ผกก.สกลนคร แงะหลักฐานโต้ ดาว ขำมิน ขับขี่รถเร็ว 111 กิโลเมตร/ ชั่วโมง

ดาว ขำมิน ขับขี่รถเร็ว 111 กิโลเมตร/ ชั่วโมง

ผู้กำกับการเมืองจังหวัดสกลนคร ออกโรงโต้ ดาว ขำมิน หลังตลกหน้าเฉยเดือดจัด จวกตำรวจ กรณีโดนเรียกตรวจขับขี่รถเร็ว ลั่น พี่ไม่จับกระบะคันหน้าล่ะนะครับ มาก่อนผม ระหว่างที่โซเชียลให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พูดจานิ่มนวลแล้ว

จากกรณีโลกโซเชียล มีการเผยแพร่คลิปพร้อมเจาะจงแคปชั่นว่า ดาว ขำมินตลกหน้าเฉย ปะทะ ตำรวจจ.สกลนคร ซึ่งเป็นวีดีโอเหตุการณ์ที่ ดาว ขำมินโต้แย้งณ์กับตำรวจที่ดูแลการจราจรที่

กำลังตั้งด่านตรวจความเร็ว ขณะที่กำลังขับรถยนต์ฮุนได้ H-1 สีดำ ทะเบียน 8 กฒ 1007 กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าเข้าจ.กรุงเทพฯ จนกระทั่งเป็นที่ติชมกันอย่างนานาประการ โดยส่วนมากบอกว่าตำรวจเป็นข้างพูดจานิ่มนวล ไม่ใช้อารมณ์ ในขณะตลกขบขันหน้าเฉย ดาว ขำไม่น

พูดจาด้วยเสียงตะเบ็งเสียง และไม่ยอมฟังผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่พากเพียรชี้แจง ว่าที่ถูกเรียกเพราะเหตุใด เหตุกำเนิดลำดับที่สี่แยกบายพาส ถนนหนทางจ.สกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์ รอบๆกม.ที่ 3 เขตเทศบาลนครจ.สกลนคร เมื่อเวลาสายวันที่ 29 เดือนมกราคมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ดังที่เสนอข่าวสารไปแล้วนั้น

ความก้าวหน้าปัจจุบัน ผู้รายงานข่าวได้โทรศัพท์ไต่ถามไปยัง พันตำรวจเอกกิตเตชิษฐ์ บำรุง ผู้กำกับการสภ.เมืองจังหวัดสกลนคร ซึ่งได้อธิบายว่า ตอนวันที่ 29 มกราคม 2563 ตำรวจจราจร สภ.เมืองจังหวัดสกลนคร ได้รับคำบัญชาจากหัวหน้า ให้ตั้งจุดตรวจที่แยกบายพาสจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการเอาจริงเอาจังระเบียบจราจรเพื่อลดรวมทั้งคุ้มครองปกป้องอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการขับรถยนต์เร็วเกินกว่าที่ข้อบังคับระบุ (ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ ชั่วโมง) เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุแล้วก็อาจจะทำให้มีการสูญเสียต่อชีวิตร่างกายรวมทั้งเงิน ด้วยความหวังดีในชีวิตแล้วก็เงินและไม่ต้องการให้กำเนิดการสิ้นไปของพ่อแม่พี่น้อง ก็เลยได้ตรวจความเร็วของรถยนต์

แล้วหลังจากนั้นตามวันในตอนที่เกิดเหตุ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจรขณะใช้กล้องถ่ายรูปตรวจความเร็วรถยนต์อยู่ ได้ประสบพบเห็นรถยนต์แบรนด์ HYUNDAI H-1 สีดำ ทะเบียน 8กฒ – 1007 จังหวัดกรุงเทพมหานคร ขับมาด้วยความเร็ว 111 กิโลเมตร/ ชั่วโมง ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจรผู้กระทำการตรวจจับความเร็วรถยนต์คันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เลยได้แจ้งให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ประจำจุดตรวจได้รับรู้

เมื่อรถยนต์คันดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาถึงจุดตรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจรก็เลยได้ส่งสัญญาณให้คนขับรถยนต์คันดังที่กล่าวมาแล้วชลอความเร็วรถยนต์ลง และก็ได้ให้ขับขี่รถไปติดขอบทางซ้ายของถนนหนทาง รวมทั้งขอสำรวจมองใบขับขี่รถยนต์ แล้วก็แจ้งให้คนขับขี่รถยนต์คันดังที่กล่าวถึงมาแล้วได้รับรู้ว่า ขับขี่รถเร็วเกินกว่าที่ข้อบังคับระบุ แม้กระนั้นคนขับรถยนต์คันดังที่กล่าวถึงแล้วไม่ยินยอมส่งใบขับขี่ให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จราจร รวมทั้งแจ้งกับข้าราชการว่ามิได้ขับขี่รถเร็ว แล้วข้าราชการก็เลยได้แจ้งให้คนขับรู้ดีว่ามีหลักฐานจากกล้องถ่ายรูปตรวจค้นความเร็ว แล้วก็ได้ปฏิบัติถูกกฎหมาย ตำรวจจราจรก็เลยได้ทำงานผลิใบสั่งให้คนขับขี่รถยนต์คันดังที่กล่าวผ่านมาแล้วในข้อกล่าวหา ขับขี่รถเร็วเกินกว่าที่ข้อบังคับระบุ , ไม่แสดงใบขับขี่เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ (ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่) คนขับขี่รถยนต์คันดังที่กล่าวถึงแล้วก็ได้รับใบสั่งจากตำรวจจราจรและไม่ได้มีการเทียบปรับอะไร.…

