เหยื่ออีกรายเผย แก๊งอาร์ตลายตีผิดตัว รับค่าจ้าง 1,500 ตำรวจรู้ตัว

เหยื่ออีกรายเผย “เทพโซโล” หนีซุกพม่า ตร.เร่งประสานลากคอกลับไทย เหยื่ออีกรายเผย ถูกตีผิดตัว

เหยื่ออีกรายเผย พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ ผบก.สส.ภ.4. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการรวมรวบพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ “เทพ โซโล” และ “เทพบุตร โซโล”

ซึ่งทางการสืบสวนสอบสวนขณะนี้นั้นทราบตัวตนคนร้ายรายนี้ชัดเจนแล้ว แต่ยังคงไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใดๆขณะนี้ โดยล่าสุดพบว่าหลบหนีอยู่ในประเทศเมียนมาร์ แต่ต้องการให้หลักฐานชี้ชัดมากกว่านี้ ซึ่งทันทีที่ ตร.ภ.4 ได้หมายจับมาแล้ว จะทำการประสานทางการเมียนมาร์อย่างเป็นทางการตามขั้นตอนระหว่างประเทศทันที

เหยื่ออีกรายเผย

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้มีการประสานทางส่วนตัวไปด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจไทยและทางการเมียนมาร์มีการประสานงานกันในเรื่องส่งตัวผู้ต้องหาในหลายๆคดีมาแล้ว และได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดี

คดีล่าสุดที่เกิดขึ้นที่ขอนแก่นคาดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งผู้ต้องหาเหล่านี้จะต้องเอาตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทยให้ได้ ทั้งนี้ “เทพบุตรโซโล”นั้นเป็นแก๊งเดียวกันกับแก๊งค์ “มันทุกเม็ด” ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า

เมื่อแก๊งค์มันทุกเม็ดมีหมายจับก็ทำการปิดเฟชบุคไปและมาตั้งเป็น”เทพ โซโล ” และ “เทพบุตร โซโล” และในขณะนี้ “เทพบุตรโซโล” ตัวจริงก็ปิดเฟชบุ๊กไปแล้วเช่นกัน ซึ่งต่อไปก็จะตั้งชื่อเฟซบุ๊กขึ้นมาใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงในการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผกก.สภ.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ภายหลังจากมีคลิปเหตุการณ์รุมทำร้ายร่างกาย ชายไม่ทราบชื่อ

ซึ่งเป็นคลิปที่แก๊งค์ของนายอรรถพล หรืออาร์ตลาย อายุ 22 ปี พร้อมพวกรุมทำร้ายร่างกาย จนสุดท้ายกลายเป็นทำร้ายผิดคน และยังได้ปล้นเอารถจักรยานยนต์ไปด้วยนั้น ซึ่งผู้เสียหาย ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เรียกตัวผู้เสียหาย คือนายกิตติพัฒน์ หรือต้า อายุ 25 ปี มาสอบสวนแล้ว

“นายกิตติพัฒน์ ให้การว่า ไม่รู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหามาก่อน แต่ที่ไปตามนัดเพราะต้องการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อไปถึงที่นัดหมายกับพบวัยรุ่นประมาณ 5 คนยืนถือไม้เบสบอลและท่อนไม้ยืนอยู่หน้าบ้าน จึงจอดรถจักรยานยนต์แล้วทำทีเดินไปปัสสาวะข้างทาง

กลุ่มผู้ต้องหาจึงวิ่งเข้ามารุมทำร้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และผู้ที่ถูกกลุ่มนายอาร์ตลาย รุมทำร้ายร่างกายนั้นชื่อว่า นายบุญจันทร์ อายุ 52 ปี ชาว จ.พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามตัวนายบุญจันทร์มาสอบสวนแล้วเช่นกัน”

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวต่ออีกว่า จากการสอบสวนทราบว่า นายบุญจันทร์ ให้การว่ามีอาชีพเผาถ่านขายอาศัยอยู่ในชุมชนริมทางรถไฟพื้นที่บ้านหนองไผ่ ต.ศิลา

โดยรู้จักกับนายต้า เพราะอยู่ในชุมชนเดียวกัน ก่อนเกิดเหตุ นายต้าได้ชวนให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาเป็นเพื่อน โดยนายต้าอ้างว่าจะไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้รายวัน เมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์ไปถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งริมถนนเลี่ยงเมือง

