เสนอแก้กฎหมายอาญา แก้ปัญหาคนจนติดคุก

เสนอแก้กฎหมายอาญา แก้ปัญหาคนจนติดคุก

เสนอแก้กฎหมายอาญา แก้ปัญหาคนจนติดคุก

 

เสนอแก้กฎหมายอาญา

เปิดข้อกฎหมายอาญาแก้ปัญหาคนจนติดคุก เหตุใดต้องมีกรณีกักขังแทนการเสียค่าปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วางหลักว่า ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้

โดยการกักขังแทนค่าปรับ เป็นไปตามมาตรา 30 ที่ระบุว่า ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราห้าร้อยบาทต่อหนึ่งวัน และไม่ว่าในกรณีความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง ห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปี เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระแทนค่าปรับได้ ยังมีสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30/1 ที่ระบุว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับ ผู้ต้องโทษปรับซึ่งมิใช่นิติบุคคลและไม่มีเงินชำระค่าปรับอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือถ้าความปรากฏแก่ศาลในขณะที่พิพากษาคดีว่าผู้ต้องโทษปรับรายใดอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ตามมาตรานี้ได้ และถ้าผู้ต้องโทษปรับยินยอม ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ เคยมีคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาสั่งปรับนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา ลูกจ้างชั่วคราวเก็บขยะประจำเขตสะพานสูง เป็นเงินจำนวน 133,400 บาท จากกรณีนำแผ่นซีดีหนังและเพลงเก่ามาขายโดยไม่มีใบอนุญาต แต่นายสุรัตน์ไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าปรับได้ตามจำนวน จึงต้องกักขังแทนค่าปรับเป็นเวลาถึง 1 ปี แม้ต่อมาจะมีผู้ประสงค์ไม่ออกนามช่วยเหลือชำระค่าปรับให้ จึงทำให้นายสุรัตน์ ได้รับการปล่อยตัวในที่สุด โดยเรื่องนี้ในปัจจุบันมีความพยายามเรียกร้องจากนักวิชาการด้านกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชน เสนอให้มีการแก้ประมวลกฎหมายอาญา จากปัจจุบัน กฎหมายอาญา มาตรา 18 โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้

1 ประหารชีวิต

2. จำคุก

3. กักขัง

4. ปรับ

5. ริบทรัพย์สิน

ให้เพิ่มอีก 1 อย่างคือ บริการสาธารณะ เพื่อรองรับกรณี ไม่มีเงินเสียค่าปรับจะได้เป็นทางออกให้ทำงานบริการสาธารณะแทน…

เตือนภัย พฤติกรรมป้ามหาภัย ไม่กังวลโดนคดี เผยเหตุผลสุดอึ้ง ทำไมแต่งชุดดำล้วน

เตือนภัย พฤติกรรมป้ามหาภัย ไม่กังวลโดนคดี เผยเหตุผลสุดอึ้ง ทำไมแต่งชุดดำล้วน

เตือนภัย พฤติกรรมป้ามหาภัย ไม่กังวลโดนคดี เผยเหตุผลสุดอึ้ง ทำไมแต่งชุดดำล้วน

พฤติกรรมป้ามหาภัย

กรณีสังคมออนไลน์แชร์เรื่องเตือนภัยพฤติกรรมป้ามหาภัยที่อ้างว่าโดนกรีดกระเป๋าถูกขโมยทรัพย์สินมีค่าจนกลับบ้านไม่ได้ ทำให้คนที่ได้รับฟังยื่นเงินให้ด้วยความสงสาร แต่หากใครไม่ให้เงินก็จะถูกป้าด่า ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวก่อเหตุมาแล้วหลายครั้งนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 ต.ค. ที่ สน.ห้วยขวาง น.ส.ยุพาพร (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี หรือ ป้ามหาภัย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดูหมิ่นซึ่งหน้า หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่าถูกด่าทอทำให้อับอายขายหน้า ก่อนเจ้าหน้าที่จะพาขึ้นรถจักรยานยนต์ไปรับโทษเปรียบเทียบปรับที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

น.ส.ยุพาพร กล่าวด้วยความสับสนว่า คดีความที่เกิดขึ้นไม่ได้มีปัญหากับตนเท่าใดนัก ตนไม่ได้สนใจอะไรเลย และยังเชื่อว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากเทียบกับเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่ใหญ่กว่ามาก แต่ยังขอไม่พูดอะไรมากเพราะหากพูดจะยาว เกรงว่าจะละเมิดอำนาจศาล

หลังเสร็จสิ้นคดีคาดว่าจะไม่กลับไปพักที่ห้องเช่าย่านลาดพร้าวแห่งเดิมอีกแล้ว เพราะตนยังมีภารกิจทางความคิดอีกหลายอย่างที่จะต้องทำ ในส่วนของการแต่งกายของตนที่แต่งแต่ชุดสีดำล้วนนั้น มันมีนัยสำคัญทางความคิดสำหรับคนที่จะเจริญในอนาคต

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่า น.ส.ยุพาพร ได้พกโทรศัพท์มือถือไว้จริง แต่ไม่ได้ใส่ซิมการ์ดไว้ อาจทำให้ติดต่อญาติที่ตามหาไม่ได้…

ตำรวจคุม “เสี่ยท็อป” ส่งศาลคดีแขวงพระนครเหนือเช็ค อารมณ์ดี ไม่เครียด

ตำรวจคุม “เสี่ยท็อป” ส่งศาลคดีแขวงพระนครเหนือเช็ค อารมณ์ดี ไม่เครียด

ตำรวจคุม “เสี่ยท็อป” ส่งศาลคดีแขวงพระนครเหนือเช็ค อารมณ์ดี ไม่เครียด

ตำรวจคุม

ตำรวจคุม “เสี่ยท็อป” ส่งศาลคดีเช็ค เจ้าตัวไม่เครียด ด้านแม่เป็นห่วงลูกชาย ฝากยาเบาหวานมาให้ พร้อมแนะนำขอให้ตั้งสติใจเย็นๆ

