อัจฉริยะ บุกปทส. ยื่นสอบไม่เว้นนักการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐ คดีรุกป่า

ผู้บังคับการ รับเรื่อง อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ คดีรุกป่า

คดีรุกป่า ผู้บังคับการ ปนายทหารคนสนิทรับเรื่อง อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ยื่นสอบนักการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐชั้นสูงจากกรณีกรมป่าไม้พลิกข้อบังคับหาช่องฟ้องร้อง นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชากรเมือง ผู้ครอบครองฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม กลุ่ม 6 ต.รางบัว อำเภอจอมบ่อน้ำ จ.ราชบุรี รุกพื้นที่ป่ากว่า 46 ไร่

และก็พื้นที่เขตเปลี่ยนแปลงที่ดิน 682 ไร่ นางสาวขว้างรีณามอบหมายให้ผู้แทนมอบที่ดินคืนให้กับเมืองเพื่อนำไปแบ่งสรรให้เกษตรกร โดย ร้อยเอกธรรมนัส พระพรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรแล้วก็สหกรณ์ ร่วมรับมอบที่ดินทะเลาะ พร้อมบอกว่าไม่สามารถที่จะฟ้องร้อง นางสาวขว้างรีณา เพราะเหตุว่าคืนที่ดินแล้ว ในช่วงเวลาที่

นายดำรงค์ พิเดโช หัวหน้าพรรครักษาป่าเมืองไทย (รเปรียญ) รับรองว่า กรมป่าไม้สามารถฟ้องร้องคดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนที่ใครๆก็รู้จักได้ ด้วยเหตุว่าที่ดินดังที่กล่าวผ่านมาแล้วยังเป็นหลักที่ป่า ถ้าเกิดไม่ดำเนินงานมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือยกเว้นทำหน้าที่โดยไม่ถูกต้อง อธิบดีกรมป่าไม้นัดหมายหน่วยงานที่เกี่ยวสัมมนาหาข้อสรุปด้านกฎหมายแล้ว

ความก้าวหน้าที่กองกำกับการปราบพฤติกรรมข้อผิดพลาดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งสภาพแวดล้อม บก.ปนายทหารคนสนิท เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ธันวาคม62นายอัจฉริยะ เรืองรัตนตระกูล ประธานสัมพันธ์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ พลตำรวจตรีความเจริญรุ่งเรือง ชัยสังฆะ ผบกรัมปนายทหารคนสนิท

เพื่อขอให้พิจารณา และก็สืบสวนนักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกวุฒิสภา ที่ครองพื้นที่ป่าไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดนายอัจฉริยะ เผยออกมาว่า นำหลักฐานหลักฐานเอกสารมายื่นสืบสวน 21 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้ง 4 ข้าราชการ ที่ครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ว่าได้รับโดยถูกใจโดยข้อบังคับไหม โดยปริมาณนักการเมืองที่ตนมาร้องนั้นมีทั้งยังพรรคฝ่ายค้านและก็รัฐบาล ทั้งยัง พรรคพลังประชาชนเมือง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์

พรรคอนาคตใหม่ พรรคยินดีไทย แล้วก็พรรครวมพลังประชาชนขาติเตียนไทย ฯลฯ โดยหนึ่งในนั้น เป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือครองพื้นที่ ภ.ทันตแพทย์ศาสตรบัณฑิต5 ปริมาณ 120 ไร่ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกเหนือจากนี้ยังพบว่ามีนักการเมืองบางบุคคลครองพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กว่า 300 ไร่ โดยต้องการจะให้ตรวจตราการได้มาว่าถูกหรือเปล่า

ส่วนในกรณีที่ร้อยเอกธรรมใจ พระพรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พูดว่า การมีไว้ในครอบครองที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ของนางสาวปารีณา นั้นไม่สามารถที่จะเอาผิดได้นั้น ตนเห็นว่าเป็นการเข้ามาแทรกแซงรูปแบบการทำงานของอัยการรวมทั้งศาล ซึ่งไม่มีสิทธิ์ทำเป็น โดยตนการันตีว่าคดีครองที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นเป็นความผิดทางอาญาไม่สามารถที่จะตกลงความได้ เนื่องจากว่าก่อนหน้าที่ผ่านมาก็มีศาลฎีกาในรูปแบบนี้ปรากฏให้มองเห็น แล้วก็ที่ผ่านก็ยังมีการฟ้องกับทุกคนที่ล่วงล้ำพื้นที่ป่า

แม้กระนั้นเพราะเหตุใดนางสาวขว้างรีณา ไกรลุกปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชาชนชาเมือง ถึงผิดฟ้องร้องคดี แม้ว่าจะมีการคืนที่ดินก็จำเป็นต้องฟ้องร้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีราษฎรที่ถูกฟ้องร้องคดีไปนั้นใครกันแน่จะรับผิดชอบ ทั้งยังนางสาวขว้างรีณายังไม่ใช่เกษตรกร ก็เลยไม่คุณลักษณะ ขนาดประชาชนที่เป็นเกษตรกรยังมีสิทธิ์ถือครองเพียงแค่ไม่เกิน 50 ไร่เพียงแค่นั้น

