ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง-ถ่วงแม่น้ำโขง ลือสนั่นอาจเป็นแกนนำการเมือง

ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง คดีพบศพฆ่าถ่วงน้ำโหดยังไม่คืบหน้า มีหลักฐานโยงอีกศพที่เจอที่ อ.ธาตุพนม ก่อนหน้านี้

ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีพบศพชายนิรนามลอยอืดปริศนา ริมแม่น้ำโขง ในเขตบ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.เมือง นครพนม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบชันสูตรศพพบสภาพถุงกระสอบป่าน ต้องสงสัย มัดด้วยลวดและเชือก ลอยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง จึงได้ทำการกู้ขึ้นมาตรวจสอบ

ตร.ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง

เปิดดูภายในเป็นสภาพศพชาย สภาพเน่าอืด ผิวขาว รูปร่างท้วม สูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดสีดำ ทับด้วยเสื้อคล้ายเสื้อผ้าหม้อฮ่อม สีน้ำเงิน กางเกงสามส่วน สีน้ำเงิน แต่จากเค้าโครงหน้าไม่สามารถดูออกได้ว่าเป็นใคร คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า สภาพศพถูกฆาตกรรมแบบสุดเหี้ยม น่าจะถูกฆาตกรรมมาจากที่อื่น เนื่องจากสภาพศพมีถูกล็อกแขนด้วยกุญแจมือทั้ง 2 ข้าง ส่วนขาได้ใช้เทปกาวพันขารวมกัน ในลักษณะท่านั่งคุกเข่า และยังมีการใช้ของมีคมแหวกหน้าท้อง เพื่อยัดท่อนปูนเข้าไปถ่วง และคลุมด้วยกระสอบป่าน มัดด้วยเลือกและลวดอีกชั้น

ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่พบเบาะแสหรือที่มา รวมทั้งยังไม่ชี้ปมการเสียชีวิต แต่หลังการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ได้พบศพชายนิรนาม ในสภาพลอยอืดและมีสภาพศพถูกฆาตกรรมโหดแบบเดียวกัน ในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

ขณะที่ทาง สภ.ธาตุพนม ได้เก็บหลักฐานและนำชิ้นส่วนศพ ส่งไปตรวจชันสูตร เพื่อหาส่วนที่เชื่อมโยงกันทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนศพทางตำรวจได้นำไปฝากไว้ที่มูลนิธิธงแดง จ.มุกดาหาร รอผลการตรวจชันสูตร

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือที่โยงไปถึงประเด็นทางการเมือง หลังมีข้อสันนิษฐานอ้างว่า อาจจะเป็นศพของกลุ่มแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานของตำรวจ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

มูลนิธิกระจกเงา เปิด 10 ข้อสรุป ประเด็นสงสัยคดีเด็ก 2 ขวบ

มูลนิธิกระจกเงา  สรุป 10 ประเด็น คลายข้อสงสัย คดีเด็กชายวัย 2 ขวบชาวพม่า เสียชีวิตในไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี เล็งถอดบทเรียนเหตุการณ์

มูลนิธิกระจกเงา ได้บรรยายข้อเท็จจริงเป็นบทสรุป 10 ประเด็น เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับสังคม ในคดีเด็กชายวัย 2 ขวบชาวเมียนมา เสียชีวิตอยู่ในไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี หลังจากคดีดังกล่าวได้คลี่คลายและไขกระจ่างความจริงค่อนข้างน่าชัดแล้ว โดยระบุว่า…

มูลนิธิกระจกเงา

1. ผลการตรวจชันสูตรศพเด็กชายวัย 2 ขวบ โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม สอดคล้องกับผลการชันสูตรของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

2. ผลการตรวจชันสูตร ไม่พบร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคม-ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย -มีร่องรอยการถูกกัดแทะจากสัตว์-กระดูกไม่แตกหัก

3. ประเด็นเรื่องเด็กเป็นโปลิโอหรือไม่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุตรวจสอบแล้วไม่พบข้อบ่งชี้ของกระดูกว่าเป็นโรคโปลิโอ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของทีมงานมูลนิธิกระจกเงา ที่ได้สัมภาษณ์ผู้ปกครองผ่านล่าม ว่าเด็กวิ่งเล่นได้ปกติ

4. ประเด็นเรื่องอุบัติเหตุจากรถไถ การสัมภาษณ์ข้อมูลของทีมงานมูลนิธิกระจกเงา วันเกิดเหตุ คนขับรถไถ ผ่านจุดที่เด็กน่าจะวิ่งเล่นเป็นครั้งสุดท้ายจริง ระบุว่าพบเด็ก 2 คนอยู่ข้างทาง แต่ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเด็กที่หายไปหรือไม่

