หนุ่มโหดสารภาพ ฆ่าบีบคอเด็ก 14 ซ้ำเผาอำพรางศพ

หนุ่มโหดสารภาพ ฆ่าบีบคอเด็ก 14 ซ้ำเผาอำพรางศพ

ชุดสืบเมืองตรังพลิกแผ่นดินตามจับ ผู้ต้องหาฆ่าเผาเด็ก หญิงวัย 14 พบหนีไปทำงานต่างจังหวัด ยอมรับสารภาพบีบคอถึงตาย เพราะหึงหวงปมคบซ้อน

เมื่อคืนวานนี้ (30 พ.ค.) กำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ได้ควบคุมตัว นายวิษณุ หรือ กาย อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตรัง ที่ 245/2562 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม

2562 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ โดยปราศจากเหตุอันควรพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เข้าพบต่อ ร.ต.อ.สมพงษ์ สุดฉิม รองสว.(สอบสวน) สภ.นาโยง

สืบเนื่องจากกรณีของเด็กหญิงวัย 14 ปี ชาวบ้านมาบหยี ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง ที่ นางสมจิตร อายุ 65 ปี ผู้เป็นยายของเด็กหญิง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา หลังจากหายตัวไปและพบว่าเป็นโครงกระดูกถูกฆาตกรรมเผาอำพรางศพ

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่ริมถนนบึงขุนทะเล ม.3 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง

หนุ่มโหดสารภาพ ฆ่าบีบคอเด็ก 14 ซ้ำเผาอำพรางศพ

จ.สุราษฎร์ธานี จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ทราบว่านายวิษณุเป็นผู้ก่อเหตุก่อเหตุฆ่าเด็กหญิง หลังจากนั้นได้นำศพไปซุกซ่อนและเผาอำพรางศพจึงได้ออกสืบสวนสวนจนทราบที่หลบหนีและจับกุมได้ดังกล่าว

ผู้ต้องหาให้การว่า ตนเป็นบุคคลตามหมายจับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงให้ดูข้างต้นและไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปรับเด็กหญิงที่ข้างวัดช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง ในเวลาประมาณ 22.00 น.

จากนั้นได้ขี่รถพาเด็กหญิงไปเที่ยวในตัวเมืองตรัง กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนกับเด็กหญิงเกิดทะเลาะมีปากเสียงกัน เนื่องจากทราบว่าเด็กหญิงแอบคบหาอยู่กับผู้ชายอื่นคนด้วย ด้วย

ความโมโหจึงใช้มือบีบคอ ก่อนจะขาดใจตาย แล้วลากศพไปทิ้งในจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบโครงกระดูกและเผาทำลายศพ จากนั้นได้หลบหนีออกจากบ้าน และมาทำงานต่างจังหวัด กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะมีผู้ร่วมขบวนการมากกว่า 1 คนอย่างแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่าเจ้าหน้าที่เตรียมทำการขออนุมัติศาลออกหมายจับและอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ผวาพบซากศพตาย ห่อเสื่อน้ำมัน ชาวบ้านสงสัยหนุ่มเพิ่งพ้นคุก

ผวาพบซากศพตาย ห่อเสื่อน้ำมัน ชาวบ้านสงสัยหนุ่มเพิ่งพ้นคุก

ชาวบ้านผงะคิดว่าซากหมาเน่าที่แท้เป็นศพ โครงกระดูกมนุษย์ ห่อด้วยเสื่อน้ำมันทิ้งในป่ากฐิน แพทย์ชันสูตรคาดว่าเสียชีวิตไม่น่าต่ำกว่า 1 เดือน คุมตัวหนุ่มต้องสงสัยบ้านห่างจุดเกิดเหตุแค่ 10 เมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 พ.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ สภ.นครไทย จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีชาวบ้านพบศพเหลือแต่โครงกระดูกถูกห่อด้วยเสื่อน้ำมัน ทิ้งไว้ริมถนนในหมู่บ้านห้วยตีนตั่ง สายนครไทย – ภูหินร่องกล้า พื้นที่หมู่ 1 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย

ที่เกิดเหตุมีชาวบ้านจำนวนมากยืนมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบซากศพที่เหลือเพียงโครงกระดูกมนุษย์ถูกห่อหุ้มด้วยเสื่อน้ำมันลายตารางสีน้ำตาลขาวหมกอยู่ในพงหญ้าริมถนน สภาพศพเน่าเปื่อยจนเหลือแต่โครงกระดูกส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว

จากการตรวจสอบพบเป็นศพเพศชายที่กะโหลกศีรษะมีรอยถูกตีด้วยของแข็งจนเป็นรู คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน จึงให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำซากศพส่งให้แพทย์ชันสูตรโดยละเอียดที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก

จากการสอบสวน นางยอดรัก อายุ 47 ปี ผู้พบศพเป็นคนแรก ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนเองได้เดินทางมาถางหญ้าในที่ดินของตนเองที่อยู่ติดกับริมถนน ระหว่างที่ทำการถางหญ้าอยู่นั้นได้

กลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากสัตว์ ที่คิดว่าเป็นซากสุนัขที่อาจถูกรถชนตาย จึงเดินหาที่มาของกลิ่นจนไปพบแต่ก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบว่าไม่ใช่ซากของสุนัขแต่เป็นเป็นซากศพโครงกระดูกของมนุษย์ จึงรีบไปแจ้งเพื่อนบ้านและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

ผวาพบซากศพตาย ห่อเสื่อน้ำมัน ชาวบ้านสงสัยหนุ่มเพิ่งพ้นคุก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ร่วมกันตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 357 หมู่ 1 ต.เนินเพิ่ม ที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุเพียง 10 เมตร เนื่องจากมีชาวบ้านแจ้งว่าว่าเสื่อน้ำมันที่ปูในพื้นบ้านตรงกับเสื่อน้ำมันที่ห่อหุ้มซากศพ และมีคราบเลือดอยู่ที่พื้นปูนหน้าบ้านและในบ้าน

โดยมี นายตรีภพ อายุ 25 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน จึงขอตรวจค้นภายในบ้าน พบเสื้อและกางเกงเปื้อนคราบเลือดที่ติดแห้งอยู่ จึงนำไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอว่าตรงกันกับซากศพที่พบหรือไม่ พร้อมทั้งควบคุมตัวนายตรีภพไปสอบสวนปากคำที่ สภ.นครไทย

ด้าน นายตรีเพชร อายุ 49 ปี บิดาของนายตรีภพ เปิดเผยว่า บุตรชายเพิ่งพ้นโทษออกจากคุกคดียาเสพติดมาช่วงสงกรานต์ปีนี้ และยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง บุตรชายจะมีนิสัยโมโหร้ายจน

ตนและภรรยาต้องแยกไปอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งหากบุตรชายมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นและทำผิดจริงก็ต้องรับโทษไปตามกฎหมาย แต่ขณะนี้เป็นเพียงแค่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ต้องรอให้ทางตำรวจสอบสวนอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสอบสวนติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ลอบขนยา ตำรวจรวบแก๊ง ขนยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ด

ลอบขนยา ตำรวจรวบแก๊ง ขนยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ด

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ยึดยาบ้า ได้เกือบ 4.5 ล้านเม็ด ขณะลำเลียงมาจากภาคเหนือ แต่ไหวตัวทัน นำยาเสพติดทิ้งระหว่างทาง เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้ 2 คน พร้อมขยายผล

วันนี้ (28 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายสืบสวนกองบังคับการสกัดกั้นยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปราบยาเสพติด พบรถยนต์ต้องสงสัยขับมาจากจังหวัดเชียงราย จำนวน 4 คัน จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม แล้วพบรถยนต์ต้องสงสัย คาดว่าน่าจะบรรทุกยาเสพติดมาด้วย จึงเรียกตรวจรถยนต์ 2 คัน ทะเบียนจังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี ซึ่งภายในรถยนต์ทั้ง 2 คัน มีผู้โดยสาร จำนวน 3 คน โดยทั้งหมดกำลังขับรถมุ่งหน้าไปจังหวัดกาญจนบุรี

การตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ตำรวจจึงเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้ง 2 คันต่อไป แต่ตำรวจพบว่า ผู้โดยสารรถยนต์ทั้ง 2 คัน มีการติดต่อกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ที่ไม่ได้ตรวจค้นและบอกให้ทิ้งยาเสพติดทั้งหมด

ลอบขนยา ตำรวจรวบแก๊ง ขนยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ด

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ตำรวจ สภ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ จอดรถทิ้งสิ่งของ บริเวณร่องน้ำข้างสระน้ำสาธารณะ ต.เนินศาลา อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เมื่อไปตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้าจำนวนมาก จึงแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ พบยาบ้า จำนวน 4,459,200 เม็ด

ผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า มีรถจักรยานยนต์มานำยาเสพติดที่ทิ้งอยู่ข้างทางไป 2 กระสอบ และหลบหนีไป ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัว
สำหรับแนวทางการสืบสวน คาดว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้ลำเลียงยาเสพติดมาประมาณ 5 ล้านเม็ด แต่ไหวตัวทัน จึงนำยาเสพติดทั้งหมดมาทิ้งไว้
ส่วนรถยนต์ที่เรียกตรวจค้นก่อนหน้านั้น 2 คัน ตำรวจรวบรวมหลักฐานและเข้าไปตรวจค้นได้ที่บ้านพักในจังหวัดกาญจนบุรี พบผู้ต้องหาเหลือเพียง 2 คน คือ นายวีรชน อิ่มเปี่ยม และนายธนพล ใจห่อ พร้อมกับรถยนต์ที่เรียกตรวจค้น ทั้ง 2 คน รับสารภาพว่ากำลังนำยาเสพติดไปส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ภาคกลาง ส่วนรถยนต์ที่นำยาบ้ามาทิ้งไว้นั้น มีการเปลี่ยนป้ายทะเบียนปลอมเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ซึ่งขณะนี้กำลังขยายผลจับผู้ต้องหาพร้อมกับรถยนต์คันดังกล่าว

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันกับพวกที่หลบหนี ว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต และได้แจ้งข้อกล่าวหากับ นายวีรชน อิ่มเปี่ยม ผู้ต้องหาที่ 1 เพิ่มเติมว่า มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต และตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อยึดทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีก 9 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,186,400 บาท…

ฆ่าโหด2ผัวเมีย ชราทุบหัวยัดอ่างแล้วเผ่า

ฆ่าโหด2ผัวเมีย ชราทุบหัวยัดอ่างแล้วเผ่า

เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ทุบทำร้าย ร่างกายสองสามีภรรยาก่อนอุ้มร่างยัดลงอ่างน้ำและจุดไฟเผาจนเสียชีวิต ที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

วันนี้ (18 พ.ค.62) เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.ท.ชูชีพ พุ่มเฉี่ยว สว.(สอบสวน) สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้รับแจ้งมีเหตุฆาตกรรมเผาโหดเจ้าของร้านอู่ซ่อมท่อสูบน้ำ ตั้งอยู่เลขที่ 212 หมู่

15 บ้านทุ่งสาน ต.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น แล้วรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม กำลังตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่วิทยาการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 แพทย์เวรโรงพยาบาลพรหมพิราม และเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวหน้าบ้านเปิดเป็นร้านรับซ่อมท่อสูบน้ำ พบชาวบ้านยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก จาการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อต่อมา คือ นาง

ประเสริฐ อายุ 83 ปี และนายสำเริง อายุ 61 ปี ซึ่งสามีภรรยากันและเป็นเจ้าของอู่ดังกล่าว สภาพศพถูกฆ่าเผาด้วยถ่านยัดอยู่ในอ่างอาบน้ำภายในห้องน้ำหลังบ้าน ศพทั้งคู่นอนทับกันไหม้เกรียม

ดำเป็นตอตะโกจนจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ และยังมีกลุ่มควันคละคลุ้งทั่วบริเวณ ต้องประสานรถน้ำดับเพลิงมาฉีดน้ำให้เพลิงสงบลง จากนั้นกู้ภัยจึงช่วยกันนำร่างมาชันสูตรพลิกศพด้านนอก ซึ่ง

ศพฝ่ายชายนั้นมีบาดแผลถูกของแข็งตีเข้าที่ศีรษะจนยุบ ซึ่งจะส่งศพทั้งคู่ไปผ่าชันสูตรอีกครั้งที่นิติเวชโรงพยาบาลพรหมพิราม เบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นชายแปลกหน้าที่มาขออยู่ด้วย 1 อาทิตย์ แต่หลังเกิดเหตุได้หายตัวไปอย่างปริศนา

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก กล่าวว่า จากการตรวจสอบเก็บหลักฐานภายในอู่พบค้อนและมีดเปื้อนเลือดพร้อมกับน้ำมันที่ใช้สำหรับเผาอำพรางศพ จึงให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญในคดี โดยผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ คือ นายประเสริฐ อายุ 61 ปี ชาว

จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มาขออาศัยอยู่ภายในร้านกับผู้เสียชีวิตได้ไม่นาน คาดว่าอาจเข้ามาอาศัยด้วยเพื่อขอทำงาน โดยชาวบ้านบอกว่าเคยเห็นรูปร่างหน้าและลักษณะเป็นชายร่างเล็ก ผิวขาว ปากบาง ภายนอกดูซื่อๆ ก็ไม่น่ามีพิษภัยอะไร ซึ่งยังไม่เชื่อว่าจะลงมือก่อเหตุฆาตกรรมหรือไม่ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวมาสอบปากคำโดยเร็วที่สุด เนื่องจากหลังเกิดเหตุหาย

ไปอย่างปริศนา โดยขณะนี้ทางตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาตัวคนร้าย พร้อมได้กระจายกำลังสกัดจับตามเส้นทางการหลบหนีไว้ทุกเส้นทางแล้วขณะที่ นางอินทวี อายุ 53 ปี บุตรสาวของผู้เสียชีวิต หลังทราบข่าวได้เดินทางมาที่เกิดเหตุถึงกับร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ พร้อมเปิด

ฆ่าโหด2ผัวเมีย ชราทุบหัวยัดอ่างแล้วเผ่า

เผยว่า นางประเสริฐ มารดาได้อยู่กินกับนายสำเริง แก้วปาน ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของตน ทั้งคู่รักใคร่กันดีช่วยกันทำงานที่อู่แห่งนี้มานานแล้ว ส่วนตนเองก็จะแวะเวียนมาหาบ้างเพราะมีครอบครัวไปอาศัยอยู่คนละที่กัน เพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีชายแปลกหน้ามาขออยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง

ด้วยแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งวันนี้มีชาวบ้านมาบอกว่าที่บ้านมีกลุ่มควันลอยออกมาทำให้เกิดกลิ่นเหม็นไหม้ ตนจึงรีบมาดูพร้อมเข้าไปตรวจสอบก็พบภาพอันน่าสลดหดหู่ว่ามีศพถูกฆ่าเผาด้วยถ่านอยู่ในอ่างอาบน้ำในห้องน้ำหลังบ้าน คาดว่าน่าจะเป็นแม่และพ่อเลี้ยงของตนเอง

อย่างแน่นอนจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ซึ่งคนร้ายที่ลงมือก่อนเหตุนั้นถือว่าใจคอโหดเหี้ยมมากผิดมนุษย์ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมารับโทษตามกฎหมาย

ขณะที่ นายพงศ์นที อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นลูกค้าของอู่ซ่อมท่อสูบน้ำ เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงของวันนี้แวะมาที่ร้านเนื่องจากตนเองได้นำท่อสูบน้ำมาซ่อมตั้งแต่เดือนที่แล้ว และนายสำเริง ผู้เสียชีวิต ได้นัดหมายให้ตนมารับของในวันนี้ ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์มาดูหน้าร้านก็พบว่าท่อสูบน้ำที่นำมา

ซ่อมยังไม่เสร็จ แต่สังเกตเห็นผู้ชายเดินวนเวียนอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งมาทราบเรื่องว่าเจ้าของอู่และภรรยาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งปกติแล้วทั้งคู่จะเป็นคนใจดีไม่เคยมีเรื่อง

บาดหมางกับใคร แต่ระยะหลังมีชายแปลกหน้ามาทำงานด้วย และสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ หลายครั้ง แต่ก็ดูซื่อๆ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของทั้งคู่หรือไม่ ซึ่งจะต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนอีกครั้งหากพบตัวชายคนดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ดับสยองเฒ่า62 ฆ่าเด็ก21 ฉุนเด็กรุ่นหลานพูดขึ้นกูมึง

ดับสยองเฒ่า62 ฆ่าเด็ก21 ฉุนเด็กรุ่นหลานพูดขึ้นกูมึง

จากกรณี พบศพคนถูกยิงนอนหงายเสียชีวิตอยู่ในไร่สับปะรด ที่เกิดเหตุพบศพเป็นชายวัยรุ่ยหน้าอกด้านซ้ายถูกยิงด้วยอาวุธปืน ไม่ทราบขนาด หน้าผากถูกฟันด้วยของมีคม เป็นแผลฉกรรจ์ ทราบชื่อต่อมาคือ นายวินัย อายุ 21 ปี เหตุเกิดเวลาประมาณ 02.00 น.แทบล้มทั้งยืน อาส่องไฟ