ยิงดับหนุ่มเมืองคอน เหยื่อกำลังช่วยภรรยาตากที่นอน มือสังหารทำทีถามทาง

ยิง ดับหนุ่มเมืองคอน

อุกอาจ ฆาตกรระดมยิง 4 นัด ดับหนุ่มเมืองคอน วัย 32 ปี ขณะกำลังช่วยเมียตากและก็ซ่อมที่นอน เปิดเผยมือสังหารทำทีมาถาม รู้จักบ้านแฟรงค์มั้ย

นักข่าวกล่าวว่าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 มกราคม63 พันตำรวจโทภูเบศ ทองเหี่ยง สว.(สืบสวน) สภ.ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับบอกเหตุยิงกันตาย รอบๆที่บัานเลขที่ 19/4 มัธยม9 ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ ก็เลยรีบไปพิจารณาพร้อม พันตำรวจเอกสุทธิ นิติอัครพงศ์ ผู้กำกับการสภ.ดอนสัก แพทย์เวร โรงพยาบาลดอนสัก ข้าราชการชุดสืบสวน ข้าราชการพิสูจน์หลักฐาน 8

จุดเกิดเหตุ เจอศพนายสิทธิชัย ประดิษฐแก้ว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 กลุ่ม 1 ตำบลนพพิตำ อำเภอนพพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช นอนเสียชีวิตอยู่รอบๆข้างบัาน ในภาวะนอนตะแคงทางซ้าย ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงที่มีขาสั้นสีแดง จากการพิสูจน์พื้นฐาน เจอรอยแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่เคยทราบขนาด ปริมาณ 4 นัดหมาย เข้าที่เข้าทางรอบๆเหนือหูขวา 2 นัดหมาย รอบๆบั้นท้ายทางด้านขวา ปริมาณ 1 นัดหมาย รอบๆนิ้วกลางมือขวา ปริมาณ 1 นัดหมาย ที่ข้างศพยังเจอหัวกระสุนตกอยู่ 1 หัว แล้วก็อาวุธมีดมีดโต้ อีกปริมาณ 1 เล่ม ข้าราชการก็เลยเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนาง เอ (นามสมมุติ) เมียผู้เสียชีวิต ทราบดีว่า ช่วงเวลาที่คนเสียชีวิตรวมทั้งตัวเองได้ออกมาตากแล้วก็ซ่อมบำรุงที่พักผ่อนรอบๆข้างบ้านข้างหลังจุดเกิดเหตุ

ได้มีผู้ร้ายเป็นชาย 1 คนขับรถมอเตอร์ไซค์ แบรนด์ยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีดำ แดง ไม่เคยรู้เลขทะเบียน สวมเสี้อแขนยาวสีดำ นุ่งกางเกงที่มีสีดำเหมือนลายพลางทหาร ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำ ตะพายกระเป๋าเป้สีดำลักษณะสะพายแล่ง หยุดรถยนต์ลงมาถามคนตายว่า “รู้จักบ้านแฟรงค์มั้ย” คนตายก็เลยตอบไปว่า “ไม่เคยทราบ” ต่อจากนั้นผู้ร้ายได้ล้วงอาวุธปืนไม่รู้จักขนาด จากกระเป๋าเป้ที่สะพายแล่งมายิงใส่ไปที่ผู้เสียชีวิตปริมาณ 4 นัดหมาย จนถึงล้มลงเสียชีวิต ก่อนรีบขี่มอเตอร์ไซค์แอบหนีไปทางถนนหนทางสายบ่อโค มุ่งหน้าไปทาง อำเภอขนอน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ส่วนต้นสายปลายเหตุเบื้อนต้นข้าราชการคาดว่ามาจากการขัดกันส่วนตัว แม้กระนั้นยังไม่ตัดประเด็นอื่น รวมทั้งจะได้เชิญชวนตัวเมีย คนเสียชีวิตไปสอบสวนอย่างประณีตอีกรอบ และก็ได้ให้ข้าราชการลงพื้นที่รีบติดตามตัวมาดำเนินคดีถัดไป.…

ประชาชนขอนแก่นตั้งนามแฝง แก๊งพระพญานาค คลุมเหลืองนอนป่า บิณฑบาตเพียงแค่ปัจจัย

แก๊งพระพญานาค คลุมเหลืองนอนป่า

คืบหน้าเจอศพพระตายตรงกันข้าม บริษัท ขนส่ง จำกัดขอนแก่นแห่งที่ 3 ราษฎรเปิดเผยมีกลุ่มพระที่ตั้งสมญานามว่า แก๊งพระพญานาค บิณฑบาตเฉพาะต้นเหตุ ซื้อเครื่องดื่มเสริมพลังงาน นอนในป่าไม่มีวัด ข้างหลังเกิดเหตุหายหมด ตำรวจรีบสืบ

กรณีเจอศพพระวินัย หรือ หลวงตาแหล่ ไม่เคยรู้ชื่อสกุล อายุ 50 ปี ตาย อยู่ที่โคนเสาไฟแรงสูงข้างนา ตรงกันข้าม บริษัท ขนส่ง จำกัดขอนแก่นแห่งที่ 3 พื้นที่บ้านกุดกว้าง กลุ่ม 12 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ตอนวันที่ 27 ม.ค. ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมานั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 มกราคม2563 นักข่าวลงพื้นที่เสวนากับฝูงคนขับวินมอเตอร์ไซค์และก็รถตุ๊กๆที่เข้าวินรับส่งผู้โดยสารด้านใน บริษัท ขนส่ง จำกัดแห่งที่ 3 ขอนแก่น ข้างทางหลีกเลี่ยงเมือง ตรงกันข้ามกับป่าแล้วก็ท้องนา พื้นที่ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จุดที่เจอศพพระระเบียบ