ตรวจสอบลักษณะคันไถ หางหลังเป็นคราดแบบลากไถ ไม่ใช่แบบผาน ที่เป็นใบจาน ข้อมูลห้วงเวลาการทำงานในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง คนขับรถไถยังอยู่ในพื้นที่หลังเด็กหายไป สอดคล้องกับผลชันสูตรศพว่าไม่พบบาดแผลที่ร่างกายของเด็ก จึงไม่ใช่อุบัติเหตุจากรถไถชน

5. แนวทางการสืบสวนและการประชุมคดี แม้จะตั้งประเด็นเรื่องการพลัดหลงเป็นลำดับแรก แต่มีการตั้งประเด็นข้อสันนิษฐานบุคคลพาเด็กไปควบคู่ไปด้วย ทีมงานมูลนิธิกระจกเงาได้เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดี

ตำรวจสืบสวนมีการติดตามข้อมูลของบุคคลที่ใช้สารเสพติด บุคคลพ้นโทษในคดีทางเพศ และบุคคลที่มีอาการวิลกจริตในพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติการสืบสวนของทุกเคสเด็กหาย ที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเสมอ

6. กรณีผู้ต้องหา เป็นชายวิกลจริต ที่ตำรวจจับกุม ข้อเท็จจริงในการสืบสวน มีการติดตามสืบสวนบุคคลนี้ก่อนพบศพเด็กหาย ข้อมูลพื้นฐานของพฤติกรรมและลักษณะการให้การเบื้องต้น มีข้อสงสัยว่าบุคคลนี้อาจเกี่ยวข้อง

แต่เนื่องจากคำให้การวกวนด้วยอาการวิกลจริต จึงต้องรอผลตรวจชันสูตรและการตรวจที่เกิดเหตุสนับสนุน ตลอดจนการร่วมสอบปากคำโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

7. ตำรวจแจ้งว่า การสอบปากคำเด็กหญิงวัย 3 ขวบ โดยกระบวนการของทีมสหวิชาชีพ เด็กให้ข้อมูล ในทำนองว่ามีผู้ใหญ่เพศชายจับมือเด็กหายแล้วพาไป ทั้งนี้ ไม่ได้ให้เด็กหญิง 3 ขวบชี้ภาพผู้ต้องหา เนื่องจากเด็กอาจจดจำลักษณะโดยละเอียดไม่ได้ จำได้เพียงสาระสำคัญว่าเป็นผู้ใหญ่เพศชาย

8. ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาชายวิกลจริต ในข้อหาปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กไปจากความปกครองของบิดามารดา เพียงข้อหาเดียว เพราะพยานหลักฐานที่สอดคล้องกันและมีอยู่ เชื่อได้ว่าพาเด็กไปจริง ส่วนการเสียชีวิตของเด็ก ไม่มีพยานหลักฐานยืนยัน ว่าเกิดจากสาเหตุใด จึงตั้งข้อหานี้ก่อนเพียงข้อหาเดียว

9. ตำรวจได้วัดระยะทางจากจุดที่เด็กวิ่งเล่นเป็นครั้งสุดท้ายจนถึงจุดพบศพระยะทางประมาณ 900 เมตร จึงมีคำถามว่าเหตุใดจึงหาไม่เจอในช่วงเวลาแรก มูลนิธิกระจกเงาอยู่ในพื้นที่รวม 6 วันเต็ม จึงเข้าใจการค้นหาว่า พื้นที่กว้างใหญ่มาก

การค้นหาทำรอบทิศทางโดยเฉพาะถนนตัดไร่อ้อยเส้นหลัก (ถนนเส้นที่เด็กวิ่งเล่นครั้งสุดท้าย) จุดพบศพ ไม่ใช่ถนนเส้นหลัก ไม่ใช่ทางตรง ผ่านไร่อ้อยอีกหลายแปลง การค้นหาด้วยจำนวนกำลังคนไม่มากนัก จึงเหนื่อยล้า การค้นหาเน้นหนักในไร่อ้อยแปลงที่ติดถนน วันที่พบศพเป็นวันที่มีการระดมกำลังการค้นหามากที่สุด และแบ่งพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนที่สุด จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการค้นหา

10. แม้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ อาจถูกตั้งคำถาม มีข้อสงสัย มีความคลางแคลงใจจำนวนมาก แต่เนื่องจากเป็นการเผชิญเหตุเฉพาะหน้า ย่อมมีข้อผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ บทเรียนแนวทางปฏิบัติ มูลนิธิกระจกเงา จะได้ถอดบทเรียนและข้อเสนอแนะต่อสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากการพบตัวเด็ก ถือเป็นความสำเร็จในภารกิจ สิ่งเหล่านี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว สิ่งสำคัญที่สุดคือสังคมควรตระหนักต่อปัญหาเด็กหาย เริ่มจากตัวเองที่ไม่ปล่อยบุตรหลานวิ่งเล่นตามลำพัง อันอาจจะเกิดความเสี่ยงในการพลัดหลงหรือเกิดเหตุร้ายได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