จับอึ่งอ่างเจอคน ถูกฆ่าตาย เป็นศพหลานชายตัวเองล่าสุดเช้าวันนี้ (25 พ.ค.62) เวลาประมาณ 08.00น.เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำตัว นายบุญมา อายุ 62 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของไร่สับปะรดที่พบศพผู้ตาย มาทำการสอบสวนเนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด และยังมีบ้านอยู่ตรงข้ามกับผู้

ดับสยองเฒ่า62 ฆ่าเด็ก21 ฉุนเด็กรุ่นหลานพูดขึ้นกูมึง

ตาย จากการสอบสวนนาบบุญมา ได้รับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิงนายวินัย และได้เล่ารายละเอียดว่า ตนเองมีอาชีพทำไร่สัปปะรด ซึ่งที่ผ่านมาสัปปะรดมีคนมาขโมยอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังจับใครไม่ได้ คืนเกิดเหตุได้ไปนอนเฝ้าไร่ ขณะกำลังขับรถยนต์ออกจากไร่ พบผู้ตายเดินผ่านไร่

สับปะรดของตนเอง และเข้าสอบถามพูดคุยจนเกิดมีปากเสียงกันเรื่องสับปะรดหายผู้ตายเดินเข้าหาพยายามที่จะทำร้าย ด้วยตนเองอายุมากกว่าหากต่อสู้คงไม่มีแรง ประกอบกับด้วยความโมโหที่เด็กรุ่นหลานพูดจามึงกูใส่ จึงชักอาวุธปืนสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขนาด 11 มม. ยิงใส่หน้าอกซ้าย จนล้มลง แต่ก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาอีก จนจวนตัว จึงใช้ขวานที่พกติดตัวมาด้วยฟัน

ใบหน้าอีกหลายครั้ง เมื่อทราบนายวินัย ได้เสียชีวิตแล้ว จึงนำปืนและขวานไปซ่อนในป่า จนเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน นำตัวมาสอบสวน จึงได้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พร้อมนำตัวไปหาของกลาง และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนในข้อกล่าวหา ”ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” และมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

หลอกเหยื่อ ขอซื้อดาวน์รถ แล้วเชิดหนี 2 วัยรุ่นแสบ

หลอกเหยื่อ ขอซื้อดาวน์รถ แล้วเชิดหนี 2 วัยรุ่นแสบ

กองปราบ จับสองคนร้าย แก๊งลักรถ ที่ทำทีติดต่อเหยื่อขอซื้อดาวน์รถ ทาง FB ก่อนเชิดรถหนีนายประชา อายุ 24 ปี จ.สมุทรปราการ และ นายทนงค์ศักดิ์ อายุ 34 ปี จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร” ถูกตำรวจกองปราบปราม จับกุมตัวได้ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถนนรามอินทรา

จากกรณีเมื่อ วันที่ 24 พ.ค.2562 เวลาประมาณ 19.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม รับทราบว่ามีเหตุคนร้ายลักรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว จากทางเฟซบุ๊กของผู้เสียหาย จึงได้ประสานไปยัง สภ.เสม็ด โดยคนร้ายเป็นชายไม่ทราบชื่อ มีเพียงภาพถ่ายใบหน้าของคนร้ายที่ได้มาจากเฟซบุ๊ก

หลอกเหยื่อ ขอซื้อดาวน์รถ แล้วเชิดหนี 2 วัยรุ่นแสบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม จนทราบว่าคนร้ายทั้งสองกำลังประกาศขายรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนให้สายลับทำทีเป็นติดต่อไปที่คนร้ายผ่านทางเฟซบุ๊ก เพื่อขอซื้อรถคันดังกล่าว และได้นัดหมายที่รับมอบรถยนต์คันดังกล่าวที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถนนรามอินทรา เมื่อถึงเวลานัดหมายคนร้ายทั้งสอง คือนาย

ประชา และ นายทนงค์ศักดิ์ ได้ขับรถยนต์คันที่ลักมามาที่ปั๊มน้ำมัน ที่เป็นจุดนัดหมายในการรับมอบรถยนต์ เมื่อคนร้ายลงจากรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าแสดงตัว แจ้งข้อกล่าวหา และทำการจับกุมคนร้ายทั้งสองได้