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท่องเที่ยวคุมตัวนายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือ “เสี่ยท็อป” อายุ 49 ปี ตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหากระทำความผิดฐานพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ไปส่งศาลแขวงพระนครเหนือ โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมากติดตามทำข่าวและพยายามสอบถาม แต่นายธนณัฏฐ์ได้แต่ยิ้มและปฏิเสธที่จะให้คำตอบ ก่อนเดินขึ้นรถตำรวจท่องเที่ยว

ด้านนางพัชรธัญวิสิฐ ทองเมือง อายุ 64 ปี หรือน้าน้อย ผู้ที่เลี้ยงนายธนณัฏฐ์มาตั้งแต่ 6 ขวบ เปิดเผยว่า ทางมารดาของนายธนณัฏฐ์ให้มาดูว่านายธนณัฏฐ์ต้องการจะกินหรือเอาอะไรบ้าง และฝากบอกให้ใจเย็นๆ ให้ตั้งสติ พร้อมนำยาเบาหวานมาให้ น้าน้อยยังบอกว่านายธนณัฏฐ์ไม่ได้เครียด เพราะเขายังมีแม่อยู่ แม่คงไม่ทิ้งเขาหรอก แต่แม่มีอาการเครียด เพราะเป็นห่วงลูก ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับการประสานเรื่องการประกันตัวจากทางญาติแต่อย่างใด

ตำรวจคุม

เมื่อตำรวจคุมตัวมาถึงหน้าศาลแขวงพระนครเหนือ นายธนณัฏฐ์ยังมีสีหน้าปกติยิ้มแย้ม พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้ฉ้อโกงผู้เสียหายในคดีเช็ค โดยที่ผ่ามาได้คืนเงินให้ผู้เสียหายในคดีเช็คนี้หมดแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ได้ถอนแจ้งความ จึงทำให้ถูกจับกุม

ด้านนายสุรพล สินธุนาวา ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการเตรียมหลักทรัพย์ 3 แสนบาท เพื่อใช้ในการประกันตัว ส่วนขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างรอศาลพิจารณาคดี

สำหรับพฤติการณ์คดีนี้ ในวันที่ 29 พ.ค. 2557 นางสาวสุภาพรณ์ อัมภาพันธุ์กิจ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ในคดี ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น โดยนางสาวสุภาพรณ์ฯได้รับการติดต่อจาก นาย ธนณัฏฐ์ สิริปิยพร เพื่อที่จะขอซื้อคลีนิคเสริมความงามชื่อไอซิสคลีนิคซึ่งนางสาวสุภาพรณ์ฯ เป็นเจ้าของ โดยพูดสร้างความน่าเชื่อถือ พูดจาหว่านล้อมต่าง ๆ จนทำให้นางสาวสุภาพรณ์ฯ ตัดสินใจขายคลีนิคให้กับนายธนณัฏฐ์ฯ ในราคา 8 ล้าน 5 แสนบาท โดยที่นายธนณัฏฐ์ฯ ได้สั่งจ่ายเช็คให้กับนางสาวสุภาพรณ์ฯ ในราคา 8 ล้าน 5 แสนบาท แต่หลังจากที่นางสาวสุภาพรณ์ฯ นำเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน และหลังจากนั้นนายธนณัฏฐ์ฯ ได้นำชื่อคลีนิคไปใช้ในการแอบอ้าง หลอกลวงผู้อื่นในทางเสีย ๆ หาย ๆ จนทำให้คลีนิคของนางสาวสุภาพรณ์ฯ เสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก นางสาวสุภาพรณ์ฯจึงแจ้งดำเนินคดีนายธนณัฏฐ์ฯให้ถึงที่สุดเพื่อให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว หลังจากที่ศาลได้นัดฟังคำพิพากษานายธนณัฏฐ์ฯ ได้หลบหนีไม่มาขึ้นศาล ศาลแขวงพระนครเหนือจึงออกหมายจับลงวันที่ 14 พ.ย. 2559 .-สำนักข่าวไทย…

แฉเพิ่ม แท็กซี่หัวร้อน คู่กรณีเพียบ โชว์เก๋าต่อหน้าตำรวจ ขอโทษปมด่าคนลาว ลั่นเป็นผมไม่ยอมคน

แฉเพิ่ม แท็กซี่หัวร้อน คู่กรณีเพียบ โชว์เก๋าต่อหน้าตำรวจ ขอโทษปมด่าคนลาว ลั่นเป็นผมไม่ยอมคน

แท็กซี่หัวร้อน คู่กรณีเพียบ โชว์เก๋าต่อหน้าตำรวจ ขอโทษปมด่าคนลาว ลั่นเป็นผมไม่ยอมคน

ลั่นเป็นผมไม่ยอมคน
แฉเพิ่ม แท็กซี่หัวร้อน ท้าต่อยที่สนามหลวง พบด่ากราดกระทั่งเพื่อนร่วมอาชีพ เปิดใจกับสื่อ รับไม่ยอมคน ชี้ถูกกระทำก่อน ขอโทษปมด่าคนลาว ยันไม่เคยหาเรื่องใคร

ลั่นเป็นผมไม่ยอมคน
จากคลิปที่กำลังโด่งดัง กับพฤติกรรมของคนขับแท็กซี่หัวร้อนรายหนึ่ง ที่ด่าทอคู่กรณีด้วยถ้อยคำหยาบคาบ ชกต่อยและปัดมือถือคู่กรณีจนร่วง โดยชี้หน้าด่าคนงานพร้อมเหยียด
เชื้อชาติ ก่อนจะถอดเสื้อออก พยายามท้าชกต่อยที่บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งตอนนี้
คู่กรณีเตรียมจะเอาเรื่องถึงที่สุด

