวันดี “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนศพนำส่งนิติเวช รพ.ตร. ก่อนจะทำการประสานญาติให้มารับศพเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/…

โยนราชทัณฑ์ แจงฉี่ม่วง เผยอันธพาลวัดสิงห์แข็งแรง หายห่วงเรื่องรับน้อง

โยนราชทัณฑ์ รอง ผบช.น.โยนเป็นเรื่องกรมราชทัณฑ์แจง พบฉี่ม่วง 2 ราย

โยนราชทัณฑ์  แก๊งอันธพาลวัดสิงห์ ยันตร.ตรวจแล้วไม่พบสารเสพติด ด้าน ผบ.คุกธนบุรี เผยน้องๆ ทุกคนสุขภาพแข็งแรง สั่งจนท.ดูแลเข้มงวดป้องกันเหตุกระทบกระทั่ง

จากกรณีศาลอาญาธนบุรีไม่อนุญาตให้ประกันตัว 24 ผู้ต้องหาบุกโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ พร้อมกับทำร้ายร่างกายครู นักเรียน และ รปภ.ได้รับบาดเจ็บหลายราย ก่อนส่งฝากขังเรือนจำพิเศษธนบุรี 20 คน ส่วนอีก 4 คนเป็นเยาวชนฝากขังสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชน กรุงเทพฯ เมื่อเย็นวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

โยนราชทัณฑ์

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 ก.พ.62 นายสมภพ รุจนเวช ผบ.เรือนจำพิเศษธนบุรี เผยว่า คืนแรกได้ให้ผู้ต้องขังใหม่ทั้งหมด 20 ราย นอนรวมห้องเดียวกันในแดนแรกรับ หรือแดน 6 ผู้ต้องขังทั้งหมดมีความเครียดกังวล เนื่องจากเรื่องคดีเป็นกระแสสังคมและเป็นข่าวใหญ่ จึงต้องอาศัยการปรับตัวสักระยะ แต่ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ส่วนการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบฉี่ม่วงจากสารเคตามีน 2 ราย เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกประวัติไว้แล้ว

“สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังใหม่อาจเกิดการทะเลาะวิวาทกับกลุ่มผู้ต้องขังอื่นๆi99bet นั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ช่วยสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวดป้องกันเหตุกระทบกระทั่ง เพราะข่าวที่ออกไปมีผลต่อความรู้สึก รวมทั้งยังสอบถามผู้ต้องขังว่ามีคู่อริอยู่ในเรือนจำหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การย้ายแดนของผู้ต้องขังแต่ละรายจะค่อยพิจารณาต่อไป” นายสมภพ กล่าว

ต่อมาเมื่อเวลา 13.10 น. ที่ สน.บางขุนเทียน พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ รอง ผบช.น. เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าทางคดี พร้อมกล่าวว่า ทางผู้บังคับบัญชาได้เน้นให้ตำรวจทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ขณะนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล เนื่องจากตำรวจดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ได้มา ซึ่งจะเร่งรัดให้ทางพนักงานสอบสวนเร่งทำสำนวนสรุปให้อัยการโดยเร็วที่สุด

พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากกระแสข่าวที่ทาง ผบ.เรือนจำพิเศษธนบุรี ระบุว่ามีการตรวจปัสสาวะ ผู้ก่อเหตุ 2 รายในแดนแรกเข้า พบว่ามีสีม่วงนั้น ตนยืนยันทางตำรวจได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้วพบว่าไม่มีสารเสพติดแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้จะให้พนักงานสอบสวนไปประสานกับทางราชทัณฑ์ ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร และผู้ต้องหาคนไหน ที่มีผลตรวจออกมาเช่นนั้น ส่วนการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 ราย ขณะนี้ทางตำรวจทราบตัวบุคคลแล้ว และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

 …