นายอุทัย ทองคำดี อายุ 50 ปี ราษฎรสามเหลี่ยม ตำบลในเมือง อำเภอมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้ครอบครองรถตุ๊กๆที่มาเข้าวินรับส่งผู้โดยสารที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด3 ว่า มองเห็นกรุ๊ปสงฆ์ 3-5 รูป เดินข้ามถนนมาจากฝั่งที่เป็นป่า ตรงกันข้าม บริษัท ขนส่ง จำกัด มาสัญจรบิณฑบาต ซึ่งโดยมากจะไม่รับข้าว ของกินรวมทั้งข้าวของที่ญาติโยมมอบให้ แต่ว่าจะขอเป็นต้นเหตุแทน เมื่อได้เงินมาและก็จะว่าจ้างราษฎรทีละ 20-30 บาท ให้ไปซื้อเครื่องดื่มสมุนไพรบำรุงกำลัง ทีละ 4-5 ขวด เมื่อได้และก็จะพากันเดินกลับเข้าป่า

“เหล่านี้เป็นคนนุ่งเหลืองคลุมเหลือง แต่งตัวราวกับภิกษุเดินผ่านไปผ่านโกรธหว่าง บริษัท ขนส่ง จำกัดกับป่าที่อยู่ตรงกันข้ามมานานแล้ว เพียงพอถามคำถามว่าเป็นพระใช่หรือไม่ก็จะออกอาการไม่สบอารมณ์แล้วก็พูดจาไม่ดี ก็เลยไม่ต้องการคุยด้วย ทั้งมีความคิดว่าถ้าหากเป็นสงฆ์จริง คงจะไม่ดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังชนิดนี้ เพราะเหตุว่าถ้าเกิดดื่มเกิน 2 ขวดจะมีลักษณะอาการเมา ไม่ต่างอะไรกับการเมาสุรา แต่ว่าที่มองเห็นรวมทั้งชินตาเป็น เมื่อบิณฑบาตได้สาเหตุแล้ว

ซื้อเครื่องดื่มสมุนไพรบำรุงกำลัง มาดื่มรับประทาน จนถึงมีลักษณะอาการเมา ประชาชนรวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าใน บริษัท ขนส่ง จำกัดก็เลยพากันเรียก “กลุ่มพระพญานาค” เนื่องจากว่าเมื่อใดก็ตามเดินออกมาจากป่ามาที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด จึงควรซื้อเครื่องดื่มประเภทนี้กลับเข้าป่าไปด้วย”

นายอุทัย กล่าวอีกว่า ก่อนที่จะมีข่าวสารพระถูกฆ่าในป่า จะมองเห็นพระเดินผ่านไปผ่านมาทุกวี่ทุกวัน แม้กระนั้นภายหลังจากมีข่าวสารออกมา พระหายไปหมด มองไม่เห็นเดินข้ามฝั่งมาอีกเลย ส่วนต้นสายปลายเหตุที่พระถูกฆาตกรรมนั้น ไม่เคยรู้ว่ามาจากเหตุผลใด เพราะเหตุว่าก่อนหน้าที่ผ่านมาก็มองเห็นเดินรวมกลุ่ม 3-5 รูป ตามหลังกันไปด้วยดี

นอกนั้น ผู้ขับวินในรอบๆ บริษัท ขนส่ง จำกัดยังให้ข้อมูลอีกว่า พระภิกษุที่เตร็ดเตร่บิณฑบาตที่บริษัท ขนส่ง จำกัดและก็หมู่บ้านใกล้เคียงนั้น มีอีกทั้งพระจริง พระเลียนแบบรวมทั้งพระเขมร รวมกลุ่มสุมหัวกันในป่า ดื่มสุรา ดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แล้วก็ประกอบอาหารกินกันราวกับราษฎรทั่วๆไป ซึ่งรู้ว่า ก่อนหน้าที่ผ่านมาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มากมายวาดล้างพระมั่วไปแล้ว แม้กระนั้นก็ยังมีการสุมหัวกัน จนกระทั่งเกิดเหตุพระถูกฆาตกรรม บางทีอาจเป็นได้ว่า เมาเครื่องดื่มสมุนไพรดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้วกำเนิดทะเลาะจนถึงฆ่ากันตายก็เป็นไปได้

ในเวลาเดียวกันมีเค้าเงื่อนจากชุดสอบปากคำว่า จากการพิจารณาพระชื่อระเบียบ บรรพชาที่วัดสุการาม ตำบลหน้าผาขาว อำเภอหน้าผาขาว จังหวัดเลย นั้น ในพื้นฐาน พบว่าพระที่บรรพชาใน

วัดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มีชื่อระเบียบ ที่ไม่เคยรู้ชื่อสกุล ทั้งหมดทั้งปวง 4 รูป โดยในปี 2556 มีคนชื่อระเบียบ ไม่เคยรู้ชื่อสกุล มาบวชที่วัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วด้วยเหมือนกัน ในตอนนี้ คงจะ