วันที่ 11 เดือนธันวาคมนี้ ตนจะเดินทางไปจังหวัดราชบุรี เพื่อแจ้งเหตุเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ทั้งยัง เลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดราชบุรี ข้าราชการการไฟฟ้า ข้าราชการกรมทรัพยากรธรณี ข้าราชการกรมการปกครอง ในฐานความผิดพลาดตามมายี่ห้อ 157 ยกเว้นการกระทำหน้าที่โดยไม่ถูกต้อง สำหรับเพื่อการเข้าไปให้การช่วยเหลือต่างๆในที่ดินของนางสาวขว้างรีณา

ด้าน พลตำรวจตรีความเจริญรุ่งเรือง ชัยสังฆะ ผบกรัมปนายทหารคนสนิท บอกว่า จะรับเรื่องเพื่อไปจัดการสอบสวนสืบสวนถัดไป ดังนี้ถ้าเกิดมีปัญหาในเรื่องข้อมูลเอกสารจะติดต่อนายอัจฉริยะมาให้สืบสวนเพิ่มอีกถัดไป

ผู้รายงานข่าวแถลงการณ์ว่า สำหรับรายนาม 21 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้ง 4 ข้าราชการ ที่ให้ตรวจดูมี

21 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี

1.นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรธ์ พรรคพลังประชาชนเมือง 2.นายน้องชาย น้อยสกุล พรรคพลังประชากรเมือง 3.นายสราวุฒิ เนื่องประสงค์ค์ พรรคพลังประชาชนเมือง 4.พันตำรวจโทไวพจน์ เครื่องประดับรัตน์ พรรคพลังประชากรเมือง 5.น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิชนิด พรรคพลังประชาชนเมือง 6.นายโชติพิพรรธน์ เตชะงามมณี พรรคอนาคตใหม่ 7.นายอำนาจนัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ 8.นายวุฒิดงษ์ นามลูก พรรคประชาธิปัตย์ 9.นายสุพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์
10.นายคุ้นชินวรณ์ บุญยเกียรติยศ พรรคประชาธิปัตย์ 11.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน พรรคประชาธิปัตย์ …

ไฟไหม้บ้านชุมชนวัดกัลยาณ์ วอด 3 หลัง คนกระโดดหนีตาย เจ็บ 1

เกิดเหตุ ไฟไหม้บ้าน ในชุมชนวัดกัลยาณ์ ช่วงเช้ามืด

ไฟไหม้บ้าน ในชุมชนวัดกัลยาณ์ ท้องที่ สถานีตำรวจบุปผาราม ตอนเช้ามืด วอดไป 3 หลัง ต้นเหตุของการเกิด ไฟไหม้ เป็นบ้านไม้สัก 2 ชั้น มีคนกระโดดหนีลงมาได้รับบาดเจ็บ 1 คน คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

เวลา 06.00 น. วันที่ 7 เดือนธันวาคม ร้อยตำรวจเอกวริทธิ์ธร อ่อนเหมือน รอง สว.(สอบปากคำ)สถานีตำรวจดอกไม้ราม รับบอกเหตุไฟไหม้บ้านเมืองสามัญชน ข้างในซอกซอยย่ำรุ่งอมรินทร์ 6 ถนนหนทางย่ำรุ่งอมรินทร์ ตำบลวัดกัลยาณีณ์ เขตจังหวัดธนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร ก็เลยไปพิจารณาพร้อมรถดับเพลิงปริมาณ 10 คัน

จุดเกิดเหตุอยู่ข้างในชุมชนวัดนางงามณ์ ซึ่งเป็นสลัมขนาดใหญ่ ปากทางเข้าแออัด ข้าราชการทำตัดกระแสไฟฟ้า แล้วก็ใช้น้ำฉีดราว 30 นาที ไฟก็เลยสงบ มีบ้านได้รับความย่ำแย่ 3 ข้างหลัง

นางยุยงพา บุญกระจัดกระจาย อายุ 56 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 120 ซึ่งเป็นบ้านไม้สักสองชั้น อายุกว่า 100 ปี บ้านต้นเหตุของไฟ กล่าวมาว่า ตอนเทศกาลประเพณีลอยกระทงก่อนหน้านี้ได้ทำกระทงขาย และก็เก็บวัสดุอุปกรณ์ทำกระทงเอาไว้ในห้องเก็บของชั้นสอง จนถึงเมื่อตอนราวๆ 05.00 น. ได้กลิ่นเหม็นไหม้ ก็เลยลุกไปดู มองเห็นไฟกำลังไหม้ในห้องเก็บของชั้นสอง ก็เลยรีบเรียกบุตรสาวแล้วก็เครือญาติๆรวม 6 คนให้รีบหนีออกมาจากบ้านมาได้จวนเจียน มีเพื่อนบ้านกระโจนลงมาจากชั้น 2 ได้รับบาดเจ็บ 1 คน

พื้นฐาน คาดต้นสายปลายเหตุเกิดขึ้นจากไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ดีจะต้องคอยผลตรวจอย่างละเอียดของข้าราชการกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อสรุปมูลเหตุไฟไหม้ที่จริงจริงถัดไป

 

แหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/crime/1721000

ครูหนุ่ม ง้อครูสาวแฟนไม่สำเร็จ ฉ

ครูหนุ่ม รับสารภาพแล้วเป็นผู้ลงมือฆ่าแฟนสาว ซึ่งเป็นครูเช่นเดียวกัน หลังตำรวจพบศพหญิงสาวถูกฆ่าโหดตายคารถเก๋งจอดทิ้งริมทางกลางเมืองสงขลา พบถูกแทงถึง 8 แผล เหตุพยายามตามง้อขอคืนดีแต่ฝ่ายหญิงไม่ยอม เบื้องต้นแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา เมื่อเคลียร์ไม่จบจึงเกิดปัญหาวิวาทตามมา ก่อนฝ่ายชายลงมือแทงด้วยมีด

ความคืบหน้ากรณีพบศพ น.ส.สุนทรีย์ สมุทรรัตน์ อายุ 29 ปี เสียชีวิตอยู่ในรถเก๋งฮอนด้าซิตี้สีดำ หมายเลขทะเบียน กต 5783 กระบี่ ซึ่งถูกจอดทิ้งไว้ริมถนนสายเกาะแต้ว-สามกอง หมู่ 1 ต.เกาะแต้ว อ.เมืองสงขลา โดยถูกแทงพรุนทั้งร่างและใบหน้ารวม 8 แผล เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาเบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว และน่าจะเป็นฝีมือของอดีตแฟนหนุ่มซึ่งเจ้าหน้าที่รู้ตัวแล้ว

ครูหนุ่ม

ครูหนุ่ม ง้อครูสาวแฟนไม่สำเร็จ  แทง 8 แผลดับคาเก๋ง

ล่าสุด วันนี้ 29 พ.ย.62 หลังจากตำรวจ สภ.เมืองสงขลา ได้สอบสวนขยายผลทราบว่า ผู้ตายเป็นครูประจำชั้น ป.1 วิชาภาษาไทย โรงเรียนสมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา ใน ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน

ครูหนุ่ม

ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นอดีตแฟนหนุ่มคือ นายณัฐภัทร สมคิด อายุ 26 ปี ก็เป็นข้าราชครูเช่นกันโดยสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดศาลาหลวงล่าง ที่ อ.ระโนด จ.สงขลา โดยเป็นครูสอนภาษาต่างประเทศชั้นประถมศึกษา

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาญาติได้พามามอบตัวกับตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองสงขลาแล้ว เบื้องต้นมีรายงานว่าให้การรับสารภาพ และตำรวจชุดสืบสวนได้นำตัวไปตรวจค้นบริเวณจุดเกิดเหตุอีกครั้งเพื่อหาอาวุธมีดของกลางที่ใช้ก่อเหตุซึ่ง นายณัฐภัทร บอกว่าทิ้งไว้ในป่าข้างทาง แต่จากการตรวจค้นยังไม่พบ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้พาตัวไปที่บ้านพักเพื่อหาเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ขณะก่อเหตุมาประกอบคดี อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ญาติได้พา นายณัฐภัทร มามอบตัวกับตำรวจ ญาติได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่ให้ถ่ายภาพนายณัฐภัทร โดยอ้างว่าผู้ต้องหาอยู่ในอาการเครียดและป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ครูหนุ่ม

ส่วนแรงจูงใจที่ลงมือฆ่าอดีตแฟนสาวของตัวเองนั้นจากการสอบสวนทราบว่า มาจากความหึงหวงที่พยายามตามง้อขอคืนดีแต่ฝ่ายหญิงไม่ยอม และนัดเคลียร์ปัญหากันแต่บานปลายจนถึงขั้นทะเลาะวิวาท และฝ่ายชายใช้อาวุธมีดแทงจนเสียชีวิต

ครูหนุ่ม

ด้านพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา จะทำการสอบปากคำ นายณัฐภัทร อีกครั้งพร้อมกับเตรียมแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ขณะที่เจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 ได้เข้าเก็บหลักฐานที่รถเก๋งอย่างละเอียดอีกครั้งทั้งลายนิ้วแฝงและวัตถุพยานต่างๆ ภายในรถเพื่อนำไปประกอบคดี ซึ่งขณะนี้รถเก๋งได้ถูกนำมาจอดไว้ที่ สภ.เมืองสงขลา

ลูกชายป่วยทางจิต แอบย่องคว้ามีดพร้าฟันคอแม่ดับ อ้างถูกแม่ดุและใช้บ่อย

ลูกชายป่วยทางจิต พบประวัติเคยก่อเหตุแทงคนจนเสียชีวิต

เกิดเหตุลูกชายวัย 52 ป่วยจิตเวช ใช้มีดพร้าฟันคอแม่วัย 73 เสียชีวิตคาบ้าน พบประวัติเคยก่อเหตุแทงคนจนเสียชีวิต เนื่องจากคิดว่าเป็นคนที่จะมาฆ่าตัวเอง ก่อนจะถูกจำคุกนาน 6 ปี

ลูกชายป่วยทางจิต ถูกแม่ดุและใช้บ่อย คว้ามีดฟันคอแม่ดับ

วันที่ 27 พ.ย. 2562 สภ.เมืองบึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายที่บ้านหลังหนึ่ง บ้านโนนสวาท อ.เมือง จ.บึงกาฬ ผู้เสียชีวิตคือ นางทองลักษณ์ อายุ 73 ปี ถูกของมีคมฟันเข้าที่ต้นคอด้านขวาเป็นแผลฉีกขาดเหวอะตั้งแต่ท้ายทอยใบหูขวายาวไปถึงแก้มขวา ผู้ก่อเหตุคือ นายนิคม อายุ 52 ปี ลูกชายผู้ตายเป็นผู้ป่วยจิตเวช