ลั่นเป็นผมไม่ยอมคน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 16 ตุลาคม 2562 รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ รายงานว่า ภายหลัง
คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ไป ได้มีคนขับแท็กซี่รายหนึ่ง ชื่อว่า นายสมหมาย แซ่เอี๊ยว ออกมาแฉพฤติกรรมเพิ่มเติมของโชเฟอร์หัวร้อน เผยว่า เมื่อ 2 เดือนก่อน ตนเจอชายคนนี้ขับมาปาดหน้า เสร็จแล้วก็ลงมาทุบรถ ซึ่งตอนนั้นได้แจ้งความเอาไว้แต่คู่กรณีก็ไม่ไปพบตำรวจ ก่อนจะมาเจอกันอีกครั้งบริเวณสนามหลวง คู่ก็กรณีเห็นตนก็ไม่พอใจและมาหาเรื่องอีก ยืนยันว่า ยังมีอีกหลายคนที่เจอพฤติกรรมแบบนี้

ด้าน นายทวีศักดิ์ บุรุสานนท์ ชายในคลิป เปิดใจว่า ทุกคลิปตนสามารถชี้แจงได้ กรณีคลิปที่เพื่อนแท็กซี่แฉ ที่บอกว่าตนไปปาดหน้าจนตัวโก่ง มองว่าอีกฝ่ายพูดเกินไป วันที่เกิดเหตุไม่ได้ตั้งใจปาดหน้า พยายามอธิบายแล้วแต่อีกฝ่ายก็ขับตามมาหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งตนก็ขับหนีมาเรื่อย ๆ แต่ก็ยังโดนไล่บี้มาตลอด จึงทนไม่ไหว จึงจอดรถและลงมาถามว่า จะเอาอะไรกับผม จะเอายังไง เขาก็บอกว่า มีคลิปนะ ๆ ตนก็มองว่าจะแจ้งความก็ทำไป แต่ไม่ใช่มาขับจี้ตลอดทางแบบนี้

นายทวีศักดิ์ ยืนยัน ตนไม่ได้อารมณ์ร้อน ก็เป็นคนปกติธรรมดา แต่ถ้าไม่ได้ทำอะไร แต่มาถูกละเมิด หรือมาหาเรื่อง ตนก็ต้องชี้แจง ยืนยันว่าชี้แจงได้ทั้งหมด ส่วนกรณีคลิปที่สนามหลวง ตนต้องขอโทษที่ไปพาดพิงคนลาว ยอมรับว่าเป็นอารมณ์โมโหเพราะโดนรุม โดนกระทำ ยืนยันว่าไม่ได้เจตนา เพื่อนตนคนอีสานก็เยอะ ลักษณะในคลิปยอมรับว่า ตนไม่ค่อยยอมคน มองว่าคลิปดังกล่าวขัดแย้งกับความจริงที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ไม่อยากทะเลาะกับใคร ทุกคลิปตนไม่ได้หาเรื่องใคร…

พ่อร้องหาความยุติธรรม ตำรวจยิงปืนมั่ว ทำด.ช.13 ตาย หลังซิ่งกระบะเหล้าเถื่อนหนีด่าน

พ่อร้องหาความยุติธรรม ตำรวจยิงปืนมั่ว ทำด.ช.13 ตาย หลังซิ่งกระบะเหล้าเถื่อนหนีด่าน

พ่อร้องหาความยุติธรรม ตำรวจยิงปืนมั่ว ทำ ด.ช.13 ตาย หลังซิ่งกระบะเหล้าเถื่อนหนีด่าน

พ่อร้องหาความยุติธรรม

ตำรวจ สภ.แม่กา ไล่ยิงกระบะต้องสงสัยคิดว่า ขนยา
เสพติด พลาดไปถูก ด.ช.13 ปีเสียชีวิต ผู้เป็นพ่อยัง
คาใจ เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ รถก็ไม่ได้ล็อก
มีแค่เหล้ากลั่น จะนำไปให้ญาติเลี้ยงคนมาช่วยทำนา
พร้อมเรียกร้องหาความยุติธรรม

จากกรณีที่เมื่อช่วงเวลา 13.30 น. วันที่ 14 ต.ค.62 ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
สภ.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา ตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด อยู่บนถนนพะเยา-วังเหนือ เขต
สภ.แม่กา ได้มีรถยนต์กระบะวีโก้ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บพ 5457 ลำปาง ซึ่งมี
นายมานพ สูงขาว อายุ 40 ปี ชาวอำเภอวังเหนือ จ.ลำปาง เป็นคนขับ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่
ตั้งจุดตรวจจึงกลับรถ แล้ววิ่งย้อนกลับไปทาง อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน
4 นาย จึงได้ไล่ติดตามกว่า 20 กิโลเมตร เนื่องจากสงสัยว่าอาจจะเป็นรถขนยาเสพติดตาม
ที่ได้รับแจ้งมา

พ่อร้องหาความยุติธรรม

กระทั่งเจ้าหน้าที่ติดตามมาถึงบริเวณสามแยกวังทอง ต.วังทอง อ.วังเหนือ จ.ลำปาง รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้เลี้ยวเข้าไปชนกับรถไถนาของชาวบ้านที่กำลังวิ่งมา ขณะที่คนขับกำลังจะถอยรถ กำลังตำรวจ สภ.แม่กา จ.พะเยา ก็ขับมาปิดท้ายพอดี ก่อนที่จะยิงเข้าที่ยางรถและที่ด้านท้ายรถกระบะ วิถีกระสุนเจาะที่ยางหลังและตัวรถด้านซ้าย และมีกระสุนบางส่วนทะลุกระจกหลังทำให้คมกระสุนถูกศีรษะ ด.ช.กฤษณพงศ์ สูงขาว หรือน้องดรีม อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนวังทรายคำวิทยา (ปงวังอนุสรณ์) จากการตรวจสอบภายในรถกระบะคันดังกล่าวไม่พบยาเสพติด แต่พบสุรากลั่น หรือสุราพื้นบ้าน จำนวนกว่า 10 ถุงใหญ่อยู่ภายในแคป

สอบสวน นายมานพ สูงขาว คนขับทราบว่า กำลังจะขับรถไปส่งสุรากลั่นที่ จ.พะเยา แต่ขับมาเจอจุดตรวจจึงกลับรถเพื่อจะกลับบ้าน และไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไล่ติดตามมา และใช้อาวุธปืนยิงรถจนลูกชายที่นั่งมาข้างๆ ถูกยิง ก่อนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลลำปาง โดยหลังเกิดเหตุตำรวจ สภ.แม่กา จ.พะเยา ทั้ง 4 นาย ก็มามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังเหนือ จ.ลำปาง ทันที โดยให้การภาคเสธ