แม่บ้านน้ำตานอง โดนลูกค้าตบแบบไม่รู้ตัว กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

แม่บ้านน้ำตานอง ตำรวจออกหมายเรียกหนุ่มพฤติกรรมแปลก ตบหน้าพนักงานทำความสะอาดหอพัก ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก สาวร้องขอทั้งน้ำตา

แม่บ้านน้ำตานอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี นายอำนาจ เจ้าของอะพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง ริมถนนสายพระยาสัจจา ขาเข้าตัวเมืองชลบุรี หมู่ 3 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ได้พา น.ส.สุภาภรณ์ แม่บ้านของหอพักดังกล่าว เข้าพบกับ พ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี

แม่บ้านน้ำตานอง

โดยระบุว่า อยู่ดีๆ นายสราวุธ ผู้เช่าอะพาร์ตเม้นต์ได้ทำร้าย น.ส.สุภาภรณ์ โดยภาพวงจรปิดได้จับภาพขณะที่ นายสราวุธ ได้เดินป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณชั้นล่างของหอพัก ในลักษณะมีอาการงุ่นง่าน หลังจากนั้นได้ไปหยิบยาชูกำลังมาดื่ม 1 ขวด และไม่ยอมจ่ายเงิน หลังจากนั้นได้เดินปรี่เข้ามาหา น.ส.สุภาภรณ์ แล้วใช้มือตบไปที่ศีรษะอย่างจัง หลังจากนั้นได้เดินจากไป

จากการสอบถาม น.ส.สุภาภรณ์ พูดด้วยน้ำตาคลอ ช่วงเกิดเหตุกำลังจะมาทำความสะอาด นายสราวุธ ได้เดินเข้ามาพูดกับตนว่า “มึงพูดอะไร”

ทั้งที่ตนไม่ได้พูดอะไรเลย หลังจากนั้นได้ใช้มือตบศีรษะอย่างแรงทำให้รู้สึกมึนไปหมด ก็ไม่รู้ว่ามาตบทำไม ทั้งที่ไม่รู้จักมาก่อน ทำให้ตนเสียใจและเสียความรู้สึก ทำงานมาตลอด มีแต่ยิ้มแย้มให้กับลูกค้า เมื่อถูกทำร้ายจึงได้มาแจ้งความจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ทางด้าน พ.ต.อ.อตินันท์กล่าวว่า ในเรื่องนี้ตำรวจจะได้ออกหมายเรียกนายสราวุธมารับทราบข้อกล่าวหาฐานทำร้ายร่างกายไม่บาดเจ็บสาหัส ซึ่งผู้เสียหายยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหาย จึงอยากให้นายสราวุธมาพบพนักงานสอบสวน ก่อนที่จะออกหมายจับด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน ! คว้าฉมวกยิงปลายิงเสียบคอคู่อริดับ คาดขัดแย้งเรื่องไก่ชน

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน รับแจ้งมีคนถูกปืนยิงปลายิงใส่ บริเวณลำคอ มารักษาตัวอยู่ที่ รพ.สต.บางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จึงเดินทางมาตรวจสอบ

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน ด้านหน้า รพ.สต.บางแก้ว พบร่างนายสุพจน์ ง่อมเขียว อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/5 ม.2 ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี สภาพมีลูกฉมวกสำหรับยิงปลาติดอยู่ที่บริเวณลำคอ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.บางแก้ว และหน่วยกู้ชีพ รพ.บ้านแหลม พยายามปั๊มหัวใจนานกว่า 20 นาที แต่นายสุพจน์ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน

สอบถามญาติของนายสุพจน์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายสุพจน์ได้ออกไปตัดหญ้าบริเวณวัดพิกุลแก้ว ม.4 ต.บางแก้ว ขณะนั้นได้พบกับนายนุ ชาวบ้านแหลม อายุประมาณ 40 ปี ซึ่งเคยมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อน ทั้งสองได้มีปากเสียงด่าทอและลงมือชกต่อยกัน ก่อนที่นายนุจะได้ใช้ปืนยิงปลายิงใส่นายสุพจน์ที่บริเวณลำคอแล้วหลบหนีไป ส่วนนายสุพจน์วิ่งออกมาริมถนน ขอความช่วยเหลือ พลเมืองดีที่ประสบเหตุจึงรีบนำมารักษาตัวที่ รพ.สต.บางแก้ว กระทั่งเสียชีวิตดังกล่าว

โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแหลม ได้จับกุมตัวนายนุผู้ก่อเหตุได้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายสมาน อายุ 46 ปี พร้อมกับนำตัวไปชี้ของกลางซึ่งเป็นปืนยิงปลาที่ใช้ก่อเหตุที่นำไปแขวนไว้กับขื่อบ้าน รถจักรยานยนต์ ลูกดอกยิงปลาอีกจำนวนหนึ่ง สอบถามนายสมานสารภาพว่า ก่อนหน้านี้มีเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ตายเรื่องเลี้ยงไก่ชนมาหลายครั้ง

ขณะเกิดเหตุตนออกไปยิงปลา และได้พบกับผู้ตาย ผู้ตายได้เดินเข้ามาต่อว่าตนด้วยถ้อยคำหยาบคายและถ่มน้ำลายใส่หน้า จากนั้นผู้ตายได้ตรงเข้ามาชกต่อยตน ตนพยายามปัดป้องแต่ผู้ตายยังไม่เลิกราพยายามคว้าไม้

ซึ่งตกอยู่บริเวณใกล้เคียงจะเข้ามาทำร้ายตน ตนจึงใช้ปืนยิงปลาที่ถืออยู่ในมือยิงสวนเข้าไป 1 ครั้ง และจากนั้นได้หลบหนีกลับมาที่บ้านพักเพื่อเอาปืนยิงปลามาเก็บและไปติดต่อนายสมพร บัวน้อย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.บางแก้ว ให้พาเข้ามอบตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายสมานไปดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ชะตากรรมครอบครัว “ฟอส” เหยื่อเสี่ยอ้วน ลูกตาย-พ่อเสียสติ แม่รับภาระลำพัง

ชะตากรรมครอบครัว แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ครอบครัวของน้องฟอส นายอนันตชัย จริตรัมย์ ยังทำใจรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ชะตากรรมครอบครัว จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 61 นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน ได้จัดทีมฆ่าโหด น.ส.ปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ สปาย และเพื่อนสนิท นายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือ ฟอส ก่อนหนีซุกประเทศเพื่อนบ้าน และในวันที่ 15 ส.ค.61 เสี่ยอ้วนถูกตำรวจจับกุมได้ ที่ประเทศกัมพูชา

ชะตากรรมครอบครัว

แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ครอบครัวของน้องฟอส นายอนันตชัย จริตรัมย์ ยังทำใจรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุด 19 ธ.ค. 61 ทางทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้พูดคุยกับ นางจอมศรี ชมพูพื้น อายุ 44 ปี แม่ของน้องฟอส บอกว่า หลังจากสูญเสียลูกชายไป แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ครอบครัวก็ยังทำใจรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ไม่มีเงินมาจุนเจือครอบครัวเหมือนตอนที่น้องฟอสยังมีชีวิตอยู่

ตั้งแต่เสียลูกชายไป ครอบครัวไม่เคยมีความสุขเลย ขณะที่ผู้เป็นพ่อก็กลายเป็นผู้ป่วยทางจิต แต่ก่อนเคยทำงานเป็นช่าง มีเงินรายได้หาเลี้ยงครอบครัวอีกทางก็ไม่สามารถทำงานหาเงินได้ ภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่ตนเพียงคนเดียว

ส่วนทางเสี่ยอ้วนตั้งแต่เกิดเหตุก็ไม่เคยมาดูแลหรือเยียวยาครอบครัวแต่อย่างใด มีเพียงเงินช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม 5 หมื่นบาท ที่ทางครอบครัวได้รับการเยียวยาจากภาครัฐมาเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีในชั้นศาล

ในเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนตนเองนั้นอโหสิกรรมให้กับทุกๆคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้เพราะโกรธแค้นไปก็ไม่สามารถทำให้ลูกชายมีชีวิตกลับคืนมาได้ ขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวของน้องฟอสและน้องสปายก็ยังไปมาหาสู่กันเหมือนเดิม

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ครูโหดบุกบ้าน สาวใหญ่โน้มน้าวทำสัญญากู้เงิน คว้าอีเหน็บฟันเจ็บ 2 ราย

ครูโหดบุกบ้าน จากกรณีที่เกิดเหตุครูในชัยนาทบุกใช้มีดทำร้ายร่างกาย เจ้าของร้านขายวัสดุอุปกรณ์เคมีเกษตร