ลูกชายป่วยทางจิต

ญาติผู้ตาย เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้เป็นแม่ใช้ลูกชายปอกมะพร้าว เพื่อทำขนมขาย เห็นลูกชายเดินไปเดินมาหลายรอบ มีอาการผิดปกติ จึงบอกให้ไปกินยา แล้วผู้เป็นแม่นั่งหันหลังล้างจาน จากนั้นลูกชาย เดินถือมีดพร้าแอบย่องมาด้านหลัง ก่อนจะเงื้อมือที่ถือมีดฟันลงบริเวณคอผู้เป็น จนล้มฟุบลงกองกับพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ลูกชายป่วยทางจิต

ด้านนายนิมคม ลูกชาย หลังก่อเหตุได้หลบหนีออกจากบ้าน แต่ถูกหัวหน้าตู้ยาม ตามจับกุมตัวได้และนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้หมอฉีดยาระงับอาการ นายนิคม กล่าวว่า ถูกแม่ดุและใช้บ่อย จึงโมโหใช้มีดที่ปอกมะพร้าวฟันคอแม่

ลูกชายป่วยทางจิต

พ่อของผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ลูกชายเป็นผู้ป่วยจิตเวชมาหลายปี รักษาตัวมานานแต่อาการก็ไม่หายขาดคุ้มดีคุ้มร้าย กินยารักษาอาการป่วยทางจิตไม่ต่อเนื่อง หลายครั้งมักจะอมยาเอาไว้ พอไม่มีคนเห็นก็แอบคายทิ้ง ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนจนก่อเหตุสลดขึ้น

ลูกชายป่วยทางจิต

เมื่อตรวจสอบประวัติ นายนิคมเมื่อ 10 กว่าปีก่อนได้บวชเป็นพระที่ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ มีหนุ่มลูกศิษย์มากราบลาเจ้าอาวาสวัด คิดว่าเป็นคนจะมาฆ่าตัวเองจึงใช้มีดปลายแหลมแทงด้านหลังจนเสียชีวิต ก่อนจะถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปีมาแล้ว

เปิดกล้อง วงจงรปิด ประกบยิงอดีตข้าราชการ ตร.คาด ” ยิงผิดตัว “

คาด ” ยิงผิดตัว ”

ภาพจากกล้องวงจงรปิดเผยนาที คนร้ายขี่จักรยานยนต์ประกบยิงข้าราชการเกษียณ ตำรวจยังไม่ทิ้งประเด็นใดๆ อาจเป็นการ ยิงผิดตัว

ยิงผิดตัว

เผย ภาพนาที คนร้ายขี่จยย. ประกบยิงข้าราชการเกษียณ  อาจเป็นการ ยิงผิดตัว

27 พ.ย. 62 จากกรณีที่ นายอดิศักดิ์ อายุ 78 ปี ข้าราชการเกษียณสังกัดกรมชลประทาน และเป็นเจ้าของร้านขายสังฆภัณฑ์รายใหญ่ในตัวเมืองชัยนาท ถูกคนร้าย 2 คน ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าท้อง 2 นัด ขณะเดินออกกำลังกายอยู่ในซอยชัยภรณ์ ม.4 ต.บ้านกล้วย อ.เมืองชัยนาท ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบกล้องวรจรปิดอีกครั้ง พบว่าผู้เสียชีวิตใส่ชุดวอร์มสีดำ เดินออกกำลังกายอยู่ กระทั่งผ่านไปประมาณ 2 นาที มีคนร้ายใส่หมวกกันน็อกเต็มใบ ขณะที่คนนั่งซ้อนท้ายใส่หมวกไอ้โม่งไหมพรมคลุมหน้าไว้ แล้วขี่รถจักรยานยนต์ซูซุกิ อากิรา สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตามประกบยิงทันทีแล้วหลบหนีออกไปทางถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 สายบางบัวทอง–ชัยนาท

ขณะที่ พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.ชัยนาท เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ได้พบปลอกกระสุนขนาด .45 จำนวน 2 ปลอก ห่างจากผู้เสียชีวิตประมาณ 4-5 เมตร ยิงระยะประชิด ใช้อาวุธปืน 11 มม. โดยคาดว่าน่าจะยิงจากด้านหน้าเพื่อหวังผล โดยยิงเข้าหน้าท้องและชายโครงด้านซ้าย

สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตนั้น พบว่าผู้เสียชีวิตไม่มีศัตรู มักจะมาออกกำลังตรงที่จุดเกิดเหตุเป็นประจำ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ทิ้งทั้ง 2 ประเด็น คือ เรื่องธุรกิจของบุตร และเรื่องการยิงผิดตัว ที่ ทางลูกชายได้ตั้งข้อสังเกตไว้ และยังคงต้องทำการสืบสวนสอบสวน หาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยในวันนี้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้นำกำลังสืบสวนภาค 1 จะเข้ามาร่วมทำการสืบสวนด้วย