ผู้ต้องหา รับสารภาพว่าได้ร่วมกันลักรถยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหายจริง โดยพฤติการณ์ในการก่อเหตุ คนร้ายยึดอาชีพเป็นนายหน้าค้ารถหลุดจำนำ และในบางครั้งเมื่อสบโอกาสคนร้ายจะลงมือขโมยรถจากคนที่นำรถยนต์มาขายให้ จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของนาย

ประชา พบว่า มีหมายจับที่ออกโดย ศาลแขวงธนบุรี ลงวันที่ 29 เม.ย.2562 ซึ่งต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้จัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวส่ง พงส. สภ.เสม็ด จ.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

เจอร่างโชกเลือด คนงานกะเหรี่ยงโดนรุมตีตายคาวัด

เจอร่างโชกเลือด คนงานกะเหรี่ยงโดนรุมตีตายคาวัด

คนงานกะเหรี่ยงถูกรุมตี ตายคาวัด 1 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 1 หลังเกิดเหตุเพื่อนคนงานหายตัวไป

3 คน นายจ้างติดต่อไม่ได้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (23 พ.ค.) เมื่อเวลา​ 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ

สภ.บ้านแพ้ว​ รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกทำร้ายนอนเสียชีวิต​ภายในวัดแห่งหนึ่ง ต.บ้านแพ้ว​ อ.บ้านแพ้ว​

จ.สมุทรสาคร​ที่​เกิดเหตุเป็น​บริเวณ หน้าห้องน้ำข้างศาลาวัด พบศพผู้ชาย​ไม่ทราบชื่อ​ อายุ

ประมาณ​ 25​ ปี สัญชาติ​กะเหรี่ยง​ สภาพศพนอนคว่ำหน้าไม่สวมเสื้อ ใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล มี

บาดแผลถูกตีที่ศีรษะ​หลายแผล เลือดไหลเต็มพื้น ข้างศพพบไม้หักตกอยู่หลายท่อนและคัต

เตอร์ 1 เล่ม คาดว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุพ.ต.ท.ฤทธิชัยปกรณ์ ดำรงค์อิทธิสกุล​

สว.สส.สภ.บ้านแพ้ว​ เผยว่า​เบื้องต้นยังไม่ทราบชื่อผู้เสียชีวิต อายุประมาณ 25 ปี เป็นชาว

เจอร่างโชกเลือด คนงานกะเหรี่ยงโดนรุมตีตายคาวัด

กะเหรี่ยง และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ อีกรายทราบชื่อคือ​ นายล่ามมิลอ่อง อายุ 21 ปี ไปรักษาตัวที่​

โรงพยาบาลบ้านแพ้วตั้งแต่เมื่อคืนสำหรับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นลูกจ้างรับทาสี​ มา

กันทั้งหมด​ 5​ คน​ โดยมีนายจ้างนำมาส่งไว้​ ซึ่งตอนนี้หายไปสามคนคาดว่าหลบหนีไปหลังเกิด

เหตุ​ ส่วนนายจ้างนั้นติดต่อไม่ได้ เนื่องจากโทรศัพท์​ปิดเครื่องด้าน หลวงพี่พจน์ พระลูกวัด เล่า

ว่า ประมาณตอนตีสี่ครึ่ง ได้ลงไปถูพื้นที่หอฉัน จังหวะนั้นก็เห็นคนงานนอนอยู่ข้างตู้เย็น และลุก

ขึ้นเดินตรงมาหาอาตมา​ ตอนแรกก็ตกใจแต่คนงานได้ชี้ให้ดูบาดแผลที่หัวเลือดไหลเต็มไปหมด

ตนจึงบอกโยมที่วัดให้ไปเรียกวินจักรยาน​ยน​ต์รับจ้างมานำตัวไปส่งโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ​ส่วน

เรื่องราวเป็นมาอย่างไรไม่ทราบเพราะคุยภาษากันไม่รู้เรื่อง​ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐาน​ว่า​

คนร้ายอาจเป็นกลุ่มเพื่อนคนงานกะเหรี่ยงด้วยกันเอง​ เพราะหลังเกิดเรื่องได้หลบหนีออกไป​ ซึ่ง

เจ้าหน้าที่จะได้เร่งสอบสวนนาย ล่ามมิลอ่อง​ ซึ่งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างละเอียดอีกครั้ง​

พร้อมกับตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียงเพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตาม

กฎหมาย​

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ดับคาที่ 2หนุ่ม ถูกรถพ่วงเหยียบหัวสยอง