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 15 ต.ค.62 ที่บ้านเลขที่ 146 หมู่ที่ 3 ต.วังทรายคำ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ซึ่งใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลศพของน้องดรีม ซึ่งเสียชีวิตจากกรณีดังกล่าว โดยทางครอบครัวได้มีการสวดอภิธรรมศพเป็นคืนแรก ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวผู้ตาย และญาติๆ และมีชาวบ้านมาร่วมพิธีจำนวนหนึ่ง โดยมี พล.ต.ต.ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง ผบก.ภ.จว.พะเยา พร้อมด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาและนายตำรวจในพื้นที่มาร่วมพิธีสวดอภิธรรม และแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้ตาย โดยทาง พล.ต.ต.ธรรมศักดิ์ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าว

พ่อร้องหาความยุติธรรม

หลังเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา นายมานพ สูงขาว พ่อของน้องดรีม ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันเกิดเหตุตนเองจะนำสุราพื้นบ้านไปส่งให้กับญาติของภรรยาที่จังหวัดพะเยา เพื่อที่จะนำไปเลี้ยงคนที่มาช่วยทำนา โดยมีน้องดรีมนั่งไปด้วยเพื่อจะไปเที่ยวหาญาติในคราเดียวกัน เมื่อไปถึงที่บริเวณดังกล่าวก็เห็นตำรวจตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด อยู่บนถนนพะเยา-วังเหนือ เขต สภ.แม่กา ซึ่งตอนนั้นรถกระบะของตนเองอยู่ห่างจากจุดตรวจประมาณ 200-300 เมตร ตนเองจึงกลับรถเพื่อที่จะกลับบ้านโดยที่ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่จะขับรถตามมา

กระทั่งลูกชายบอกว่าได้เสียงปืนดังขี้น 2-3 นัด เมื่อมองกระจกหลังก็เห็นเจ้าหน้าที่ยกปืนขึ้นมา แต่ก็ยิงไม่ได้เนื่องจากเป็นทางโค้ง เมื่อถึงสามแยกวังทอง ตนจึงเลี้ยวรถและเกิดไปชนกับรถไถของชาวบ้าน จึงพยามถอยรถออกมาได้เพียงนิดเดียว รถเจ้าหน้าที่ก็ตามมาทัน จากนั้นตำรวจก็ได้ยิงปืนใส่รถหลายนัด จนกระสุนถูกที่ศีรษะลูกชายจึงร้องไห้ เจ้าหน้าที่จึงช่วยดูอาการก่อนนำลูกชายส่ง รพ.วังเหนือ และไปเสียชีวิตที่ รพ.ลำปาง ในเวลาต่อมา

ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ได้กำหนดวันเผาศพลูกชาย เนื่องจากต้องรอดูความคืบหน้าของคดี โดยทางครอบครัวจะทำพิธีทางศาสนา 3 วัน 3 คืน ก่อนค่อยตัดสินใจอีกที และสิ่งที่ตนเองคาใจคือ การกระทำของตำรวจซึ่งถือกฎหมาอยู่ในมือ และยังมีอาวุธปืนอยู่ในมืออีก ส่วนตนเองกับลูกก็ไม่มีอาวุธใดๆ ทำไมถึงยิงปืนมั่วซั่วเพียงแค่เคาะประตูรถ หรือให้ตนเองลงมาจากรถก็ได้ เพราะประตูรถตนเองก็ไม่ได้ล็อก ทำไมต้องทำรุนแรงจนถึงขั้นลูกชายตนเองต้องตาย อย่างไรก็ตามอยากขอความเป็นธรรมให้กับลูกชายด้วย.…

ตำรวจป่วยซึมเศร้า เครียดหนี้สหกรณ์ที่กู้มา ตัดสินใจผูกคอลาโลก

ตำรวจป่วยซึมเศร้า เครียดหนี้สหกรณ์ที่กู้มา ตัดสินใจผูกคอลาโลก

ตำรวจป่วยซึมเศร้า เครียดหนี้สหกรณ์ที่กู้มา ตัดสินใจผูกคอลาโลก

ตำรวจป่วยซึมเศร้า

ตำรวจวัย 58 ผูกคอตาย ใต้ต้นแคหลังบ้านที่อุดรธานี
ลูกสาวเผยพ่อเครียดจัดจากหนี้สหกรณ์ที่กู้มา จนถูก
หักเงินเดือนไม่เหลือ กลายเป็นคนซึมเศร้า ด้านชาวบ้าน
ก็ลืออาถรรพณ์ ประตูบ้านไปตรงทางสามแพร่ง

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2562 ขณะที่ ร.ต.อ.พีรเพชร นงคะวาส รอง สว.สอบสวน สภ.
เมืองอุดรธานี ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโรงพัก รับแจ้งจากศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทองว่า มีเหตุตำรวจ
ตระเวนชายแดน ชั้นสัญญาบัตร ผูกคอเสียชีวิตกับกิ่งต้นดอกแคหลังบ้านหลังหนึ่งใน
พื้นที่ ชุมชนบ้านหนองหิน ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี ขณะนี้ญาติได้ช่วยกัน
ตัดเชือกนำร่างลงมา เพื่อช่วยเหลือชีวิตแต่ไม่ทัน จึงรุดออกไปตรวจสอบ พร้อมประสาน
แพทย์เวร โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี อาสากูภัยมูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี

ที่เกิดเหตุพบศพ พ.ต.ท.สุริยน จงรักษ์ อายุ 58 ปี สว.ฝสสน.1 บก.สสน.บช.ตชด. จบนักเรียนพลตำรวจภูธร 4 รุ่นที่ 13 และจบเรียนหลักสูตรสารวัตร วิทยาลัยการตำรวจ รุ่นที่ 122 สภาพศพสวมเสือยืดคอกลมสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน รองเท้าแตะสีเขียว ข้างศพพบเก้าอี้ไม้วางตั้งอยู่กับพื้น ที่ลำคอผู้ตายพบเชือกไนลอนสีขาวสภาพใหม่ไม่เคยใช้งานรัดแน่น ซึ่งเป็นเชือกชนิดและสีเดียวกันที่ผูกติดกับกิ่งต้นดอกแค ตรวจสอบตามร่างกายและรอบบริเวณไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายและต่อสู้ เสียชีวิตจากการผูกคอตนเองมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ญาติไม่ติดใจในสาเหตุ จึงมอบศพให้บำเพ็ญกุศลตามประเพณี

สอบสวนนางบุญจันทร์ จงรักษ์ อายุ 57 ปี ภรรยายผู้ตาย ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ เช้าวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ตายเดินทางจาก กทม.กลับบ้านมาพักในช่วงวันหยุดยาว และบ่นเรื่องหนี้สินรวมทั้งเรื่องหน้าที่การงาน ไม่ค่อยร่าเริงมีอาการเหม่อลอย และไม่พูดหยอกล้อกับลูกหลานเหมือนที่ผ่านมา ค่ำวานนี้ผู้ตายเข้านอนประมาณ 23.00 น. ตนเองตื่นขึ้นไม่พบสามี ร้องเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงเดินตามหารอบบริเวณบ้าน พบว่าใช้เชือกผูกคอกับต้นดอกแคหลังบ้าน จึงวิ่งไปบอกญาติและเพื่อนบ้านให้มาช่วยกันตัดเชือกนำร่างลงมาเพื่อช่วยเหลือชีวิต แต่ไม่ทันการ จึงโทรศัพท์บอกลูกสาวคนโต และตำรวจมาตรวจสอบ

ด้าน นางชิดาภา ลิแบร์ อายุ 36 ปี ลูกสาวคนโตผู้ตาย กล่าวว่า เมื่อก่อนพ่อรับราชการอยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และมีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งสารวัตรที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กทม. ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่พ่อกลับมาเยี่ยมบ้านพ่อจะมีนิสัยร่าเริง พูดหยอกล้อกับลูกหลาน เมื่อคืนที่ผ่านมายังเล่นดอกไม้เพลิงกับหลานชาย ที่เป็นลูกของตนเอง และลูกชายบอกว่าตาไม่ค่อยพูด เล่นดอกไม้เพลิงไม่สนุกเลย

ตำรวจป่วยซึมเศร้า
ลูกสาวคนโตผู้ตาย กล่าวต่อว่า ช่วงกลางวันวานนี้ สังเกตเห็นพ่อจะชอบนั่งซึมและเหม่อลอย และมองฝาผนังบ้านเป็นเวลานาน ทำให้สังหรณ์ใจยังไงชอบกล และนอนไม่หลับทั้งคืน กระทั่งเช้าวันนี้ แม่โทรศัพท์มาบอกพร้อมกับร้องไห้ ตนยังพูดสวนแม่ไปว่าพ่อผูกคอตายใช่ไหม และก็เป็นเรื่องจริงที่ทำให้ตนคิดจนนอนไม่หลับทั้งคืน ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องหนี้สินที่กู้มาจากสหกรณ์ฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพื่อนบ้านและญาติที่ทราบข่าว และมาช่วยกันเตรียมงานศพ และขอดูเชือกที่ผู้ตายใช้ผูกคอ พร้อมกับพูดอธิษฐานขอให้วิญญาณผู้ตายมาบอกหวย เพราะเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะสิงสถิตอยู่ที่เชือก และต่างพากันพูดว่าประตูรั้วหน้าบ้านที่เกิดเหตุ มีลักษณะเปิดรับสิ่งไม่ดี เพราะตั้งชนกับบริเวณทางสามแพร่ง ซึ่งบางคนไม่เชื่อ แต่ส่วนมากจะเชื่อ เนื่องจากเป็นคำบอกของคนโบราณ หลังจากเสร็จงานศพ จะทำการขยับย้ายประตูรั้วบ้าน ไม่ให้ตรงกับทางสามแพร่ง เกรงจะมีเหตุการณ์คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีก หรือมีการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติอีกต่อไป.…

ฆ่ายกครัว 3 ศพ พ่อรั่วยิงลูก-เมีย ก่อนจ่อขมับตายตาม ปมเกิดจากความเครียด

ฆ่ายกครัว 3 ศพ พ่อรั่วยิงลูก-เมีย ก่อนจ่อขมับตายตาม ปมเกิดจากความเครียด

ฆ่ายกครัว 3 ศพ พ่อรั่วยิงลูก-เมีย ก่อนจ่อขมับตายตาม ปมเกิดจากความเครียด

ฆ่ายกครัว

สุดสลด! ฆ่ายกครัว 3 ศพ พ่อกระหน่ำยิงลูก-เมีย ก่อนจ่อขมับตายตาม เผยปมฆ่าโหด น้องสะใภ้เล่านาทียิง เดินเข้าไปจ่อยิงลูกในมุ้งก่อนเข้าไปฆ่าเมียที่กำลังทำกับข้าวในครัว แล้วจ่อขมับยิงตัวตายตาม

ฆ่ายกครัว 3 ศพ / เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ร.ต.อ.อุทิศ เหล่าหา สารวัตรสอบสวน สภ.บางเลน จ.นครปฐม รับแจ้งเหตุมีคนถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.นิลเพชร อ.บางเลน จ.นครปฐม ขอให้เจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบ หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวนสภ.บางเลน แพทย์เวรโรงพยาบาลบางเลนรอพิสูจน์หลักฐาน 7 เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์ รุดไปตรวจสอบ