ลูกชาย ฆ่าหั่นศพแม่ ยัดตู้เย็น ป่วยซึมเศร้า

ลูกชาย เรียนวิศวะปี 2 ฆ่าแม่ยัดตู้เย็น

สยองกลางกรุง นักศึกษาหนุ่มปี 2 มหาวิทยาลัยดังป่วยซึมเศร้าใช้มีดแทงแม่ร่างพรุน ก่อนหั่นศพเป็นท่อนๆยัดตู้เย็นใน บ้านย่านท่าข้าม เพื่อนผู้ตายสงสัยติดต่อไม่ได้ ขับรถมาหาที่บ้านพร้อมลูกน้อง เห็นลูกชายอยู่ในบ้าน ถามแม่ไปไหนบอกไม่รู้ แต่พฤติกรรมน่าสงสัยเพราะรถผู้ตายยังจอดอยู่ ประกอบกับรู้มาก่อนลูกชายผู้ตายป่วย ส่วนลูกน้องที่มาด้วยเดินไปเปิดตู้เย็นถึงกับร้องเสียงหลง พบชิ้นส่วนศพแม่ถูกยัดอยู่ข้างใน จังหวะเดียวกันต้องตกใจซ้ำสองเมื่อลูกคนตายชักปืนจ่อขมับยิงตัวตายไปอีกคน ทั้งคู่ ต้องวิ่งขึ้นไปหลบบนชั้นสองตั้งสติ ก่อนโทร.แจ้งตำรวจ

ลูกชาย ฆ่าหั่นศพแม่ คาดป่วยซึมเศร้า

ลูกชาย

เหตุลูกชายป่วยซึมเศร้า ฆ่าแม่หั่นศพสยองยัดตู้เย็นก่อนยิงตัวตายตาม เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พ.ย. ร.ต.อ.นพดล หันภาพ รอง สว. (สอบสวน) สน.ท่าข้าม รับแจ้งมีเหตุฆ่าหั่นศพ ยัดตู้เย็น ภายในบ้านเลขที่ 17 ซอยท่าข้าม 28 แยก 6 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ ผบก.น.9 พ.ต.อ.ธีระ เถระพัฒน์ ผกก.สน.
ท่าข้าม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน แพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ตรวจสอบในตู้เย็นขนาดใหญ่ ความจุ 7.9 คิว ยี่ห้อชาร์ป
ตั้งอยู่ชั้นล่างตรงหัวบันไดทางขึ้นชั้น 2 พบภาพสยองเป็นชิ้นส่วนร่างมนุษย์ถูกฆ่าหั่นศพแยกเป็นชิ้นๆ มีทั้งนำมาแช่ทั้งอวัยวะโดยไม่มีวัสดุห่อหุ้ม บางชิ้นถูกบรรจุใส่ถุงพลาสติกขนาดต่างๆถูกแช่ไว้ในช่องฟรีซชั้น 2 ของตู้เย็นใบดังกล่าว จากการรวบรวมชิ้นส่วนที่ถูกหั่นและพบอยู่ในตู้เย็น มีทั้งหมด 5 ส่วน ประกอบด้วย 1.ศีรษะตั้งแต่ช่วงคอขึ้นไป 2.แขนตั้งแต่ช่วงไหล่ข้างขวา 3.แขนตั้งแต่ช่วงไหล่ข้างซ้าย 4.บริเวณบั้นเอวลงไปจนถึงขาทั้ง 2 ข้าง และ 5.ร่างกายส่วนลำตัวเต็มไปด้วยบาดแผลถูกของมีคมทิ่มแทงทั้งด้านหน้าและด้านหลังนับ 10 แห่ง โดยก้อนเนื้อทรวงอกด้านขวาหายไป นอกจากนี้ ภายในชักโครกห้องน้ำชั้นล่าง ยังพบอวัยวะเครื่องใน
มนุษย์อีกหลายชิ้น เจ้าหน้าที่มอบให้อาสมัครมูลนิธิฯรวบรวมชิ้นส่วนร่างกายและอวัยวะที่
พบในชักโครก ออกมาตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนนำส่งสถาบันนิติเวช รพ.ศิริราช เพื่อชันสูตร
อย่างละเอียดต่อไป

สำหรับร่างผู้ตายที่ถูกฆ่าโหดก่อนถูกหั่นสยองทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.ยุรีย์ เถาวัลย์ อายุ 42 ปีเจ้าของบ้าน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับไฟแนนซ์รถยนต์ ส่วนผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆ่า น.ส.ยุรีย์ เชื่อว่าเป็นลูกชายผู้ตายคือ นายศิระ สมเดช อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวะคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้พยายามใช้ปืน .38 ยิงตัวตายตามด้วยการจ่อยิงที่ขมับขวากระสุนทะลุขมับซ้าย บาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่ง รพ.นครธน ไปก่อนหน้า แพทย์พยายามยื้อชีวิต แต่สุดท้ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ลูกชาย