พื้นที่บ้านเป็ด ต.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น นายต้าได้จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นก็หายตัวไปเหลือเพียงนายบุญจันทร์ ที่ถูกพรรคพวกของนายอาร์ตรุมทำร้าย

ซึ่งเมื่อนายอาร์ตทราบว่าคนที่ถูกตีไม่ใช่นายต้า จึงปล่อยตัวไปและทำการยึดเอารถจักรยานยนต์ของนายต้าไว้พร้อมทั้งปล่อยตัวนายบุญจันทร์ออกมาด้วย

จากการตรวจสอบประวัติของนายบุญจันทร์ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแต่อย่างใด จึงเชื่อว่านายต้ารู้ตัวก่อนจึงหลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าถูกปล้นเอารถจักรยานยนต์ไป

อย่างไรก็ตามในการสอบสวนในคดีที่เกิดขึ้นนั้น นายอรรถพล ได้รับการว่าจ้างจาก “เทพโซโล” ให้ทำร้ายนายต้าให้ได้รับบาดเจ็บเพื่อเป็นการสั่งสอนที่เบี้ยวค่ายาเสพติด ในราคา 5,000บาท พร้อมถ่ายคลิป แต่เมื่อทำงานพลาดเพราะตีผิดตัว

“เทพโซโล”จึงจ่ายเงินให้เพียง 1,500 บาท โดยผู้ที่ร่วมรุมทำร้ายนายบุญจันทร์ในวันดังกล่าวประกอบด้วย นายอาร์ต นายอั๋น (นามสมมุติ) อายุ16ปี ,นายมนตรีหรือมล อายุ23 ปี, นายเกียรติศักดิ์หรือบูม อายุ 23 ปี , น.ส.อริสาหรือฝน อายุ 22 ปีและด.ญ.เอ(นามสมุติ)อายุ 15 ปี ซึ่งผู้ต้องหา 5 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายนายเรดจนเสียชีวิต

แต่หลังเกิดเหตุทำร้ายร่างกายนายบุญจันทร์และร่วมกันปล้นรถจักรยานยนต์ของนายต้าแล้ว จึงได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้ง 5 คน รวมทั้งเด็กหญิงอายุ 15 ปีอีกหนึ่งคน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นและข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ รวมถึงข้อหา อั้งยี่ซ่องโจร เพิ่มเติมด้วย.

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

นักศึกษาสาว ปวส. รับไม่ได้ แฟนหนุ่มบอกเลิก ชักมีดปักอกซ้ายตายคาที่

นักศึกษาสาว ปวส. สาว ปวส.ยืนสะอื้นหน้าศพแฟน รับไม่ได้โดนแฟนหนุ่มบอกเลิก หลังคบกันได้ 5 เดือน ชักอาวุธมีดขึ้นมาปักอกซ้ายดับอนาถ

นักศึกษาสาว ปวส. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คันนายาว พร้อมกองพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบเหตุพบผู้ถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิต ภายในซอยรามอินทรา 75 (ซอยสันติสุข)

แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กทม. ในที่เกิดเหตุพบ นายพีรศิลป์ อายุ 19 ปี นักศึกษา ปวส. ชั้นปีที่ 2 ถูกอาวุธมีดแทงปักเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย 1 แผล เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ใกล้เคียงกันพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีม่วง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

นักศึกษาสาว

นอกจากนี้ ในที่เกิดเหตุยังพบ น.ส.สุพรรษา อายุ 19 ปี นักศึกษา ปวส. ชั้นปีที่ 2 กำลังยืนร้องไห้รอให้การกับทางตำรวจ ก่อนเชิญตัวไปสอบสวนที่ สน.คันนายาว

นางรัตนา อายุ 53 ปี มารดาของผู้เสียชีวิต ระบุว่า ลูกชายเคยมาระบายให้ฟังว่า อยากจะเลิกคบกับเพื่อนหญิง เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยถูกไล่ทำร้ายด้วยอาวุธมีด

เนื่องจากเป็นคนอารมณ์ร้อน ฉุนเฉียว อีกทั้งฝ่ายหญิงเคยมีครอบครัวมาก่อน ตนจึงกำชับให้ลูกชายคอยระมัดระวังตัวด้วย จนกระทั่งในวันนี้ถูกทางฝ่ายหญิงทำร้ายด้วยอาวุธมีดเล่มเดิม เนื่องจากลูกชายเพิ่งจะขอเลิกรา หลังจากเพิ่งคบกันได้เพียง 5 เดือน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