แก่โดยประมาณ 50 ปี ซึ่งพระระเบียบที่บรรพชาในปี 2556 นั้น เป็นชาวตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์โดย พันตำรวจเอกนพเก้า เบิกบานรอง ผบกรัมภ.จว.ขอนแก่น จะเรียกสัมมนาชุดสอบสวน ภายหลังจากลงพื้นที่ตามจุดต่างๆที่เกี่ยวพันกับพระที่ตาย รวมทั้งกรุ๊ปที่เป็นผู้ต้องสงสัย ในช่วงเวลาบ่ายวันนี้ เพื่อสรุปการทำงานในรูปภาพรวมรวมทั้งความก้าวหน้าทั้งปวง.…

ควบคุมตัวทำแผน พ่อเฒ่าโหด ฆ่าเพื่อนพ้องในวงสุรา ยอมรับสารภาพฉุนเงินหาย 20 บาท

ควบคุมตัวทำแผน พ่อเฒ่าโหด ฆ่าเพื่อนพ้องในวงสุรา

ตำรวจ สภ.ควนขนุน ควบคุมตัว พ่อเฒ่าโหด วัย 74 ปี ตีชายหนุ่มก่อสร้างวัย 48 ปี ก่อนลากศพทิ้งลำคลองหวังปิดบังคดี เปิดเผยปัจจัยฆ่าเพราะเหตุว่าฉุนเงินหาย 20 บาท

จากกรณีตำรวจ สภ.ควนขนุน ได้รับแจ้งมีคนถูกทำร้ายจนถึงเสียชีวิตก่อนลากศพทิ้งลงลำคลองหนักกุน มัธยม7 ตำบลตาลโตนดกุด อำเภอควนขนุน จังหวัดจังหวัดพัทลุง ถัดมารู้ว่าคนตายเป็น นายศกานต์ ชุมไชยโย อายุ 48 ปี ซึ่งถูก นายเปรม อายุ 74 ปี ซึ่งชอบรวมกลุ่มกินเหล้าขาวร่วมกันลงมือกระทำร้ายกระทั่งเสียชีวิตก่อนลากศพทิ้งลงลำคลองหนักกุน เมื่อเวลาราว 20.30 น. ของวันที่ 26 มกราคม63 ดังที่ได้รายงานไปแล้วนั้น

ปัจจุบัน เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 27 เดือนมกราคม63 นักข่าวรายงานความก้าวหน้าว่า พลตำรวจตรีกฤษฎา แก้วจันดี ผบกรัมภ.จว.จังหวัดพัทลุง พร้อมกับ พันตำรวจโทแสนชัย เกษรินร์ รอง ผู้กำกับการ(ส)ฯ พันตำรวจเอกสุมิตร ศรีนวล นายตำรวจที่เกี่ยวโยง ได้ลงพื้นที่ตรวจทาน

สถานที่เกิดเหตุอีกทีหนึ่ง เนื่องจากว่าคดีดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นที่พอใจของพสกนิกร และทำแผนประกอบคำสารภาพ ซึ่งนายเปรม คนก่อเหตุได้เปิดเผยมูลเหตุที่จำเป็นต้องฆ่า นายศกานต์ เนื่องจากว่าโกรธที่คนตายลักขโมยเงิน 20 บาทของตนเองไปถึงแม้ว่าคนตายกับตนนั่งกินเหล้ากันมาตลอด.

 

แหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/society/1757288

ฟ้องยกกลุ่ม 9 คน แชร์แม่มณี ฉ้อโกงประชาชน เสียหาย 1.3 พันล้าน

ฟ้องยกกลุ่ม 9 คน แชร์แม่มณี

ฟ้องแล้ว แชร์แม่มณี ยกกลุ่ม 9 คนอีกทั้ง เดียร์ สามีเดียร์ แม่เดียร์ เจาะจงลวงเหยื่อกว่า 2,500 รายต้มลงทุน ทดแทนสูง เสียหายกว่า 1,300 ล้านเบิกตัวสอบข้อเท็จจริง ยามเช้า 27 เดือนมกราคมนี้

ได้เวลาวันตรุษจีนฟ้องยกกลุ่ม “แชร์แม่มณี” เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 เดือนมกราคม ที่ศาลอาญา บุคลากรอัยการนำสำนวนมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 1 นางสาววันทนีย์ ทิพย์ประเวช หรือเดียร์ผู้ครอบครองวงแชร์ “แม่มณี” 2. นายเมธี หรือบอส ชิที่ภา 3. นายปิยะ หรือกระเป๋า คีรีกาญจน์กุล 4.น.ส.พรสวรรค์ หรือฝ้าย ภูอินอ้อย 5. นางสาวธวัลรัตน์ ทิพย์ประเวช(คุณแม่ นางสาววันทนีย์) 6.นางสาววิไลวรรณ หรือมิ้น หงษ์ประชากรทรัพย์สิน 7. นางสาวนิตยา หรือโบว์ พินนอก 8.นายบริเจริญ เข็มรัตน์ แล้วก็ 9.นายปิยะเศรษฐ์ ธิโสภา ด้วยกันเป็นเชลยที่ 1-9 ในข้อผิดพลาดฐานด้วยกันกู้ยืมที่เป็นการฉ้อฉลพลเมือง(โดยชอบด้วยกฎหมายพิเศษ) ด้วยกันคดโกงพลเมือง(ตามเปรียญอาญา) รวมทั้งด้วยกันนำเข้ามูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์