จากการสอบสวน น.ส.วรนุช วงษ์ชัย อายุ 35 ปี เพื่อนร่วมงานของ น.ส.ยุรีย์ ผู้พบศพให้การด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์สยองที่พบว่า ตนและผู้ตายร่วมกันทำธุรกิจเกี่ยวกับไฟแนนซ์รถยนต์เมื่อคืนที่ผ่านมาตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น. ได้โทรศัพท์หาผู้ตายหลายครั้งเพื่อจะคุยกันเรื่องธุรกิจ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งวันนี้ช่วงบ่ายได้มาหาผู้ตายที่บ้านพร้อมนายบุญชัย ฐิติณรงค์ อายุ 42 ปี ลูกน้อง เห็นรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน 3 กจ 1116 กรุงเทพมหานคร ของ น.ส.ยุรีย์จอดอยู่ เมื่อเข้าไปในบ้านพบนายศิระบุตรชายผู้ตายยังสวมเครื่องแบบนักศึกษา ได้สอบถามหามารดาเจ้าตัวอ้างว่าไม่เห็น

น.ส.วรนุชให้การต่อด้วยน้ำเสียงที่ตกใจไม่หายต่อว่า ขณะพูดคุยกับนายศิระ ซึ่งรู้ประวัติว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และมักมีปากเสียงกับแม่ตัวเองเป็นประจำ สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ประกอบกับกระเป๋าและทรัพย์สินที่ผู้ตายใช้ยังวางอยู่ในบ้านเชื่อว่าน่าจะมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ได้ตะโกนเรียกผู้ตายแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ขณะเดียวกัน นายบุญชัย ลูกน้องที่มาด้วยเดินไปเปิดตู้เย็นถึงกับตกใจร้องสุดเสียงเมื่อพบชิ้นส่วนมนุษย์ยัดอยู่ และต้องตกใจซ้ำสองในจังหวะไล่เลี่ยกัน เมื่อนายศิระที่ยืนอยู่ใกล้ๆหยิบปืนมาจากไหนไม่ทราบจ่อยิงที่ขมับขวาตัวเอง 1 นัดจนหงายหลังล้มลง ตนและลูกน้องต้องรีบวิ่งขึ้นไปหลบบนชั้น 2 พอตั้งสติได้ รีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาตรวจสอบทันที

ขณะที่ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ ผบก.น.9 กล่าวว่า บ้านหลังนี้มีผู้ตายกับบุตรชายอยู่กันแค่ 2 คน มานาน 3 ปี เนื่องจาก น.ส.ยุรีย์กับสามีแยกทางกัน สอบถามญาติๆ ที่เดินทางมาดูศพทราบว่า บุตรชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าต้องรักษาอาการกับแพทย์มาได้ประมาณ 2 …

ไฟไหม้!!! โกดังเก็บฉากละคร-อู่รถยนต์ รถยนต์เสียหาย 8 คัน และจยย. 2 คัน ย่านประเวศ

ไฟไหม้ ย่านประเวศ

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บวัสดุประกอบฉากละครและภาพยนตร์ เขตประเวศ ก่อนลุกลามไปยังอู่ซ่อมรถยนต์ เสียหายรวม 8 คัน จยย.อีก 2 คัน

ย่านประเวศ

เมื่อเวลา 01.46 น. วันนี้ (25 พ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 30 แยก 7 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ก่อนประสานเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงกู้ภัยประเวศและมูลนิธิร่วมกตัญญูกำลังไปที่เกิดเหตุ โดยในที่เกิดเหตุเป็นโกดังเก็บวัสดุและอุปกรณ์ประกอบฉากสำหรับละครและภาพยนตร์ เนื้อที่กว่า 1 ไร่ เพลิงได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากวัสดุที่อยู่ในโกดังไม้อัดซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วก่อนที่จะลุกลามไปติดอู่ซ่อมรถที่อยู่ติดกัน ทำให้ต้องมีการเคลื่อนย้ายรถที่อยู่ภายในอู่กว่า 20 คันออกมาจากที่เกิดเหตุ

โกดังเก็บฉากละคร-อู่รถยนต์ รถยนต์เสียหาย 8 คัน และจยย. 2 คัน ย่านประเวศ

ย่านประเวศ

เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถฉีดน้ำกว่า 10 คัน เพื่อเข้าควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงให้ได้อยู่ในวงจำกัด

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า โกดังซึ่งเป็นที่เก็บอุปกรณ์ประดับฉากเพลิงได้เผาผลาญไปจนหมดทำให้โครงหลังคาซึ่งสร้างด้วยเหล็กทรุดตัวลงมาและมีรถยนต์ที่จอดอยู่ในโกดังได้รับความเสียหายจำนวน 2 คัน

ขณะที่ภายในอู่ซ่อมรถซึ่งเป็นรถที่จอดซ่อมและไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากอู่ได้ถูกเพลิงเผาไหม้ไปรวมทั้งหมด 6 คัน และรถจักรยานยนต์อีก 2 คัน

นายปิยะวัฒน์ เผ่าจินดา เจ้าของอู่ซ่อมรถ เปิดเผยว่า ขณะอยู่ในอู่ซ่อมรถซึ่งอยู่กับภรรยาและลูกชาย ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังทำงานจึงคิดว่าภายในโกดังมีการทำงานอยู่ จนกระทั่งได้ยินเสียงหมาเห่าเป็นเวลานานจึงออกมาดูพบว่าเกิดเพลิงไหม้ภายในโกดังเก็บอุปกรณ์ประกอบฉาก ซึ่งเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วลุกลามเข้ามาภายในอู่ซ่อมรถ ซึ่งมีรถที่จอดรอซ่อมไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อยู่เป็นจำนวนมาก ตนเองและคนงานพยายามที่จะนำรถที่สามารถแล่นได้ออกไปจากอู่ โดยสามารถนำออกไปได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างประสานเจ้าของโกดังเพื่อเจรจาในเรื่องค่าเสียหาย

สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้นั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลอุดมสุข ได้ประสานเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบในที่เกิดเหตุในช่วงเช้าของวันนี้เพื่อหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

บุกแทง นายหน้ารับต่อวีซ่า ชาวจีน ดับคาห้องพัก ย่านห้วยขวาง

ชาวจีน

เกิดเหตุฆาตกรรมชายชาวจีน ที่เป็นนายหน้ารับต่อวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว เบื้องต้นพบเบาะแสชายต้องสงสัย หลบหนีจากจุดเกิดเหตุ ตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุ

นายหน้ารับต่อวีซ่า ชาวจีน ถูกแทงดับคาห้องพัก

ชาวจีน

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.ปกรณ์ สานุสันต์ รองสว.(สอบสวน) สน.สุทธิสาร รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกแทงเสียชีวิตภายในห้องพัก ภายในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จึงประสานแพทย์เวร รพ.รามาธิบดี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุอยู่หลังหอพักดังกล่าว โดยห้องนั้นเปิดเป็นสำนักงานนายหน้ารับทำวีซ่าและหนังสือเดินทาง พบผู้เสียชีวิต ชื่อ นายฟาง ยางเซิน อายุ 54 ปี สัญชาติจีน สภาพศพถูกมีดแทงที่คอและใบหน้ารวม 10 กว่าแผล สวมเสื้อสีดำ กางเกงสีครีม เสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องพักดังกล่าว นอกจากนี้ภายในห้องพบคราบเลือดเปรอะอยู่เต็มไปหมด โดยในห้องน้ำพบมีดพกตกอยู่ในอ่างพร้อมคราบเลือด

จากการสอบสวนพยานให้การว่า ผู้ตายเดินทางมาทำงานอยู่ที่ประเทศไทยมากว่า 20-30 ปีแล้ว โดยทำงานเป็นนายหน้าต่อวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว โดยจะเช่าห้องพักแห่งนี้เดือนละ 8,500 บาท โดยทำงานที่นี่มาได้ 2-3 ปีแล้ว โดยก่อนเกิดเหตุประมาณช่วงเวลา 21.00 น. มีคนมาต่อวีซ่าตามปกติ ซึ่งปกติจะมาเคาะเรียกไม่ได้ ต้องโทรนัดล่วงหน้ามาก่อน และก่อนเกิดเหตุมีคนมาหาตามที่นัด แต่โทรไปผู้ตายไม่เปิดประตูออกมารับพร้อมกับเห็นคราบเลือดอยู่ภายในห้อง จึงโทรศัพท์หาภรรยาผู้ตายพร้อมแจ้งตำรวจทันที

ทั้งนี้ มีพยานเห็นว่าตอนช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. มีคนเห็นผู้ชายตัวสูง ใส่เสื้อสีดำ กางเกงสีน้ำตาลขายาว สะพายเป้ รีบวิ่งออกไป เบื้องต้นตำรวจจะตรวจสอบวงจรปิด เพื่อหาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรต่อไป

คุมตัว ไอ้โมท ทำแผนฯ ก่อนส่งฝากขัง คดีฉุดสาววัย 22 ปี เที่ยงวันนี้

ก่อนส่งฝากขัง  เที่ยงวันนี้

ตร.นครนายก คุมตัว “ไอ้โมท” ผู้ก่อเหตุคดีฉุดสาววัย 22 ปี ที่อ่างเก็บน้ำห้วยมาทำแผนฯ หลังเมื่อวานพลเมืองดีให้เบาะแสจนตามรวบตัวได้ สารภาพทำไปเพราะเมาสุราและโมโหเพื่อนชายของนักศึกษาสาวที่มองหน้าตน

ทำแผนฯ ก่อนส่งฝากขัง  เที่ยงวันนี้

เที่ยงวันนี้

วันที่ 23 พ.ย. 62 พ.ต.อ.กล้าหาญ โชคพิพัฒน์ไพบูลย์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครนายกและชุดสืบ สภ.เมืองนครนายก นำตัวนายปราโมทย์ จิตสงัด มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุบริเวณสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก โดยเบื้องต้นนายปราโมทบอกว่าสาเหตุที่ทำไปเพราะความเมาและโมโหเพื่อนชายของนักศึกษาสาวที่มองหน้า

พ.ต.อ.กล้าหาญ โชคพิพัฒน์ไพบูลย์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครนายก กล่าวว่า วันนี้ได้พาผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ 3-4 จุด ส่วนจุดเกิดเหตุห้องพักที่จังหวัดปราจีนบุรีนั้น นายปราโมทไม่ประสงค์ที่จะพาไปทำแผน จากการให้การและพฤติการณ์ของนายปราโมทนั้น มีความสอดคล้องกับทางที่ผู้เสียหายและพยานที่ให้ปากคำ
เอาไว้ก่อนหน้านี้ ในเรื่องของการทำร้ายร่างกายและการพูดคุย รวมถึงเหตุที่เกิดในพื้นที่จัง
หวัดปราจีนบุรี โดยตอนนี้นายปราโมทมีคดีในครั้งนี้ทั้งหมด 4 ข้อหา โดยหลังจากทำแผนเสร็จ ก็จะทำสำนวนส่งตัวนายปราโมทไปยังศาลจังหวัดนครนายก ก่อนเที่ยงวันนี้