ครูโหดบุกบ้าน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุเพื่อพบกับนางสุภาภรณ์ กลิ่นชะเอม เจ้าของร้านที่ถูกบุกใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย มีบาดแผลที่ใบหน้า ปาก ศีรษะ มือ และอีกหลายแห่ง ยังคงมีอาการเจ็บแผลที่ถูกเย็บจากการฟันและหวาดระแวงวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านโดยนางสุภาภรณ์ กลิ่นชะเอม อายุ 44 ปี เปิดเผยว่า ชนวนเหตุที่ทำให้ครูรายนี้ก่อเหตุ คาดว่าน่าจะไม่พอใจ หลังจากที่มาขอให้ตนเองนั้นทำสัญญากู้เงินจำนวน 200,000 บาทกับตน แต่ตนปฏิเสธไป

ครูโหดบุกบ้าน

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองได้กู้เงินจากธนาคารออมสินมา 100,000 บาท เพื่อมาลงทุนค้าขาย และได้ปรับสภาพหนี้ที่ศาลเหลือเงินที่ต้องใช้หนี้กับธนาคารอีก 80,000 บาท โดยมีนายบุญส่ง เป็นครูอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.ห้วยกรด เป็นผู้ค้ำประกัน

โดยวันเกิดเหตุนายบุญส่งได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อพูดคุย และขอร้องให้ตนเองทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายบุญส่ง แต่ไม่บอกว่าเพื่ออะไร จากนั้นตนเองจึงเดินไปหยิบสัญญาเงินกู้ของธนาคารออมสินเพื่อมาให้นายบุญส่งดู แต่นายบุญส่งเดินตามเข้ามาในห้อง ตนเองจึงหันกลับไปถามว่าเดินตามมาทำไม

จากนั้นนายบุญส่งก็หยิบมีดอีเหน็บที่วางอยู่บนตู้กระจกขึ้นมาฟันเข้าที่หัว และพยายามฟันอีกหลายครั้ง ต่อสู้กันจนตนเองล้ม นายบุญส่งก็ใช้มีมาแทงที่ท้องแต่โชคดีแทงไม่เข้า

หลังจากนั้นพ่อของตนได้เดินเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ แต่นายบุญส่งก็ใช้มีดฟันเข้าไปที่แขนด้านขวา 1 ครั้ง และขึ้นรถหลบหนีไป จากนั้นทางเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท ได้นำตนเองและพ่อส่งยังโรงพยาบาลสรรคบุรี และแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สรรคบุรีไว้เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุดเวลา 16.00 น. วันที่ 18 ธ.ค. 2561 นางสุภาภรณ์เดินทางมายัง สภ.สรรคบุรี พร้อมญาติ เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม และหลังจากนั้นจะเรียกนายบุญส่ง ผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำ และรับทราบข้อกล่าวหา หากไม่มาพบทางเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการออกหมายจับต่อไป

ด้านนายบุญส่ง ครูผู้ก่อเหตุขณะนี้ยังคงนิ่งเฉย ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทางผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อไปแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ

โดยทางคนสนิทบอกว่าทางครูยังไม่พร้อมที่จะให้การใดๆ ขอไปให้การกับตำรวจทีเดียวที่ สภ.สรรคบุรี โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการออกหมายเรียกมาสอบปากคำ ถ้าไม่มาตามหมายเรียกจะทำการออกหมายจับเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

อันธพาลครองเมือง ! วัยรุ่นดุพกอาวุธทั่วเมือง เจออริดักรอชักปืนขู่

อันธพาลครองเมือง วัยรุ่นพกอาวุธเพ่นพ่านทั่วเมืองเจอคู่อริดักรอชักปืนขู่มีดไล่ฟัน อีกฝ่ายเห็นท่าไม่ดีวิ่งหนี

อันธพาลครองเมือง ร.ต.อ.ทรัพย์ ปองดอง รอง สวป.สภ.เมืองลำปาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ร่วมตรวจสอบเหตุ บริเวณข้างวิทยาลักเทคนิค ลำปาง ต.สบตุ๋ย อ.เมืองลำปาง หลังก่อนหน้านี้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศูนย์วิทยุ ตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีวัยรุ่นถูกอริไล่ทำร้ายร่างกายโดยมีอาวุธปืน ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจและระงับเหตุด้วย

ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 5 คนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุที่รับแจ้ง โดยมีวัยรุ่นนายหนึ่งนั่งอยู่ที่พื้นฟุตปาธ ไม่สวมเสื้อร่างกายมีเลือดออก สอบสวนทราบชื่อต่อมา นายเอกพล ก๋ามูล อายุ 21 ปี

อันธพาลครองเมือง

จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างนครลำปางเข้าปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นพบว่ามีบาดแผลถูกฟันด้วยของมีคมที่บริเวณหูขวามีแผงฉีกขาด ไหล่ขวามีรอยยาวประมาณ 3 เซนติเมตร นิ้วก้อยซ้ายมีรอยมีดจนเล็บหลุดหายไป ซึ่งหลังปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