คดีนี้ อัยการฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-30 ตุลาคม62 เชลยที่ 1, 4 ได้โพสต์เฟซบุ๊กประกาศให้พสกนิกรทั่วๆไปมาร่วมอโกงเงินหรือร่วมลงทุนกับเชลยที่ 1, 4 กับพวก โดยจะเห็นผลทดแทนมากยิ่งกว่าธรรมดาเป็นพิเศษ ซึ่งมีแผนตลาดหรือแบบอย่างการลงทุนแบ่งออกเป็น

วงแชร์ปริมาณการลงทุนวงละ 1,000 บาท จะได้รับผลตอบแทน 930 บาท ต่อหนึ่งวง เมื่อถึงกำหนด 1 เดือน นับจากวันที่ลงทุนหรือวันที่ฝากเงินมายังบัญชีที่พวกเชลยแจ้ง โดยผู้ร่วมลงทุนจะได้รับเงินที่ลงทุนพร้อมผลตอบแทนกลับไปปริมาณวงแชร์ละ 1,930 บาท

ถัดมา เชลยที่ 1, 4 กับพวก ได้กลายเป็นการลงทุนระยะสั้นดังต่อไปนี้ โดยลงทุน 400 บาท ได้รับผลตอบแทน 100 บาท เมื่อถึงกำหนด 7 วัน โดยจะได้รับคืนเป็นเงิน 500 บาท, ลงทุน 400 บาท

ได้รับผลตอบแทน 150 บาท เมื่อถึงกำหนด 12 วัน จะได้รับคืนเป็นเงิน 500 บาท, ฯลฯ ข้อเท็จจริงแล้วเชลยที่ 1, 4 กับพวก มิได้จัดให้มีการออมเงินหรือร่วมลงทุนโดยได้รับผลตอบแทนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วอะไร เพียงเป็นเล่ห์เหลี่ยมหลอกผู้เสียหายรวม 2,533 ราย

คราวหลังเชลยที่ 1, 4 ได้ด้วยกันทำผิดแล้ว เชลยอีกทั้ง 9 คน ได้ยโสโอหังด้วยกันคดโกงฉ้อโกงพลเมืองให้ร่วมลงทุนกับเชลยทั้งหมดทั้งปวง จะสำเร็จทดแทนมากยิ่งกว่าธรรมดาเป็น

พิเศษดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยวางแผนวางแผนตลาดต่างๆบ่อยมาก อ้างถึงว่า จะจ่ายผลตอบแทนทดแทนให้แก่ผู้ลงทุนสูงยิ่งกว่าดอกสูงสุดที่สถาบันการเงินจะควรจะจ่ายได้ ตั้งแต่

อัตราร้อยละ 1,116-3,040.45 ต่อปี ฯลฯ กับรู้อยู่แล้วว่าตนไม่สามารถที่จะประกอบกิจการอะไรก็แล้วแต่ได้จริงจากที่ประกาศลวง แล้วก็ความประพฤติอื่นๆทำให้ผู้เสียหายเชื่อ รวมเสียหายทั้งปวง 1,376,215,359 บาท ขอให้ศาลลงทัณฑ์สถานที่หนัก

วันเดียวกันมีพี่น้องเชลยที่ 5,8 รวมทั้ง 9 มายื่นขอประกันตัว ศาลพินิจพิเคราะห์แล้ว ไม่อนุญาต และก็ให้เบิกตัวพวกเชลยทั้งผองจากคุก มาสอบคำพูดให้การในวันที่ 27 เดือนมกราคม63 นี้เวลา 09.00 น.…

เปิดเผย ผอ กอล์ฟ สารภาพวิบากกรรมที่ก่อ บิดา แม่ ภรรยารุดยอดเยี่ยมในเรือนจำ

ผู้บังคับบัญชาคุกพิเศษฯ เปิดเผยให้นักจิตวิทยาทำแบบประเมินความเป็นผู้ร้าย ผอ กอล์ฟ เพื่อจัดแยกกรุ๊ปเข้าเกณฑ์ผู้ต้องขังชั้นเลวหรือเดียรัจฉานไหม เจ้าตัวสารภาพกรรมที่ก่อ แม้กระนั้นเป็นห่วงจะโดนผู้ต้องขังร่วมกันแอบมาต่อย

เปิดเผย ผอ กอล์ฟ สารภาพวิบากกรรมที่ก่อ

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 24 เดือนมกราคม นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บังคับบัญชาคุกพิเศษจังหวัดกรุงเทพมหานคร เปิดว่า วันนี้ได้เข้าไปตรวจตรารวมทั้งสนทนากับ นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ ผอ กอล์ฟ ผู้ต้องหาคดีปล้นทองจังหวัดลพบุรี ในคุก เพื่อเสนอแนะการใช้ชีวิตด้านใน

พื้นฐาน นายประสิทธิชัย เริ่มมีการปรับพฤติกรรมกับชีวิตในคุกได้บ้างแล้ว และก็ทานอาหารในคุกได้ โดยเจ้าตัวพูดว่า เห็นด้วยผมบาปที่ก่อขึ้น นอกจากนี้ นายประสิทธิชัย ห่วงเรื่องอารมณ์ร่วมของผู้ต้องขังรายอื่นๆที่บางทีอาจลอบแอบต่อยตอนเผลอ แม้กระนั้นทางข้าราชการได้แยกไปไว้ห้อง 11 ห้องคนสูงอายุ ดินแดนแรกรับสำหรับผู้ต้องขังใหม่ มีนักโทษชั้นเยี่ยม 2 ราย รอเป็นคนดูแลดูแลไม่ให้กำเนิดอะไรขึ้น