ที่บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในห้องครัว พบศพ นายประยูร ปฐมทอง อายุ 59 ปี อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สภาพศพนอนเสียชีวิตจมกองเลือดในสภาพตะแคงซ้าย สวมใสเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงิน สวมกางเกงขายาว จากการตรวจสอบพบบาดแผลที่บริเวณขมับขวา ถูกอาวุธปืนขนาด 9 มม.ยิงจำนวน 1 นัด ที่มือขวาของนายประยูรยังพบอาวุธปืนขนาด 9 มม.กำไว้แน่น บนพื้นบ้านภายในครัวยังพบปลอกกระสุนตกอยู่อีกจำนวน 6 ปลอก เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ฆ่ายกครัว
ใกล้กับศพของนายประยูร ยังพบศพของ นายภิญโญ ปฐมทอง อายุ 38 ปี ลูกชายนายประยูร สภาพศพนอนตะแคงขวาเสียชีวิตจมกองเลือด สวมใส่เสื้อยืดสีแดงกางเกงสีน้ำตาล จากการตรวจสอบบาดแผลพบว่าถูกอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงเข้าใส่ที่ขาหนีบ 1 นัด หน้าอกขวา 1 นัด ราวนมซ้าย 1 นัด หัวเข่าซ้าย 1 นัด

นอกจากนี้ ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือนางฉวี ปฐมทอง อายุ 54 ปี ภรรยาของนายประยูร ถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ญาติช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลลาดบัวหลวง เพื่อช่วยเหลือชีวิตแต่นางฉวี ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ฆ่ายกครัว

ด้าน นางซ่อนกลิ่น กลิ่นบัวขาว อายุ 50 ปี น้องสะใภ้ ที่อาศัยอยู่ใกล้กัน เปิดเผยว่า ในช่วงเช้ามืดนางฉวีกำลังจะจัดเตรียมของเพื่อเดินทางไปทำบุญที่วัด โดยเตรียมกับข้าวอยู่ในครัว ก่อนเกิดเหตุนายประยูรถืออาวุธปืนออกจากมุ้งที่นอน แล้วเดินเข้าไปหานายภิญโญที่นอนกางมุ้งอยู่ใกล้กัน แล้วยิงใส่ขานายภิญโญจนได้รับบาดเจ็บ ขณะนั้นนายประเสริฐ สามีของนางซ่อนกลิ่นซึ่งอยู่บ้านติดกัน ได้ยินเสียงปืนจึงเดินเข้ามาหาในบ้าน และพยายามเข้าห้ามปราม เนื่องจากกลัวว่าจะเสียชีวิตกันทั้งหมด แต่นายประยูรไม่ฟัง กลับหันมามองด้วยความโกรธ จึงรีบเดินออกจากบ้าน แล้วรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

จากนั้นนายประยูรออกมาที่ครัว เข้ามาหานางฉวี แล้วยิงปืนใส่นางฉวีไปจำนวน 2 นัด ด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. ที่ถือมา จนกระทั่งนางฉวีล้มลงนอนอยู่กับพื้น นายภิญโญ ที่ยังอยู่ในอาการบาดเจ็บเดินตามมาที่ครัวพร้อมเข้าห้ามนายประยูรและตะโกนว่า “พ่อจะทำบ้าอะไร อย่ายิงแม่นะ”

นายประยูร จึงหันกระบอกปืนยิงลูกชายซ้ำจนเสียชีวิต พร้อมกับพูดว่า “พี่รักฉวีนะ พี่จะตามไปอยู่ด้วย” แล้วใช้อาวุธปืนจ่อขมับยิงตัวเองจนล้มลงแน่นนิ่งเสียชีวิต หลังเกิดเหตุแล้วญาติช่วยกันนำตัวนางฉวี นำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือชีวิต แต่นางฉวีทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเบื้องต้นทราบว่า นายประยูรมีอาการเครียดกับปัญหาครอบครัว เนื่องจากนายภิญโญ ลูกชาย เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและติดยาเสพติดอย่างหนัก ประกอบกับทุกวันนี้ไม่มีงานทำ ภายหลังยังมีอาการเครียด และเป็นโรคเกี่ยวกับระบบสมอง ต้องพบแพทย์รักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลศรีธัญญา ยังต้องกินยาควบคุมอาการป่วยมาโดยตลอด

ภายหลังนายภิญโญไม่ได้ทำงานแต่ยังกลับไปดื่มกินเหล้าและสูบบุหรี่หนัก ทำให้มีปากเสียงกับนายประยูรผู้เป็นพ่อหลายครั้งหลายหน คาดว่ามูลเหตุจูงใจที่นายประยูรยิง นั้นเกิดจากความเครียด ทำให้ตัดสินใจยิงทั้งลูกเมียและยิงตัวเองตาม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานสำคัญ ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นการวางแผนก่อนแล้ว ที่จะฆ่ายกครัวครั้งนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบจดหมายจำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกเขียนถึงนายภิญโญลูกชาย และนางฉวีภรรยา ว่า เสียใจและขอโทษที่ต้องทำ แบบนี้ ส่วนฉบับที่ 2 เขียนถึงลูกชายอีกคนของนายประยูรที่ทำงานอยู่ที่กทม. โดยในจดหมายเขียนระบุไว้เกี่ยวกับเรื่องการแบ่งทรัพย์สินที่ดิน ที่มีอยู่ที่ต่างจังหวัด เพื่อให้มาจัดสรรแบ่งให้กับใครบ้าง…

ขออนุมัติหมายจับ หลานปืนโหดยิงลุงกับลูกพี่ลูกน้องดับ 2 ศพ จ.สุราษฎร์ธานี

ขออนุมัติหมายจับ หลานปืนโหดยิงลุงกับลูกพี่ลูกน้องดับ 2 ศพ จ.สุราษฎร์ธานี

ขออนุมัติหมายจับ หลานปืนโหดยิงลุงกับลูกพี่ลูกน้องดับ 2 ศพ จ.สุราษฎร์ธานี

ขออนุมัติหมายจับ

ผกก.สภ.ท่าฉาง เผย ขอศาลจังหวัดไชยา อนุมัติหมายจับ หนุ่มวัย 42 ปี ผู้ก่อเหตุยิงลุงแท้ๆ กับลูกพี่ลูกน้องตาย 2
ศพ ข้อหาฆ่าคนตายและ พ.ร.บ.อาวุธปืน โดยปมเหตุมา
จากเรื่องหนี้สิน

จากกรณีเมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.จริยวัฒน์ แท่นชื่น รอง สว.
(สอบสวน) สภ.ท่าฉาง อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งเหตุยิงกันที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
ในพื้นที่ ต.ท่าฉาง อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้ นายอุทัย เพ็งบูลย์ อายุ 76 ปี เจ้า
ของบ้านที่เกิดเหตุ เสียชีวิตคาที่ มีบาดแผลถูกยิงที่ขาซ้ายและซี่โครงขวา และ น.ส.เกศรา
เพ็งบูลย์ อายุ 51 บุตรสาวนายอุทัย ถูกยิงที่ศีรษะและแขนขวา ถูกนำส่งโรงพยาบาล
และเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.นิพล ชาตรี ผกก.สภ.ท่าฉาง พ.ต.ท.ประภาส ทองสมุทร รอง ผกก.กู้ภัยกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี พิสูจน์หลักฐาน 8 เข้าตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุน 9 มม. จำนวน 9 ปลอก หัวกระสุน 1 หัว เก็บไว้เป็นหลักฐาน

นายมินชิก (นามสมมติ) อายุ 20 ปี หลานชายผู้เสียชีวิต เล่าว่า ผู้ก่อเหตุ คือ นายนิรุตติ์ เพ็งบูลย์ อายุ 42 ปี ลูกของน้องชายนายอุทัย เป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งขณะเกิดเหตุ นายอุทัย และ น.ส.เกศรา ได้นั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ก่อนที่ นายนิรุตติ์ จะขับขี่รถ จยย.เข้ามาหา และมีการพูดคุยกันประมาณ 5 นาที และเกิดการโต้เถียงขึ้น เรื่องปัญหาหนี้สิน โดยภรรยานายนิรุตติ์ ได้ยืมคนในครอบครัว จนมีการฟ้องร้อง รวมถึงของ น.ส.เกศรา ด้วยจำนวน 80,000 บาท แต่ไม่ได้มีการฟ้องร้อง ก่อนที่นายนิรุตติ์จะชักปืน ขนาด 9 มม.ยิงใส่นายอุทัยจนล้มฟุบลงกับพื้น และ น.ส.เกศรา ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กัน วิ่งเข้าสวมกอดพร้อมห้ามไม่ให้ยิง จนถูกนายนิรุตติ์ยิงใส่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งขณะนั้นตนเองได้เดินออกมาจากห้องน้ำมายังหน้าบ้าน นายนิรุตติ์เดินเข้ามาพร้อมยกกระบอกปืนมายังตนเอง จึงได้คว้าประตูปิดแล้วหลบหนีออกทางหลังบ้าน ก่อนที่นายนิรุตติ์จะขับขี่รถ จยย.หลบหนี

ล่าสุดต่อมา เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ต.ค. พ.ต.อ.วิรุฬห์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เข้าประชุมเร่งรัดคดี โดยมี พ.ต.อ.นิพล ชาตรี ผกก.สภ.ท่าฉาง และชุดสืบสวนสอบสวนร่วมประชุม ก่อนที่ พ.ต.ท.นิพล ชาตรี ผกก.สภ.ท่าฉาง จะร่วมหารือกับพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำพยานบุคคลและประจักษ์พยาน เพื่อขออนุมัติหมายจับ

ผกก.สภ.ท่าฉาง กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าสาเหตุของการยิงในครั้งนี้ เนื่องจากภรรยาของนายนิรุตติ์ เป็นหนี้จำนวนมาก และได้ทำการยืมเงินบุคคลในครอบครัวนายอุทัยจำนวนมาก มีทั้งการฟ้องร้องเป็นคดีในศาลและไม่ได้เป็นคดี รวมถึงของ นายสมบัติ สมเพชร 53 ปี บุตรเขยนายอุทัย จำนวน 300,000 บาท ที่มีการขึ้นศาลในกระบวนการไกล่เกลี่ยล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้มีการทวงถามกัน ทำให้มีปากเสียงในช่วงหลัง น่าจะเป็นเหตุจูงใจให้ก่อเหตุ และผู้ต้องหาและผู้เสียชีวิตเป็นญาติใกล้ชิดกัน โดยได้เชิญพยานบุคคลมาสอบ จำนวน 5 ปาก ซึ่งมีนางมาลี เพ็งบูลย์ แม่ผู้ต้องหามาสอบด้วย ซึ่งหลังเกิดเหตุได้ตั้งจุดสกัดแต่ยังไม่พบตัว และเตรียมขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดไชยาในวันนี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. …

กระบะ-บิ๊กไบค์ ประลองความเร็ว กระบะพลาดท่าพุ่งชนรถมางานศพ 8 คันรวด เจ็บสาหัส 3

กระบะ-บิ๊กไบค์ ประลองความเร็ว กระบะพลาดท่าพุ่งชนรถมางานศพ 8 คันรวด เจ็บสาหัส 3

กระบะ-บิ๊กไบค์ ประลองความเร็ว กระบะพลาดท่าพุ่งชนรถมางานศพ 8 คันรวด เจ็บสาหัส 3

คันรวด

อุบัติเหตุที่เมืองคอน “รถกระบะ-บิ๊กไบค์” ซิ่งประลองความเร็ว สุดท้ายเป็นรถกระบะพลาดท่าพุ่งชนรถมางานศพที่จอดริมถนน พังยับ 8 คันรวด ในจำนวนนี้มีรถเก๋งถูกไฟไหม้วอดทั้งคัน ทำให้รถเสียหายหมดทั้ง 9 คัน ชาวบ้านสาหัสอีก 3 คน

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 12 ต.ค.62 พ.ต.ท.อดุลย์ ชูเสน สว.(สอบสวน) สภ.ชะเมา อ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถกระบะเสียหลักชนรถยนต์ที่จอดริมถนน เสียหายรวม 9 คันรวด และเกิดไฟไหม้รถยนต์ในที่เกิดเหตุจำนวน 1 คัน ที่บริเวณริมถนนสายนครศรีธรรมราช-สงขลา หน้างานศพบ้านเลขที่ 444/1 หมู่ 6 ต.ท่าเรือ อ.เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ สภ.ชะเมา โดยมีผู้บาดเจ็บหลายรายในที่เกิดเหตุ หลังรับแจ้งแล้วจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยใต้เต็กตึ๊ง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปที่เกิดเหตุเพื่อร่วมกันสอบสวนและตรวจสอบที่เกิดเหตุ ท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของแขกที่ไปร่วมงานศพดังกล่าว