วงจรปิดนาทีชีวิต เขยลั่นไกฆ่ายกครัวเมีย 5 ศพ ลูกสาวท้องคลานไปกอดพ่อ

วงจรปิดนาทีชีวิต พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผบก.ภ.จ.อุตรดิตถ์ ได้ประชุมชุดสืบสวนเพื่อติดตามหาคนร้าย คือ นายธีรพล อายุ 39 ปี ใช้อาวุธปืน 9 มม. ยิง นายวิรัตน์ อายุ 48 ปี พ่อตา ถูกยิงเข้าหน้าทะลุท้ายทอย และนางกัญญารัตน์ บุตรสาวของนายวิรัตน์

วงจรปิดนาทีชีวิต ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ก่อเหตุและตั้งครรภ์ประมาณ 4 เดือน ถูกยิงเข้าทะลุศีรษะและกลางหลัง เสียชีวิตคาที่ในโรงจอดรถ

จากนั้น จะได้ไปตรวจสอบ ที่บ้านเลขที่ 71 ม.2 ต.พญาแมน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ บ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ซึ่งนายธีรพล ใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิง นางน้ำผึ้ง อินทรสิทธิ์ อายุ 48 ปี แม่ยาย นางน้ำผา อินทรสิทธิ์ อายุ 48 ปี

วงจรปิดนาทีชีวิต

พี่สาวฝาแฝดของนางน้ำผึ้ง ถูกยิงหลายนัดเข้าที่หัวและหน้าอก เสียชีวิตภายในห้องนอน และนางกนกวรรณ อายุ 53 ปี พี่สาวของนางน้ำผึ้ง เสียชีวิตอยู่บริเวณริมถนนหน้าบ้าน

นายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอพิชัย กล่าวว่า จากการสอบถามเพื่อนบ้าน ทราบว่า คนร้าย ได้ก่อเหตุจุดแรกที่บ้านเลขที่ 71 ม.2 ต.พญาแมน ยิงแม่ยายและพี่สาวฝาแฝดเสียชีวิตในห้องนอน จากนั้นขณะขับรถออกจากจุดเกิดเหตุ พี่สาวของผู้ตายคือนางกนกวรรณ

ได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งออกมาดู ทำให้ถูกยิงเสียชีวิตอีก 1 ราย รวมเป็น 3 ราย หลังจากนั้น คนร้าย ได้ขับรถไปที่บ้านเลขที่ 177 ม.1 ใช้อาวุธปืนยิงพ่อตาและภรรยาเสียชีวิต รวมทั้ง 2 จุด มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายเอกราช กำแหง และนายเขียว ยีมุบ ซึ่งเป็นญาติกับผู้ตาย ขณะนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์

ซึ่งในจุดแรกบริเวณโรงจอดรถนั้น กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพนาทีเกิดเหตุไว้ได้ โดยก่อนเกิดเหตุ นายธีรพล คล้ายมีปากเสียงกับภรรยาและพ่อตา ก่อนชักปืนออกมาจ่อยิงพ่อตา นางกัญญารัตน์พยายามวิ่งเข้าไปช่วยพ่อจึงถูกยิงล้มลงไปด้วย

ระหว่างนั้น ผู้ก่อเหตุได้วิ่งไล่ยิงหญิงสาวคนหนึ่งจนหายออกไปจากกล้องวงจรปิด ส่วนนางกัญญารัตน์ที่ได้รับบาดเจ็บก็คลานเข้าไปกอดพ่อของตนเองเอาไว้ แล้วแน่นิ่งไปทั้งคู่ จากนั้น นายธีรพลได้เดินกลับไปหาผู้บาดเจ็บที่นอนอยู่ ก่อนใช้ปืนจ่อยิงอีกหลายนานแล้วหลบหนีไป

ส่วนสาเหตุทราบเบื้องต้นจากชาวบ้านว่า ผู้ก่อเหตุมีปัญหาทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้งจากความหึงหวง โดยวันนี้ทะเลาะกันตั้งแต่ช่วงเช้า ผู้ก่อเหตุเคยขู่คาดยกครัว รวม 7 หลัง มาก่อหน้านี้ จนกระทั่งก่อเหตุสลดดังกล่าว ส่วนคนร้าย หลังจากก่อเหตุแล้วได้หลบหนีโดยใช้รถโตโยต้า แคมรี่ สีขาว ทะเบียน กล 4561 พิษณุโลกหลบหนี