นอกนั้น เมื่อเวลาเช้าได้รับแถลงการณ์ว่า มีพ่อ แม่ และก็เมียเข้ามายอดเยี่ยม ผู้อำนวยการกอล์ฟ โดยมีการจับจ่ายซื้อของจากร้านสวัสดิการผู้ต้องขังมาฝาก อาจทำให้ภาวะจิตใจดียิ่งขึ้น

ส่วนระดับความตึงเครียด เจ้าตัวไม่มีอาการเครียดมากมาย โดยให้นักจิตวิทยาของคุกประเมินภาวะจิตใจวันแล้ววันเล่า ซึ่งนักจิตวิทยายังให้ทำแบบสำรวจ Criminal minds หรือแบบสำรวจประเมินภาวะจิตใจความเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เพื่อมองจัดหมู่จำพวก Watch list หรือ กรุ๊ปที่เฝ้าจับตาพิเศษ กับจัดหมู่ว่าเป็นผู้ต้องขังชนิดไหน ชั้นเลว หรือชั้นเดียรัจฉานไหม ตามขั้นตอนการคัดเลือกกรอง ส่วนการพินิจพิเคราะห์ย้ายไปอยู่ดินแดนอื่นภายหลังจากนี้ ยังตอบมิได้ จำเป็นต้องตรึกตรองวันต่อวัน นายกฤช กล่าว

 

แหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/crime/1755216

โจรหมวกนิรภัย ควงปืนบุกเดี่ยวจี้ชิงทรัพย์สาวร้านขายยา ปัดกวาด 2.5 หมื่น

เหี้ยมหาญ ผู้ร้ายใส่หมวกกันน็อกบุกคนเดียว จี้ชิงทรัพย์ร้านขายยา ศศิกาญจน์ฟาร์มาซี ในพื้นที่ อำเภอกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ใช้อาวุธปืนข่มขู่บุคลากรสาว ปัดกวาด 2.5 หมื่น แว้น จักรยานยนต์หนี ตำรวจไล่ล่า

จี้ชิงทรัพย์ร้านขายยา ปัดกวาด 2.5 หมื่น

นางสาวลลิตา ชินวุฒิ พนักงานที่ทำหน้าที่ด้านการขายยาประจำร้านค้าฯ เล่าว่า ผู้ร้ายเป็นชายรูปร่างซูบผอม ความสูงราว 165 ซม. ผิวดำ บอกไทยแจ่มแจ้ง ขี่รถมอเตอร์ไซค์สีขาว ลักษณะที่คล้ายรถยนต์รุ่นสกู๊ปปี้ไอ เลขทะเบียนเพียงพอนึกออก 5331 ไม่เคยรู้หมวดอักษร มาหยุดหน้าร้านค้า ต่อจากนั้นก็เดินเข้ามาในร้านค้าทั้งๆที่ยังใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบ รวมทั้งเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าตัวเองที่นั่งอยู่ตรงเครื่องคิดเงิน พร้อมทั้งส่งกระดาษแผ่นเล็กๆให้ 1 ใบ ซึ่งตอนแรกตนนึกว่าเป็นใบสั่งยาแต่ว่าก็ไม่มีอะไร รวมทั้งได้ยินเสียงฆาตกรกล่าวว่า “เปิดเก๊ะเอาเงินมาให้หมด กับโยนถุงผ้ามาให้ 1 ใบ ซึ่งพอเพียงตัวเองแหงนขึ้นมา ผู้ร้ายก็ถือเอาปืนที่อยู่ในกระเป๋าสำหรับสะพายสีน้ำตาลขึ้นมา แล้วถามเพราะว่ามีคนไหนอยู่ด้านในหรือเปล่า ตนก็เลยบอกไปว่าไม่มีผู้ใด ทางฆาตกรก็เลยรีบสั่งให้เอาเงินใส่อย่างรวดเร็ว พอใช้ได้เงินและวิ่งหนีไปขึ้นรถรถมอเตอร์ไซค์ขี่หลบซ่อนไป ซึ่งตัวเองนั้นด้วยความตกอกตกใจกลัวก็เลยนั่งอยู่ที่เดิมโดยประมาณ 30 วินาที ก่อนจะยืนขึ้นวิ่งไปบอกข้างร้านค้าที่เป็นร้านค้าขายน้ำกินให้ช่วยมองกล้องวงจรปิดครั้ง แม้กระนั้นมองผ่านมือถือมิได้ ก็เลยพากันไปที่ร้านค้าสบายซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อจะขอดูกล้องถ่ายรูป แม้กระนั้นก็มองไม่เห็นผู้ร้าย

ส่วนสินทรัพย์ที่ผู้ร้ายได้ไป เป็นเงินที่ได้จากวิธีขายยา 3-4 วันที่ผ่านมา ราว 25,000 บาท รวมทั้งยังมีกระเป๋าธนบัตรของตัวเองอีก 1 ใบแต่ว่ามีเงินไม่เท่าไรนัก โดยในส่วนตัวนั้นมั่นใจว่าผู้ร้ายคงจะเลือกเหยื่อที่เป็นสตรีและก็อยู่ที่ร้านค้าผู้เดียว เนื่องจากก่อนหน้าที่ผ่านมาตัวเองก็ไม่เคยมองเห็นผู้ที่มีลักษณะคล้ายกับผู้ร้ายเข้ามาในร้านค้าเลย