เที่ยงวันนี้

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้รับผลการตรวจร่างกาย จากทางแพทย์โรงพยาบาลนครนายก ที่ผู้เสียหายหญิงวัย 22 ไปตรวจร่างกาย ขณะที่หญิงวัย 22 ปี ยืนยัน ว่าไม่ได้ถูกนายปราโมทกระทำอนาจาร ที่ผ่านมานายปราโมทมีคดีข่มขืน ทำร้ายร่างกาย และล่าสุดก่อนคดีนี้ ก็เป็นคดีฉุดเด็กหญิงวัย 17 ปี ขึ้นรถไปยังต่างจังหวัด ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกับครั้งนี้เช่นกัน และการก่อเหตุในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหานั้น ได้ก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีการมอบตัวและพยายามหลบหนี

ขณะที่ นายปราโมท กล่าวว่า ขณะก่อเหตุนั้นตนเองอยู่ในอาการมึนเมา ได้พาตัวหญิงวัย 22 ปี ไปยังบ้านพักที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อถึงบ้านพักตนเองก็นอนหลับ และเมื่อตนตื่นขึ้นมาก็ไม่พบหญิงวัย 22 ปี ส่วนสาเหตุที่ฉุดหญิงวัย 22 ปี เนื่องจากตนเองโมโหผู้ชายที่มาด้วยกับหญิงวัย 22 ปี เนื่องจากผู้ชายได้มองหน้าตนเอง ตนจึงเกิดความโมโหและขับรถกลับมาจอด และที่พาหญิงวัย 22 ปี ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากจะไปส่งน้องชายที่บ้านเป็นบ้านของน้องชายวัย 15 ปีที่มาด้วย แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรกับหญิงวัย 22 ปี…

หนุ่มแม่สอด สุดเซ็งเจอ กุ้งยัดตะกั่ว วอนหน่วยงานรัฐช่วยจัดการ

กุ้งยัดตะกั่ว วอนหน่วยงานรัฐช่วยจัดการ

เจอ “กุ้งยัดตะกั่ว” หมดอร่อย หมดอารมณ์ย่าง หนุ่มแม่สอดวอนหน่วยงานรัฐช่วยจัดการ แม่ค้านิสัยไม่ดี ยัดตะกั่วเพิ่มน้ำหนัก โกงตาชั่งไม่ซื่อสัตย์กับอาชีพ

มาแล้ว กุ้งยัดตะกั่ว อ.แม่สอด จ.ตาก

กุ้งยัดตะกั่ว

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.62 ที่ผ่านมา นายพิษณุ ระหว่างปี เปิดเผยว่า ตนขอวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปตรวจสอบ ร้านค้าแผงลอยที่จำหน่ายกุ้งสดบริเวณตลาดริมเมย ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก อย่างเร่งด่วน หลังจากที่ตนกับเพื่อนได้เดินทางมาซื้อกุ้งสดที่ร้านค้าดังกล่าว เพื่อนำมาปิ้งย่างกัน

ระหว่างที่กำลังจะนำมากินได้หักหัวออกพบว่ามีอะไรสีดำๆ เทาๆ คาอยู่ จึงหยิบออกมา สุดท้ายพบว่าเป็นตะกั่วยาวประมาณ 1.5 นิ้ว ยัดอยู่ในหัวกุ้งอยู่ถึงกับตกใจ ก่อนหน้านี้ตนเคยได้ยินข่าวว่า มีนักท่องเที่ยวพบตะกั่วในกุ้ง และโกงน้ำหนักมาแล้วหลายครั้ง ไม่นึกว่าจะมาโดนกับตัวเอง

กุ้งยัดตะกั่ว

ทั้งนี้ ตนอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยมาตรวจสอบ ร้านค้าแผงลอย ขายกุ้งปูปลาที่ตลาดริมเมย เพราะหากปล่อยไว้ ก็จะเสียการท่องเที่ยวของจังหวัดตากอีกด้วย เนื่องจากหน้านี้เป็นหน้าท่องเที่ยวมีคนมาจำนวนมากอยู่แล้ว

กุ้งยัดตะกั่ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีนักท่องเที่ยวถูกโกงน้ำหนักในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง จากแม่ค้าแผงลอยชาวพม่าที่ขายกุ้งสดที่ตลาดริมเมย และถูกหน่วยงานฝ่ายไทยตักเตือนมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการหยุดพฤติกรรมขี้โกงน้ำหนัก การปรับแต่งตาชั่งและยัดตะกั่วในหัวกุ้ง ซึ่งทางนักท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นเหยื่อของพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้มาโดยตลอด

สำหรับบรรยากาศตลาดริมเมย ช่วงนี้ค่อนข้างเงียบเหงา แต่ที่สังเกตทางการมีการนำป้ายมาติดเตือนการซื้อกุ้งระวังจะเจอตะกั่ว รวมทั้งแม่ค้าได้นำเครื่องตรวจจับวัตถุมาแขวนไว้เพื่อรับรองกุ้งทุกตัวไร้ตะกั่วเพื่อเรียกความมั่นใจ