ล่าสุด รถคันดังกล่าวได้นำรถเก๋งมาจอดไว้ภายในโรงแรม อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งจอดไว้หน้าห้องพักหมายเลข 9 สภาพรถถูกล็อกประตูไว้ โดยแม่บ้านของโรงแรม เปิดเผยว่า นายธีรพลได้ขับรถเก๋งเข้ามาเปิดห้องพัก จากนั้นได้มาแจ้งว่าขอยืมรถจยย.ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน 437 พิษณุโลก เพื่อไปรับเพื่อนสาวที่ห้างแห่งหนึ่ง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่กลับเข้ามาแต่อย่างใด

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กั้นพื้นที่รอบบริเวณเพื่อรอเจ้าหน้าที่วิทยาการ ศพฐ.6 เข้ามาตรวจสอบเก็บหลักฐานภายในรถเพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี คาดว่าน่าจะยังหลบหนีอยู่ในพื้นที่ ในเบื้องต้นตำรวจได้เช็คไปทางสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เกิดเหตุ ปรากฏว่าอยู่จังหวัดปทุมธานี

ขอบคณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com…

ทนายแก้ต่างยืนยัน “ใบเตย เพลงที่มีงูออกมา” ไม่มีเอี่ยวคดียาเสพติด

ทนายแก้ต่างยืนยัน  “ใบเตย เพลงที่มีงูออกมา” ออกมายืนยันแก้ต้าง เน็ตไอดอลสาวไม่มีเอี่ยวกับคดียาเสพติด ญาติจ่อประกันตัวสัปดาห์หน้า

ทนายแก้ต่างยืนยัน นายเสกสรรค์ เสนาชู ทนายความ น.ส.สุพัตรา บัวแก้ว หรือ ใบเตย เพลงที่มีงูออกมา ผู้ต้องหาร่วม นายพรชัย แฟนหนุ่มมียาเคไว้ในครอบครองเพื่อขาย เดินทางมาพร้อม กับมารดาและเพื่อนของใบเตย ขณะเยี่ยมระหว่างการฝากขัง

ทนายแก้ต่างยืนยัน

เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับน้องใบเตยเบื้องต้นยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดดังกล่าว แต่ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียดในสำนวนคดีของพนักงานสอบสวนว่าดำเนินคดีทั้งหมดกี่ข้อหา โดยในวันจันทร์ที่ 14 มกราคมนี้ จะเดินทางไปเยี่ยมและพูดคุยให้คำปรึกษาน้องใบเตย ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี

ขณะที่ วันนี้ญาติได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ยื่นประกันตัว คาดว่าจะยื่นประกันตัวในสัปดาห์หน้า ภายหลังจากได้ทราบรายละเอียดการดำเนินคดีที่ชัดเจนแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ใบเตย และแฟนหนุ่ม ทั้งสองไม่ได้ยื่นประกันตัวระหว่างการฝากขังวันนี้ เนื่องจากทั้งสองยังมีหมายจับคดีอื่นของศาลจังหวัดชลบุรีด้วย โดยเมื่อสิ้นสุดเวลาทำการของศาลแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตังทั้งสองไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษมีนบุรี ระหว่างฝากขัง 12 วันนี้ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com…

รวบแล้ว หนุ่มกัมพูชาแก้ผ้าอล่างฉ่าง สารภาพจะเปิดรถสาวเพราะเมาแล้วหื่น

รวบแล้ว ตำรวจ สน.พหลโยธิน รวบหนุ่มกัมพูชาแล้วแก้ผ้าหวังจะเปิดประตูรถเก๋งของหญิงสาวคนหนึ่ง รับสารภาพเมาจนเกิดอารมณ์ทางเพศ

รวบแล้ว จากกรณีที่หญิงสาวรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถ เผยให้เห็นภาพของชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ เดินตามรถระหว่างที่กำลังถอยเข้าบ้าน แล้วอยู่ๆ ก็ถอดกางเกงออกพร้อมกับพยายามเปิดประตูรถ เคราะห์ดีที่หญิงสาวกดล็อกประตูรถเอาไว้ทัน บีบแตร-เปิดไฟสูงไล่ โดยผู้โพสต์ได้เข้าแจ้งความแล้วที่ สน.พหาลโยธิน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุด (8 ม.ค.62) ตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้จับกุมตัว นายแกมเรียล อายุ 28 ปี ชาวกัมพูชา อาชีพรับจ้างทั่วไป ได้ภายในซอยที่เกิดเหตุ ในข้อหาเป็นชาวต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และข้อหาอนาจาร ก่อนจะประสานหญิงสาวผู้เสียหายรายดังกล่าวเข้ามาชี้ตัว ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นชายคนที่ก่อเหตุ

รวบแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ทางฝ่ายสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบที่เกิดเหตุ จนทราบตัวคนร้ายจึงไปควบคุมตัวมาได้

เบื้องต้น พบเป็นชาวต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ตรวจเลือดไม่พบสารเสพติด ผู้ต้องหารับสารภาพเมาสุราจึงเกิดอารมณ์ทางเพศ และได้ก่อเหตุดังกล่าว สำหรับหลักฐานสำคัญคือ ลายสักตรงกับภาพที่ปรากฏในคลิป ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผลักดันกลับประเทศ

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ ยังเตือนหญิงสาวว่าต้องมีสติ อย่างผู้เสียหายรายนี้ที่ไม่ประมาท แม้ว่าจะอยู่หน้าบ้านตนเอง ไม่รีบร้อนลงจากรถ ต้องดูให้แน่ว่าไม่มีคนแปลกหน้าตามมา และต้องล็อกรถตลอดเวลา เมื่ออยู่ตามลำพังคนเดียว หากเกิดเหตุไม่น่าไว้ใจต้องส่งสัญญาณให้คนรอบข้างรับรู้ เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

แค้นไม่ร่วมโกงเจ้านาย เปิดชนวนเหตุ มือปืนยิงหนุ่มเซลส์แมนต่อหน้าลูก 6 ขวบ

แค้นไม่ร่วมโกงเจ้านาย กรณีนายพงษ์ศิลป์ หรือ หนุ่ย อายุ 25 ปี หนุ่มเซลส์แมนขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ถูกเพื่อนร่วมงานจ่อยิง 5 นัด จนเสียชีวิต ต่อหน้าภรรยาและลูกสาววัย 6 ขวบ

แค้นไม่ร่วมโกงเจ้านาย วันที่ 5 ม.ค. 62 นายวสันต์ เจ้าของปั๊มน้ำมัน เปิดเผยว่า ทราบเรื่องที่ทั้ง 2 คนมีปัญหากัน แต่ก็ได้เรียกมาคุย ซึ่งตนก็ไม่คิดว่าจะมาเกิดเรื่องนี้ขึ้น หลังจากนี้คงปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย เบื้องต้นได้มอบหมายให้ญาตินำเงินช่วยเหลือค่าทำศพและพวงหรีดมามอบให้กับผู้เสียชีวิตในฐานะนายจ้างแล้ว

แค้นไม่ร่วมโกงเจ้านาย

ที่วัดเทวสังฆาราม ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งบรรยากาศการรดน้ำศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ภรรยาและแม่ของผู้เสียชีวิต ร้องไห้ทรุดตัวลงกับพื้น เพราะยังทำใจไม่ได้ที่สามีและลูกชายจากไปอย่างกะทันหัน

น.ส.มีนา อายุ 26 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต บอกว่า สามีกับผู้ก่อเหตุเคยเป็นเพื่อนที่ทำงานกัน โดยสามีทำงานมาได้ประมาณ 1 ปี แต่ช่วงหลังมีปัญหากัน ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีแม้แต่เรื่องชกต่อยกัน แต่เมื่อคืนนี้ก่อนจะเกิดเหตุ นายเดี่ยว ผู้ก่อเหตุ พร้อมกับเพื่อนที่มาร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ เดินเข้ามาถามสามีว่า “พวกมึงมีปัญหาอะไรกับกู” แต่สามีไม่ได้ตอบโต้ จนเจ้าของปั๊มน้ำมันมาเห็น จึงพาตัวผู้ก่อเหตุและเพื่อนออกไป เจ้าของปั๊มจึงบอกให้ปล่อยไป อย่ามีเรื่องกัน จากนั้นทั้งหมดก็สังสรรค์กันตามปกติ

จนมาถึงช่วงที่กำลังจะกลับบ้าน หลังตน สามีและลูกสาว วัย 6 ขวบ ลาเจ้าของปั๊มน้ำมัน แล้วกำลังจะเปิดประตูขึ้นรถ นายเดี่ยววิ่งเข้ามาต่อยสามี แต่ถูกคนในงานห้ามไว้ และพาตัวออกไป แต่นายเดี่ยวกลับชักปืนรัวใส่สามีหลายนัด แม้สามีจะวิ่งหนี แต่ผู้ก่อเหตุก็ยังวิ่งตามไปยิง ตอนนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนตนทำอะไรไม่ถูก แต่ด้วยความที่ยืนอยู่ด้วยกันในระยะประชิด ในรถก็มีลูกสาว ตนจึงรีบวิ่งไปดูลูก จนมาพบคราบเลือดที่เสื้อของตัวเอง จึงรู้ว่าสามีถูกยิง ลูกสาววัย 6 ขวบ กรีดร้องด้วยความตกใจ ซึ่งลูกสาวมาบอกตอนหลังว่า รู้สึกเหมือนมีเศษอะไรกระเด็นมาถูกขา จนมาพบว่าเป็นปลอกกระสุนปืน ตอนนี้ลูกรู้แล้วว่าพ่อเสียชีวิต