ด้านผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ชุดสืบสาว ข้างหลังเกิดเหตุได้กระจัดกระจายกำลังกันลงพื้นที่ติดตามจากกล้องวงจรปิดบนถนนหนทางสายเลาะลำคลองแคราย ซึ่งก็ทำให้พบว่า ก่อนที่จะฆาตกรรายดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะเข้ามาจี๋จารกรรมที่ร้านขายยานั้น ได้แวะเข้าไปที่ร้านขายของร้านโชห่วยร้านค้าหนึ่งก่อน ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีเจ้าของร้านค้าที่เป็นสตรีกำลังขายสินค้าอยู่หน้าร้านค้าตามลำพัง พร้อมทั้งลูกอ่อน โดยเมื่อผู้ร้ายเข้ามาแล้วทำทีเป็นเสวนากับเถ้าแก่ แต่ว่าคุยไม่ค่อยจะเข้าใจ จับใจความได้เพียงแค่ว่า จะสั่งสุราน้ำโซดา 2 ลัง เพื่อไปจัดเลี้ยงโต๊ะจีนแค่นั้น ซึ่งทางเถ้าแก่ก็พูดว่าไม่มี แต่ว่าให้เบอร์โทรศัพท์ไปเพื่อติดต่อกับร้านค้าขายรายใหญ่ แล้วก็เป็นตอนจังหวะพอดิบพอดีกับที่มีคนเดินเข้ามาจับจ่ายซื้อของในร้านค้า ก็เลยทำให้ผู้ร้ายกลับออกไปไม่ทันได้ก่อเหตุ ดังนี้ทางตำรวจก็จะได้ติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้อย่างเร็วที่สุด.

 

แหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/crime/1753135

พระมรณภาพกระดูกหักทั่วร่าง กู้ภัยขึ้นบันได 230 ขั้นไปเก็บศพ ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์

ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ (19 มกราคม63) เมื่อเวลา 20.00 น. พนักงานสอบสวนเวร สภ.พระพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งข้าราชการหน่วยกู้ภัยประชากรพร้อมใจ เดินทางเข้าไปในถ้ำเขาขุนพนม ข้างในวัดเขาขุนพนม ซึ่งเป็นวัดโบราณแล้วก็สถานที่ปฏิบัติธรรมมีชื่อในตำบลบ้านเกาะ อำเภอพระพรหมคีรี ภายหลังรับแจ้งว่าพระสงฆ์ตกจากที่สูงในถ้ำสถานที่ปฏิบัติจนกระทั่งแก่ตาย

ในจุดเกิดเหตุข้าราชการต้องเดินเท้าขึ้นบันไดไปกว่า 230 ขั้น และก็ต้องไต่ลึกลงไปในถ้ำที่มีระดับความสูงลดหลั่นไปอีกกว่า 50 เมตร เจอศพพระภิกษุสงฆ์รู้ชื่อเป็น พระประเสริฐตระกูล อายุ 30 ปี ตายอยู่บนพื้นถ้ำในภาวะกระดูกหักอีกทั้งร่าง ข้างในอังสะเจอไฟฉายยังเปิดสวิทฉายแสงสว่างอยู่ รวมทั้งเจอร่องรอยชนพื้นถ้ำอย่างชัดเจน โดยจุดตกก่อนจะมากมายระแทกพื้นมากถึง 48 เมตร

ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ ศพพระภิกษุสงฆ์ตกช่องเหวลึก

ข้าราชการเก็บรวบรวมข้อมูลได้การว่าพระภัทรพงศ์พันธุ์ เป็นพระจากวัดในเมืองนครศรีธรรมราช ได้เดินทางมาเจริญภาวนาในถ้ำวัดเขาขุนพนม ซึ่งเป็นถ้ำที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุสำคัญหลายประการ รวมทั้งขึ้นชื่อเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพยกย่องของชาวนครศรีธรรมราช มีพระภิกษุแล้วก็ผู้ปฏิบัติเข้าไปนั่งวิปัสนาเสมอ

ก่อนเกิดเหตุน่าเชื่อว่าพระดีวงศ์วานบางทีอาจเดินตรวจสอบพื้นที่แล้วไปพลาดตกช่องเหวลึกระหว่างเพิงหินทำให้ร่างตกลงมากมายระแทกกับพื้นดินข้างล่างที่ลึกลงไปถึง 48 เมตร ถึงแก่กรรมโดยทันทีต่อจากนั้นมีคนที่เจริญภาวนารายอื่นได้ยินเสียงก็เลยมาดูพบว่าพระงามเหล่ากอตายก็เลยแจ้งข้าราชการเข้ากระทำการสอบปากคำและก็ตรวจตราจุดเกิดเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น…

หลงเชื่อถือกว่า 4 แสน หลอกเงินญาติโยม ตามจับพระหนีหนี้จีวรปลิว

หลอกเงินญาติโยม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมตัว กองกำกับการ 1 กองสั่งงานกำจัด นำโดยว่าที่ พันตำรวจตรีปรัชญ์ แม้อำนาจวาสนา สว.กิโลกรัม1 บก.เปรียญพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่รัฐตำรวจ ชุดปฎิบัติการ 4กองกำกับการ 1 กองกำกับการทำลายล้าง ได้ด้วยกันจับกุมตัวนายบรรเทิง (รักษาชื่อสกุล) หรือ พระบรรเทิง ชยธมโม อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมหาสารคาม ในความผิดพลาดฐาน ทุจริตพสกนิกร จับถึงที่กะไว้รอบๆกึ่งกลางซอกซอยลาดกระบัง 38/4 ตำบลลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