จากการสอบถามจากเพื่อนผู้บาดเจ็บทราบว่า ก่อนหน้านี้ผู้บาดเจ็บพร้อมกลุ่มเพื่อนประมาณ 4-5 คน เข้าไปเที่ยวสถานบริการแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ หลังสถานบริการปิดก็พากันกลับบ้าน แต่ระหว่างที่จะไปขึ้นรถเกิดเจอกับคู่อริเก่าที่มีคนเยอะกว่า และมีอาวุธปืนและมีดมาด้วย ซึ่งทั้งสองกลุ่มเกิดมีปากเสียงกัน และสุดท้ายเกิดไล่ตะลุมบอนกัน อีกฝ่ายซึ่งมีทั้งอาวุธมีดและปืนก็ได้เปรียบ ขณะที่พวกของผู้บาดเจ็บไม่มีอาวุธ

เมื่ออีกฝ่ายชักปืนออกมาขู่ฝ่ายผู้บาดเจ็บที่คนน้อยกว่า และไม่มีอาวุธเห็นท่าไม่ดีต่างคนวิ่งหลบหนีคนละทิศละทาง แต่ตัวผู้บาดเจ็บเองเป็นคนตัวใหญ่วิ่งไม่ทันจึงถูกมีดฟันหลายแห่ง ก่อนจะวิ่งหนีมาขอความช่วยเหลือจากร้านค้าบริเวณดังกล่าว และตามพวกมาสมทบพร้อมทั้งโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมารับตัวดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เพราะติดพนัน “เสี่ยเอ” เปิดร้านบังหน้า ลวงชิงเพชร 10 กะรัต

เพราะติดพนัน “เสี่ยเอ” โจรฉกเพชร 10 กะรัต ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ สอบประวัติพบเคยรวยเป็นเจ้าของร้านเพชรมาก่อน

เพราะติดพนัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผบก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางรัก พ.ต.ท.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผกก.สส.สน.บางรัก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก ร่วมกันควบคุมตัว

นายภิพัศพงษ์พัศฐ์ อายุ 59 ปี ชาวจ.ลพบุรี ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่จ.777/2561 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ในข้อหาร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม มาชี้จุดยังที่เกิดเหตุ ที่อาคารพาณิชย์เลขที่ 426/2-3 ซอยสองพระ ถนนสี่พระยา แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กทม.

เพราะติดพนัน

หลังจากเมื่อเย็นวานนี้ (14 ธ.ค.61) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่านายภิพัศพงษ์พัศฐ์ หลบหนีมาอยู่บริเวณตลาดบ้านแหลม หมู่ที่ 4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี จึงประสาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จันทบุรี ทำการสืบสวนติดตามจับกุม เมื่อเวลา 16.00 ของวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา

พบกับบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณตรงกับบุคคลตามหมายจับดังกล่าว อยู่ที่บริเวณตลาดบ้านแหลม หมู่ที่ 4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ทำการแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแสดงบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจ ให้บุคคลดังกล่าวตรวจดู จนเป็นที่พอใจ

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง เนื่องจากผู้ต้องหามีความรู้ด้านอัญมณีและค้าขายเพชรมานาน แต่ก่อนเป็นเจ้าของกิจการค้าขายอัญมณีที่จ.จันทบุรี จนมีฐานะรวย ได้รับฉายาในวงการค้าเพชรว่า “เสี่ยเอ” แต่ตอนหลังติดการพนันอย่างหนัก และประสบปัญหาทางธุรกิจจึงปิดกิจการ

และมีเงินติดตัว 40,000 บาท จึงเลือกวางแผนก่อเหตุ โดยนำเงิน 10,000 บาท มาเช่าร้านที่เกิดเหตุ และเงินอีก 20,000 บาท มาติดตั้งระบบประตูล็อกอัตโนมัติ และนำเงินอีก 10,000 บาท มาจ้างคนเข็นผักที่ จ.จันทบุรี (ชาวเขมร) มาทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์พาหลบหนี

หลังก่อเหตุแล้วก็หลบหนีไปแถววัดดวงแขและแยกย้ายกัน โดยผู้ต้องหาได้นำเพชรไปขายให้กับชาวต่างชาติคนหนึ่งในคาสิโนแถบชายแดนราคา 550,000 บาท และนำเงินมาจ่ายเป็นค่าจ้าง คนพาหลบหนี 100,000 บาท และเหลืออีก 400,000 และจะนำไปเล่นการพนันในบ่อน

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหาคนที่ฉลาดวางแผนเป็นอย่างดี และมีซิมโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก ไว้ใช้ติดต่อกับทีมงาน และรู้ว่าตำรวจจะไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด

เส้นทางหลบหนี จึงพยายามเปลี่ยนรถ ตั้งแต่รถหลบหนีขึ้นแท็กซี่และไปขับรถวอลโว่สีเขียว รุ่น เอส80 หมายทะเบียน ฌห7271 ซึ่งเป็นรถของตัวเองที่จอดทิ้งไว้ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ก่อนจะหลบหนีไป จ.จันทบุรีและถูกจับกุมในที่สุด

นายวีกี้ ไวบัส อายุ 44 ปี นายหน้าค้าเพชรชาวอินเดีย เปิดเผย รู้จักกับคนร้ายผ่านนายหน้าผู้หญิง ชื่อ “รัศมี” เป็นเวลา 10 วัน โดยนายหน้าอ้างกับตนว่า คนร้ายต้องการซื้อเพชรและจะจ่ายเป็นเงินสดจำนวน 10 ล้านบาท

จากนั้นได้โทรศัพท์คิดต่อกับคนร้ายตลอดโดยคนร้ายของต่อรองราคาเหลือ 7 – 8 ล้านบาท เมื่อเจอกันครั้งแรกตนก็จำได้ว่าเคยเจอคนร้ายเปิดบูธขายเพชรอยู่ที่งานจิวเวอร์รี่ ที่เมืองทองธานี จากนั้นได้นัดกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายตนจึงได้ตัดสินใจให้คนร้ายดูเพชร

จากนั้นคนร้ายก็ได้ขโมยเพชรก่อนหลบหนีไป จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหามีการเปลี่ยนชื่อ สกุล และเปลี่ยนแปลงที่อยู่ เพื่อให้ยากแก่การสืบสวนติดตามจับกุมตัว และกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวจำนวนหลายครั้ง หลายท้องที่ โดยผลการตรวจสอบประวัติดังนี้

1.นายมาโนช โพธิ์ศรี “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย” สน.บางรัก บก.น.6

2.นายตู้อู่ สุขสวัสดิ์พิพัฒน์ “ร่วมกันลักทรัพย์” สภ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี

3.นายตู้อู่ สุขสวัสดิ์พิพัฒน์ “ร่วมกันปล้นทรัพย์” สภ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

4.นายวสุรัตน์ สุขสวัสดิ์พิพัฒน์ …

ผลพิสูจน์ “ซากแมว” โดนหมาขย้ำตาย เจอสารแปลกปลอมคล้ายยาซึม

ผลพิสูจน์ “ซากแมว” ผลผ่าพิสูจน์ซากแมวตาย หลังถูกปล่อยทิ้งจนสุนัขขย้ำตาย 33 ตัว พบสารแปลกปลอมคล้ายยาซึมในแมวที่รอดชีวิต ขณะที่ซากแมวตัวอื่นๆ

ผลพิสูจน์ “ซากแมว” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนกรณีแมว จำนวน 33 ตัว ถูกสุนัขในวัดทุ่งงาย ต.ทุ่งงาย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กัดตายเหลือรอดอยู่เพียงตัวเดียว หลังจากที่มีคนขับรถกระบะนำไปปล่อยไว้ในวัด

ซึ่งเมื่อวานนี้ทางปศุสัตว์ จ.สงขลา และผู้ใหญ่บ้านทุ่งงาย ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.คอหงส์ แล้ว เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่นำมาปล่อย รวมทั้งมีการขุดซากแมว 4 ตัว ไปผ่าพิสูจน์เพื่อหาสารแปลกปลอม เพราะเชื่อว่าแมวทั้งหมดน่าจะถูกวางยามาก่อนแล้ว

ผลพิสูจน์

ล่าสุดในทางคดีตำรวจชุดสืบสวน สภ.คอหงส์ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาเบาะแสของรถยนต์กระบะที่นำแมวมาทิ้งไว้ซึ่งเป็นรถกระบะยี่ห้อนิสสัน รุ่นเอ็นวี สีบรอนซ์ หรือ เทา แต่หมายเลขทะเบียนไม่ชัด เพื่อแกะรอยเส้นที่มาของรถยนต์คันนี้ รวมทั้งป้ายหมายเลขทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของ

รวมทั้งตรวจสอบแหล่งที่มีการเลี้ยงแมวเป็นจำนวนมากๆ ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ว่ามีที่ใดบ้าง แต่เชื่อว่ารถกระบะคันนี้น่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ได้ขับมาไกล และขอความร่วมมือผู้ที่ทราบเบาะแสของรถกระบะคันนี้ ให้แจ้งข้อมูลไปที่ สภ.คอหงส์ หมายเลข 074-211411 หรือเพจ สภ.คอหงส์