น.ส.มีนา บอกทั้งน้ำตาว่า รู้สึกพูดไม่ออก อึ้งไปหมด สามีเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำไมต้องมาฆ่ากัน แค่ทำให้เจ็บก็น่าจะพอแล้ว ฆ่ากันขนาดนี้แล้วลูกจะอยู่อย่างไร สามีเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่เคยเจ้าชู้ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ดี ส่วนผู้ก่อเหตุจะเข้ามาขอขมาศพหรือไม่เข้ามาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคนตายไปแล้ว ก็กลับมาไม่ได้ สุดท้ายถ้าสามีฟังอยู่ อยากให้รู้ว่ารักมากและสัญญาจะดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด

ขณะที่พี่ชายของคนตาย ให้ข้อมูลว่า ยังรู้สึกติดใจอยู่ เพราะน้องชายไม่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับใคร เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวมาโดยตลอด เท่าที่ทราบน้องชายเคยเล่าให้ฟังว่า ผู้ก่อเหตุมาชักชวนให้โกงเงินเถ้าแก่ แต่น้องชายไม่เอาด้วย จึงผิดใจกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง-ถ่วงแม่น้ำโขง ลือสนั่นอาจเป็นแกนนำการเมือง

ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง คดีพบศพฆ่าถ่วงน้ำโหดยังไม่คืบหน้า มีหลักฐานโยงอีกศพที่เจอที่ อ.ธาตุพนม ก่อนหน้านี้

ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีพบศพชายนิรนามลอยอืดปริศนา ริมแม่น้ำโขง ในเขตบ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.เมือง นครพนม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบชันสูตรศพพบสภาพถุงกระสอบป่าน ต้องสงสัย มัดด้วยลวดและเชือก ลอยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง จึงได้ทำการกู้ขึ้นมาตรวจสอบ

ตร.ยังมึนคดีฆ่าคว้านท้อง

เปิดดูภายในเป็นสภาพศพชาย สภาพเน่าอืด ผิวขาว รูปร่างท้วม สูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดสีดำ ทับด้วยเสื้อคล้ายเสื้อผ้าหม้อฮ่อม สีน้ำเงิน กางเกงสามส่วน สีน้ำเงิน แต่จากเค้าโครงหน้าไม่สามารถดูออกได้ว่าเป็นใคร คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า สภาพศพถูกฆาตกรรมแบบสุดเหี้ยม น่าจะถูกฆาตกรรมมาจากที่อื่น เนื่องจากสภาพศพมีถูกล็อกแขนด้วยกุญแจมือทั้ง 2 ข้าง ส่วนขาได้ใช้เทปกาวพันขารวมกัน ในลักษณะท่านั่งคุกเข่า และยังมีการใช้ของมีคมแหวกหน้าท้อง เพื่อยัดท่อนปูนเข้าไปถ่วง และคลุมด้วยกระสอบป่าน มัดด้วยเลือกและลวดอีกชั้น

ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่พบเบาะแสหรือที่มา รวมทั้งยังไม่ชี้ปมการเสียชีวิต แต่หลังการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ได้พบศพชายนิรนาม ในสภาพลอยอืดและมีสภาพศพถูกฆาตกรรมโหดแบบเดียวกัน ในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

ขณะที่ทาง สภ.ธาตุพนม ได้เก็บหลักฐานและนำชิ้นส่วนศพ ส่งไปตรวจชันสูตร เพื่อหาส่วนที่เชื่อมโยงกันทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนศพทางตำรวจได้นำไปฝากไว้ที่มูลนิธิธงแดง จ.มุกดาหาร รอผลการตรวจชันสูตร

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือที่โยงไปถึงประเด็นทางการเมือง หลังมีข้อสันนิษฐานอ้างว่า อาจจะเป็นศพของกลุ่มแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานของตำรวจ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