ต่อเนื่องมาจาก นายบรรเทิง ผู้ต้องหาได้มาบรรพชาเป็นพระ แล้วก็จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์ ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมวิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งจะมีญาติโยมที่เลื่อมใสแวะเวียนมาหาผู้ต้องหาไม่น้อยเลยทีเดียว ผู้ต้องหาก็เลยได้ยืมเงินญาติโยมที่เลื่อมใส โดยกล่าวถึงว่าอยากได้นำเงินไปทำธุรกิจคนกลางที่ดินกับสีกานางหนึ่ง แม้ขายเสร็จจะได้รับผลตอบแทนหลายชิ้น

หลอกเงินญาติโยม นายบรรเทิง ผู้ต้องหาได้มาบรรพชาเป็นพระ

แล้วจะนำเงินที่ยืมมาคืนพร้อมผลกำไร ก็เลยมีราษฎรที่เชื่อยอมยืมเยอะมากๆ รวมราคาความเสื่อมโทรมโดยประมาณ 400,000 บาท แต่ว่าปรากฎว่าธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้ต้องหาไม่สามารถที่จะนำเงินมาคืนได้ ก็เลยถอดผ้าเหลืองออกมาจากร่มกาสาวพัสตร์ แอบหนีออกนอกพื้นที่ ตำรวจก็เลยได้ขออนุมัติหมายศาลเพื่อติดตามจับตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย

จนกระทั่ง ช่วงวันที่ 18 เดือนมกราคม63 เวลาราวๆ 10.30 น. ตำรวจ กิโลกรัม1 บก.เปรียญ สอบสวนรู้ว่า ผู้ต้องหาได้แอบหนีมาปฏิบัติงานรับจ้างอยู่ในเขตพื้นที่ ตำบลลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ก็เลยเดินทางไปตรวจทานและก็เฝ้าสังเกตการณ์ เมื่อตำรวจเจอเพศผู้ต้องหาก็เลยได้เข้าไปจับกุมตัว พื้นฐานผู้ต้องหาให้การยอมรับสารภาพ ตำรวจก็เลยนำตัวส่งเจ้าหน้าที่สอบสวนสภ.เหล่า เพื่อดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวเนื่องถัดไป…

เกิดเหตุเถียงกับแฟน ชายผูกคอตาย แฟนสาวนั่งร้องไห้โศกเศร้าใจ

ชายผูกคอตาย (8 มกราคม63) เมื่อเวลา 21.30 น. ตำรวจ สภ.บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีชายผูกคอตายข้างในห้องสุขาระเบียงข้างหลังหอพักชั้น 5 ห้องพักแห่งหนึ่งในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ข้างหลังรับแจ้งก็เลยและข้าราชการข้างสอบปากคำและก็มูลนิธิร่วมรู้คุณ เดินทางเข้าตรวจดู

ห้องจุดเกิดเหตุอยู่รอบๆชั้น 5 ของห้องเช่าดังที่กล่าวผ่านมาแล้วด้านในห้องอาบน้ำข้างหลังห้องได้เจอร่างของ นายสรำไพศ อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ นอนหงายเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำ โดยมีไม้แขวนเสื้อแบบลวดเหล็กผูกอยู่คอ ที่แขนข้างขวามีรอยแผลคล้ายกับถูกของมีคมกรีดกว่าสิบแผล คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 3 ชั่วโมง โดยมีคู่รักสาวของผู้เสียชีวิตนั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าส้วมด้วยความเศร้าโศกเศร้าใจ

ชายผูกคอตาย น้อยใจที่มีปากมีเสียงกับแฟนสาว

จากการถามแฟนสาวผู้เสียชีวิต ทราบดีว่า ผู้เสียชีวิตพักอยู่กับตัวเองพียงสองคน แล้วก็เมื่อ 3 วันที่ผ่านมาตนรวมทั้งคนเสียชีวิตได้เถียงกันเรื่องเฉพาะบุคคล แล้วก็เมื่อช่วงเวลาเช้าของวันนี้ต่างคนต่างออกไปดำเนินงานตามเดิม กระทั่งในตอนค่ำตนได้กลับมาจากปฏิบัติงานมาถึงหอพัก เปิดประตูแล้วก็เข้าไปไม่เจอคนตาย ก็เลยเดินมาเปิดประตูห้องอาบน้ำที่ระเบียงข้างหลัง แม้กระนั้นเปิดไม่ออกคล้ายกับมีอะไรขวางอยู่ ก็เลยออกแรงผลักประตูเปิดเข้าไปได้เจอร่างคนเสียชีวิตนอนหงายเสียชีวิตอยู่ด้านในห้องน้ำ ตนทำอะไรผิดได้แต่ว่านั่งมองดูด้วยและก็ร้องไห้ด้วยความเศร้าใจ จนถึงแม่บ้านที่ดูแลห้องเช่าได้ยินรวมทั้งเข้ามามอง ก่อนจะแจ้งข้าราชการมาวิเคราะห์

พื้นฐาน ข้าราชการคาดว่าผู้บางทีอาจจะอกน้อยใจที่มีปากมีเสียงกับแฟนสาว วันนี้ข้างหลังเลิกงานคนเสียชีวิตก็เลยได้ใช้ของมีคนกรีดที่แขนกว่า 10 ครั้ง ก่อนจะใช้ไม้แขวนเสื้อรัดคอตนเองจนถึงเสียชีวิตดังที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็แล้วแต่จะได้ทำไต่สวนความจริงอีกทีเพื่อปฏิบัติงานตามกฎหมายถัดไป…