ร.ต.อ.ชุติพนธ์ สุบรรณน้อย รองสารวัตรสอบสวน สภ.คอหงส์ เจ้าของคดี เปิดเผยว่า ในทางการสอบสวนยังรอผลการตรวจสอบรถยนต์ว่าเป็นของใคร หากทราบผู้ครอบครองก็จะออกหมายเรียก มาทำการสอบสวนว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมทั้งรอผลการผ่าพิสูจน์ศพแมวว่ามีร่องรอยของการทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมซึ่งโทษถึงขั้นจำคุกและปรับ

ส่วนความคืบหน้าผลการตรวจพิสูจน์แมวที่รอดชีวิต 1 ตัว และผลการผ่าพิสูจน์แมว 4 ตัว ที่ขุดหลุมไปตรวจเมื่อวานนี้ ผลออกมาแล้ว โดย น.ส.ศิรพันธ์ งามพร้อมวงษ์ กลุ่มอาสาบ้านหมายิ้ม เป็นตัวแทนของ Watchdog Thailand เปิดเผยว่า ผลการตรวจปัสสาวะแมวที่รอดชีวิต พบสารแปลกปลอมบางอย่างคล้ายกับยาซึมหรือยาในกลุ่มเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถระบุชนิดได้

ส่วนผลการผ่าพิสูจน์แมวที่ตายทั้ง 4 ตัว พบว่าสาเหตุการตายมาจากถูกสุนัขกัดและภายในบอบช้ำ ในกระเพาะอาหารมีข้าวที่ยังไม่ย่อย ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีการคลุกข้าวให้กินและอาจผสมยาบางชนิดเข้าไปในข้าวก่อนที่จะนำไปปล่อย ส่วนตัวเมียมีการทำหมันเรียบร้อย บ่งชี้ว่าแมวทั้งหมดมีการเลี้ยงดูอย่างดี

โดยหลังจากนี้จะส่งชิ้นเนื้อและตัวอย่างเลือดไปตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสารแปลกปลอมว่าเป็นสารชนิดใด และนำไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่นำแมวมาทิ้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เบรกหน้าทิ่ม ! นาทีขวัญผวาเจอชายปริศนา นอนขวางกลางถนนมิตรภาพ

เบรกหน้าทิ่ม หนุ่มขอนแก่นแชร์คลิปเตือนใจ เพราะเกือบขับรถเหยียบทับร่างชายนอนขวาง กลางถนนมิตรภาพ

เบรกหน้าทิ่ม ภาพจากกล้องหน้ารถยนต์ของ นายภูมิพัฒน์ อายุ 40 ปี สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญ วินาทีที่ขับรถยนต์มาตามทางอยู่ดีๆ ปรากฏว่าถนนข้างหน้ามีชายเมาพุ่งนอนอยู่กลางถนน ทำให้รถเกือบจะพุ่งชนและเหยียบชายคนดังกล่าว กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ หลังคลิปถูกนำไปแชร์ในโซเชียลมีเดีย

เบรกหน้าทิ่ม

โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนมิตรภาพ ฝั่งขาเข้าเมืองขอนแก่น ในช่องจราจรเลนขวาสุด หน้าบ้านกุดกว้าง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จุดดังกล่าวมีโครงการก่อสร้างถนนอยู่ โดยชายคนดังกล่าวสวมใส่กางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อ เมื่อรถหยุดจอดยังลุกขึ้นมาโวยวาย ทำให้ นายภูมิพัฒน์ ได้ขับออกไป

นายภูมิพัฒน์ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับภรรยาได้ขับรถจะกลับบ้านที่เมืองขอนแก่น โดยภรรยาเป็นคนขับ แต่ขณะที่ขับรถยนต์มาถึงจุดก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟบ้านกุดกว้าง ปรากฏว่าเห็นคนนอนอยู่บนถนนข้างหน้า จึงตะโกนร้องบอกภรรยาหยุดรถ

เมื่อรถหยุดระหว่างทาง ห่างจากจุดที่ชายคนดังกล่าวนอนอยู่ไม่ไกลนัก ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวก็ได้ลุกขึ้นมา พร้อมกับ ตะโกนว่า “ทำไมไม่เหยียบให้ตายๆ ไป!” สร้างความตกใจเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อมาตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น เพราะคาดว่าชายคนดังกล่าวอาจจะมึนเมา

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปสอบถามชาวบ้านบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ จึงทราบว่า ช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. มีชายสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ซึ่งเป็นชายคนเดียวกับที่นอนขวางถนนในคลิป ได้เดินมาและตะโกนเอะอะโวยวายเหมือนคนเมาสุราหรือสารเสพติด รวมทั้งมีการท้าตีท้าต่อย จากนั้นก็เดินหายเข้าภายในหมู่บ้านไป ซึ่งชาวบ้านต่างไม่คุ้นหน้าชายคนดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com