ดับคาที่ 2หนุ่ม ถูกรถพ่วงเหยียบหัวสยอง

เกิดเหตุรถพ่วง 18 ล้อ เหยียบหัวหนุ่มใหญ่ขี่จยย. ดับ 2 ศพ ห่างจากหน้าบ้านตัวเองเพียง 100

เมตร ญาติร่ำไห้ใจจะขาดผู้สื่อข่าวรายงานว่า (22 พ.ค.) เวลา 20.30 น. สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้ง

เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อชนรถจยย. มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2คน เหตุเกิดที่ ถนนใน

หมู่บ้านทุ่งจันทร์หอม หมู่ที่ 2 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรังที่เกิดเหตุมีประชาชนที่มามุงดู

เหตุการณ์กว่า 200 คนเต็มถนน บนถนนฝั่งซ้ายมีรถจักรยานยนต์ล้ออยู่ 1 คันและติดกับพบชาย

2 คน ทราบชื่อ นายอรรณพ อายุ 36 ปี และ นายอนุชา อายุ 39 ปี ทั้ง 2 คนมีบ้านเรือนในพื้นที่

ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรังสภาพศพผู้เสียชีวิตถูกรถบรรทุกกึ่งพ่วง 18 ล้อ เหยียบศีรษะแตก

สมองไหล ห่างออกไปประมาณ 80 เมตร พบรถบรรทุกกึ่งพ่วง 18 ล้อ จอดบนถนน บนรถบรรทุก

ดับคาที่ 2หนุ่ม ถูกรถพ่วงเหยียบหัวสยอง

 

พ่วงเครื่องยนต์ยังทำงานอยู่ แต่คนขับหายไปจากที่เกิดเหตุแล้วทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

ตรวจสอบสภาพของอุบัติเหตุอย่างละเอียด คาดว่า รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ แซงรถจักรยานยนต์

ขึ้นไปแต่เกิดการเฉี่ยวชนจากรถตัวแม่ แล้วรถจักรยานยนต์ล้ม ถูกพ่วงหลังเหยียบเข้าที่ศีรษะทั้ง

2 คน แต่ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เรียกตัวคนขับรถบรรทุก นายไพรัตน์ อายุ 42 ปี มา

ทำการสอบสวน หากพบว่าผิดก็จะแจ้งข้อกล่าวหากับคนขับชาวบ้านในที่เกิดเหตุบอกว่า นาย

อรรณพและนายอนุชาทำงานก่อสร้างและกรีดยาง ก่อนเกิดเหตุทั้ง 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์

ออกไปเพื่อซื้อสุรามานั่งดื่มหลังเลิกงาน เมื่อซื้อเหล้าเสร็จก็เดินทางกลับบ้าน ระหว่างที่จะถึง

บ้านตัวเองเพียง 100 เมตร ก็ถูกรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อเฉี่ยวชนล้มลง ก่อนที่ล้อพ่วงหลังจะ

เหยียบศีรษะทั้ง 2 คนจนเสียชีวิตทั้งนี้ อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้บรรดาญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต

ต่างร่ำไห้กันใจจะขาด เป็นลมล้มพับไปหลายคน เพราะไม่นึกว่าถนนในหมู่บ้านจะเกิดอุบัติเหตุ

จนทำให้ทั้ง 2 คนเสียชีวิต

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

รถไฟชนชาย คอขาดกระเด็น ดับสยองคาราง

รถไฟชนชาย คอขาดกระเด็น ดับสยองคารางรถไฟ

เกิดเหตุรถไฟขบวนอุบลฯ-กทม. ชนชายนิรนามคอขาดกระเด็น เสียชีวิตสยองคารางรถไฟ

ร.ต.อ.เทพพิทักษ์ สินสิบ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ดอนเมือง รับแจ้งเหตุรถไฟชนคนเสียชีวิต ใกล้เคียงบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ อยู่บริเวณริมทางรถไฟขาล่อง (เข้ากรุงเทพฯ) ห่างจากไม้กั้นทางรถไฟคลังน้ำมันบาฟส์ ประมาณ 300 เมตร พบรถไฟขบวนรถเร็วที่ 140 อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ จอดอยู่

ข้างรางรถไฟด้านซ้าย พบ ศพชาย สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงขายาวสีดำ แผ่นหลังมีลายสักรูปมังกร ไม่มีเอกสารติดตัว ที่ใบหน้าและปลายเท้าซ้าย ลักษณะถูกของแข็งกระแทกอย่างแรงจนขาดหายไป