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุที่บริเวณริมถนนหน้างานศพ พบเพลิงกำลังลุกไหม้รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กน 1521 นครศรีธรรมราช จนไฟไหม้ลุกโชนวอดทั้งคันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้รถดับเพลิงเข้าทำการฉีดสกัดรถเก๋งคันดังกล่าวจนเพลิงสงบลงในเวลาต่อมา

ในที่เกิดเหตุยังพบรถยนต์ที่จอดริมถนนบริเวณหน้างานศพอีกจำนวน 8 คัน โดยพบว่ารถยนต์เก๋งถูกชนเสียหาย 3 คัน และรถยนต์กระบะ 5 คัน ซึ่งสภาพรถแต่ละคันได้รับความเสียหายกระจัดกระจายเกลื่อนถนน เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร ในจำนวน 9 คัน มีรถยนต์ที่เสียหายอย่างหนัก 2 คัน คือรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน ไม่ทราบหมายทะเบียน เนื่องจากป้ายทะเบียนหลุดกระเด็นหายไป และและรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์เงิน ที่ถูกไฟไหม้

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวน 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ๊งรีบนำส่ง รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช ก่อนหน้านี้แล้ว เบื้องต้นยังไม่ทราบชื่อและข้อมูลว่าใครโดยสารมากับรถคันไหน

คันรวด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่บริเวณริมถนนสายดังกล่าวได้มีแขกจำนวนมากขับรถยนต์เก๋งและรถกระบะจำนวนหลายคันเดินทางมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพของ นางผ่องศรี ไชยแก้ว อายุ 94 ปี ที่บ้านเลขที่ 444/1 หมู่ 6 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยได้จอดรถไหล่ทางริมถนนหน้างานศพเป็นแถวยาวเหยียดนับกิโลเมตร

ก่อนเกิดเหตุขณะที่พระกำลังจะเริ่มสวดบำเพ็ญกุศลศพ ได้มีรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีดำ ทะเบียน กม 2186 สงขลา ขับมุ่งหน้าไปทาง จ.สงขลา แข่งทำความเร็วกับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คันหนึ่ง มาตามถนนสายดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อถึงที่เกิดเหตุหน้างานศพ คนขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ได้ตัดสินใจชะลอความเร็ว เนื่องจากมีรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน จอดชะลอความเร็วริมถนนเพื่อส่งแขกมาร่วมงานศพ แต่รถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีดำ ซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูงได้เสียหลักพุ่งชนท้ายรถยนต์เก๋งสีน้ำเงิน และยังเสียหลักไปพุ่งชนรถยนต์ที่จอดริมถนนอีก 7 คัน รวมรถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลตที่เกิดเพลิงลุกไหม้วอดทั้งคันดังกล่าว ก่อนที่รถยนต์กระบะมิตซูบิชิสีดำจะเสียหลักไปชนฟุตปาทหน้าบ้านของชาวบ้านริมถนนจนสิ้นฤทธิ์ ท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของแขกที่ไปร่วมงานศพนับร้อยคนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนขับรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีดำ และยังไม่ทราบว่าผู้บาดเจ็บทั้ง 3 ราย เป็นใคร นั่งมากับรถคันไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสอบสวนและตรวจสอบหาสาเหตุอุบัติเหตุที่แท้จริงครั้งนี้ต่อไป.…

ห้ามขายเหล้าออกพรรษา ฝ่าฝืนทั้งจำทั้งปรับ แจ้งเบาะแสโทร 191หรือ1599 ได้ตลอด 24 ชม.

ห้ามขายเหล้าออกพรรษา ฝ่าฝืนทั้งจำทั้งปรับ แจ้งเบาะแสโทร 191หรือ1599 ได้ตลอด 24 ชม.

ห้ามขายเหล้าออกพรรษา ฝ่าฝืนทั้งจำทั้งปรับ แจ้งเบาะแสโทร 191หรือ1599 ได้ตลอด 24 ชม.

ห้ามขายเหล้าออกพรรษา

ตำรวจตระหนักถึงวันสำคัญทางศาสนา ขอความร่วมมือ ห้ามจำหน่ายสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด หลังเที่ยงคืนวันที่ 12-13 ต.ค. หากฝ่าฝืน เจอคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่น

ห้ามขายเหล้าออกพรรษา

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.62 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันออกพรรษา ตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับและสั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด อาทิ บช.น., ภ.1-9, บช.ก. และ สตม. มีมาตรการออกกวดขันจับกุมผู้กระทำความผิด ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องการจำหน่ายและการดื่มในสถานที่ห้าม

ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นการลงพื้นที่ตรวจตราตามร้านอาหาร คาราโอเกะ สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด บริเวณถนนสายหลัก ในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยมุ่งสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้จำหน่ายสุราที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ในการออกตรวจจับผู้กระทำความผิดเมื่อได้รับการร้องขอ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลอย่างจริงจัง

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงวันสำคัญทางศาสนาพร้อมมีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งพบว่าสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุนั้น มาจากการเมาแล้วขับ ตลอดจนการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งล้วนมีสาเหตุเนื่องมาจากการเมาสุรา

จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ร้านค้า และสถานบริการทุกประเภทที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย ให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทั้งการขายส่งและขายปลีกทั่วราชอาณาจักร ยกเว้นการขายเฉพาะร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ ตั้งแต่เวลาหลัง 24.00 น. ของคืนวันที่ 12 ต.ค. ถึงเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 13 ต.ค. หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ มาตรา 59 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับพี่น้องประชาชนที่พบเห็นการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูล เบาะแส ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผ่านทางหมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.…