รถไฟชนชาย คอขาดกระเด็น ดับสยองคาราง

เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเคลื่อนขบวนรถไฟออกเพื่อหาชิ้นส่วนที่ขาดหายไป ก่อนจะพบปลายเท้าและใบหน้าคล้ายแขกขาว อายุประมาณ 30 ปี อยู่ในรางรถไฟห่างจากศพประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงเร่งนำศพออกจากพื้นที่เพื่อเปิดให้รถไฟวิ่งได้ตามปกติ

ร.ต.อ.เทพพิทักษ์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร เนื่องจากไม่พบเอกสารติดตัว มีเพียงเงินจำนวน 460 บาท อยู่ในกระเป๋ากางเกง อีกทั้งไม่มีใครเห็นว่าชายคนดังกล่าวเดินมาจากไหน ซึ่งตรงจุดเกิดเหตุก็ไม่มีทางข้ามทางรถไฟ จะเดินข้ามได้ก็ต้องเดินไปที่ไม้กั้นทางแยกคลังน้ำมัน

หลังจากนี้จะเรียกพนักงานขับรถไฟขบวนดังกล่าวมาสอบสวน ส่วนศพผู้เสียชีวิตจะนำไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช รพ.ภูมิพลฯ และจะประสานไปยังสถานทูต ที่คาดว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นคนสัญชาตินั้น เพื่อประสานญาติมารับศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

การอำเภอ เครียดจัด รักสามเส้า ปืนจ่อขมับคาที่

การอำเภอ เครียดจัด รักสามเส้า ปืนจ่อขมับคาที่

อส.มาเข้ากะทำงานตามปกติ ภรรยากับหญิงสาวตามมาเปิดฉากพูดคุยเคลียร์ปัญหารักสามเส้า

เราสามคน ตกลงกันไม่ได้ ลุกลามบานปลาย ชักปืน จ่อขมับ ลั่นไกใส่ตัวเอง

(20 พ.ค.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ร.ต.อ.ยม พรหมศาสตร์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.นิคมพัฒนา ได้

รับแจ้งเหตุ อส.ยิงตัวตายบนที่ว่าการอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง จึงรายงานผู้บังคับบัญชา

พร้อมด้วย นายมนตรี เกตุวิจิตร นายอำเภอนิคมพัฒนา แพทย์เวร รพ.นิคมพัฒนา และเจ้าหน้าที่

กู้ภัยมูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายรัชชานนท์

อายุ 47 ปี ตำแหน่งเป็นนายหมู่ตรี สังกัดร้อย อส.อ.นิคมพัฒนา ที่ 8 นอนหงายเสียชีวิตจมกอง

เลือด บริเวณโถงทางขึ้นชั้น 1 ที่ว่าการอำเภอนิคมพัฒนา ตรวจสอบที่ขมับขวามีบาดแผลจาก

การอำเภอ เครียดจัด รักสามเส้า ปืนจ่อขมับคาที่

รอยกระสุนขนาด .38 ถูกยิงทะลุขมับซ้ายกระสุนทะลุไปโดนโทรทัศน์ที่ติดอยู่ผนังห้องได้รับ

ความเสียหาย ขณะที่ข้างกายพบปืนขนาด .38 ตกอยู่ 1 กระบอก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็น

หลักฐานจากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้มาเข้าเวรรักษาการที่ห้องทำงาน

เจ้าหน้าที่ อส. ตามปกติ ขณะเดินขึ้นมาบริเวณชั้น 1 พบว่ามีภรรยากับผู้หญิงอีกคนได้ขี่รถมาหา

ผู้เสียชีวิตถึงที่ทำงาน และมีการพูดคุยตกลงปัญหากันอยู่สักพัก กระทั่งเริ่มลุกลามบานปลาย

เป็นเหตุทะเลาะส่งเสียงดังหลังจากนั้น นายรัชชานนท์ จึงได้เดินหนีออกจากกลุ่มไป พร้อมพูด

ขึ้นว่า อยากได้นักใช่ไหม ก่อนจะชักอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวขึ้นมา แล้วจ่อขมับตัวเอง พร้อมกับ

ลั่นไกล้มลงเสียชีวิตทันทีเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตน่าจะเครียดกับเรื่องปัญหา

รักสามเส้า เกิดอาการคิดไม่ตกที่ปัญหาเฉพาะหน้า จึงตัดสินใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่

ได้ส่งศพให้แพทย์เวร รพ.นิคมพัฒนา เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com