มูลนิธิกระจกเงา เปิด 10 ข้อสรุป ประเด็นสงสัยคดีเด็ก 2 ขวบ

มูลนิธิกระจกเงา  สรุป 10 ประเด็น คลายข้อสงสัย คดีเด็กชายวัย 2 ขวบชาวพม่า เสียชีวิตในไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี เล็งถอดบทเรียนเหตุการณ์

มูลนิธิกระจกเงา ได้บรรยายข้อเท็จจริงเป็นบทสรุป 10 ประเด็น เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับสังคม ในคดีเด็กชายวัย 2 ขวบชาวเมียนมา เสียชีวิตอยู่ในไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี หลังจากคดีดังกล่าวได้คลี่คลายและไขกระจ่างความจริงค่อนข้างน่าชัดแล้ว โดยระบุว่า…

มูลนิธิกระจกเงา

1. ผลการตรวจชันสูตรศพเด็กชายวัย 2 ขวบ โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม สอดคล้องกับผลการชันสูตรของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

2. ผลการตรวจชันสูตร ไม่พบร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคม-ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย -มีร่องรอยการถูกกัดแทะจากสัตว์-กระดูกไม่แตกหัก

3. ประเด็นเรื่องเด็กเป็นโปลิโอหรือไม่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุตรวจสอบแล้วไม่พบข้อบ่งชี้ของกระดูกว่าเป็นโรคโปลิโอ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของทีมงานมูลนิธิกระจกเงา ที่ได้สัมภาษณ์ผู้ปกครองผ่านล่าม ว่าเด็กวิ่งเล่นได้ปกติ

4. ประเด็นเรื่องอุบัติเหตุจากรถไถ การสัมภาษณ์ข้อมูลของทีมงานมูลนิธิกระจกเงา วันเกิดเหตุ คนขับรถไถ ผ่านจุดที่เด็กน่าจะวิ่งเล่นเป็นครั้งสุดท้ายจริง ระบุว่าพบเด็ก 2 คนอยู่ข้างทาง แต่ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเด็กที่หายไปหรือไม่

ตรวจสอบลักษณะคันไถ หางหลังเป็นคราดแบบลากไถ ไม่ใช่แบบผาน ที่เป็นใบจาน ข้อมูลห้วงเวลาการทำงานในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง คนขับรถไถยังอยู่ในพื้นที่หลังเด็กหายไป สอดคล้องกับผลชันสูตรศพว่าไม่พบบาดแผลที่ร่างกายของเด็ก จึงไม่ใช่อุบัติเหตุจากรถไถชน

5. แนวทางการสืบสวนและการประชุมคดี แม้จะตั้งประเด็นเรื่องการพลัดหลงเป็นลำดับแรก แต่มีการตั้งประเด็นข้อสันนิษฐานบุคคลพาเด็กไปควบคู่ไปด้วย ทีมงานมูลนิธิกระจกเงาได้เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดี

ตำรวจสืบสวนมีการติดตามข้อมูลของบุคคลที่ใช้สารเสพติด บุคคลพ้นโทษในคดีทางเพศ และบุคคลที่มีอาการวิลกจริตในพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติการสืบสวนของทุกเคสเด็กหาย ที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเสมอ

6. กรณีผู้ต้องหา เป็นชายวิกลจริต ที่ตำรวจจับกุม ข้อเท็จจริงในการสืบสวน มีการติดตามสืบสวนบุคคลนี้ก่อนพบศพเด็กหาย ข้อมูลพื้นฐานของพฤติกรรมและลักษณะการให้การเบื้องต้น มีข้อสงสัยว่าบุคคลนี้อาจเกี่ยวข้อง

แต่เนื่องจากคำให้การวกวนด้วยอาการวิกลจริต จึงต้องรอผลตรวจชันสูตรและการตรวจที่เกิดเหตุสนับสนุน ตลอดจนการร่วมสอบปากคำโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

7. ตำรวจแจ้งว่า การสอบปากคำเด็กหญิงวัย 3 ขวบ โดยกระบวนการของทีมสหวิชาชีพ เด็กให้ข้อมูล ในทำนองว่ามีผู้ใหญ่เพศชายจับมือเด็กหายแล้วพาไป ทั้งนี้ ไม่ได้ให้เด็กหญิง 3 ขวบชี้ภาพผู้ต้องหา เนื่องจากเด็กอาจจดจำลักษณะโดยละเอียดไม่ได้ จำได้เพียงสาระสำคัญว่าเป็นผู้ใหญ่เพศชาย

8. ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาชายวิกลจริต ในข้อหาปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กไปจากความปกครองของบิดามารดา เพียงข้อหาเดียว เพราะพยานหลักฐานที่สอดคล้องกันและมีอยู่ เชื่อได้ว่าพาเด็กไปจริง ส่วนการเสียชีวิตของเด็ก ไม่มีพยานหลักฐานยืนยัน ว่าเกิดจากสาเหตุใด จึงตั้งข้อหานี้ก่อนเพียงข้อหาเดียว

9. ตำรวจได้วัดระยะทางจากจุดที่เด็กวิ่งเล่นเป็นครั้งสุดท้ายจนถึงจุดพบศพระยะทางประมาณ 900 เมตร จึงมีคำถามว่าเหตุใดจึงหาไม่เจอในช่วงเวลาแรก มูลนิธิกระจกเงาอยู่ในพื้นที่รวม 6 วันเต็ม จึงเข้าใจการค้นหาว่า พื้นที่กว้างใหญ่มาก

การค้นหาทำรอบทิศทางโดยเฉพาะถนนตัดไร่อ้อยเส้นหลัก (ถนนเส้นที่เด็กวิ่งเล่นครั้งสุดท้าย) จุดพบศพ ไม่ใช่ถนนเส้นหลัก ไม่ใช่ทางตรง ผ่านไร่อ้อยอีกหลายแปลง การค้นหาด้วยจำนวนกำลังคนไม่มากนัก จึงเหนื่อยล้า การค้นหาเน้นหนักในไร่อ้อยแปลงที่ติดถนน วันที่พบศพเป็นวันที่มีการระดมกำลังการค้นหามากที่สุด และแบ่งพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนที่สุด จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการค้นหา

10. แม้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ อาจถูกตั้งคำถาม มีข้อสงสัย มีความคลางแคลงใจจำนวนมาก แต่เนื่องจากเป็นการเผชิญเหตุเฉพาะหน้า ย่อมมีข้อผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ บทเรียนแนวทางปฏิบัติ มูลนิธิกระจกเงา จะได้ถอดบทเรียนและข้อเสนอแนะต่อสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากการพบตัวเด็ก ถือเป็นความสำเร็จในภารกิจ สิ่งเหล่านี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว สิ่งสำคัญที่สุดคือสังคมควรตระหนักต่อปัญหาเด็กหาย เริ่มจากตัวเองที่ไม่ปล่อยบุตรหลานวิ่งเล่นตามลำพัง อันอาจจะเกิดความเสี่ยงในการพลัดหลงหรือเกิดเหตุร้ายได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

แม่บ้านน้ำตานอง โดนลูกค้าตบแบบไม่รู้ตัว กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

แม่บ้านน้ำตานอง ตำรวจออกหมายเรียกหนุ่มพฤติกรรมแปลก ตบหน้าพนักงานทำความสะอาดหอพัก ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก สาวร้องขอทั้งน้ำตา

แม่บ้านน้ำตานอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี นายอำนาจ เจ้าของอะพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง ริมถนนสายพระยาสัจจา ขาเข้าตัวเมืองชลบุรี หมู่ 3 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ได้พา น.ส.สุภาภรณ์ แม่บ้านของหอพักดังกล่าว เข้าพบกับ พ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี

แม่บ้านน้ำตานอง

โดยระบุว่า อยู่ดีๆ นายสราวุธ ผู้เช่าอะพาร์ตเม้นต์ได้ทำร้าย น.ส.สุภาภรณ์ โดยภาพวงจรปิดได้จับภาพขณะที่ นายสราวุธ ได้เดินป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณชั้นล่างของหอพัก ในลักษณะมีอาการงุ่นง่าน หลังจากนั้นได้ไปหยิบยาชูกำลังมาดื่ม 1 ขวด และไม่ยอมจ่ายเงิน หลังจากนั้นได้เดินปรี่เข้ามาหา น.ส.สุภาภรณ์ แล้วใช้มือตบไปที่ศีรษะอย่างจัง หลังจากนั้นได้เดินจากไป

จากการสอบถาม น.ส.สุภาภรณ์ พูดด้วยน้ำตาคลอ ช่วงเกิดเหตุกำลังจะมาทำความสะอาด นายสราวุธ ได้เดินเข้ามาพูดกับตนว่า “มึงพูดอะไร”

ทั้งที่ตนไม่ได้พูดอะไรเลย หลังจากนั้นได้ใช้มือตบศีรษะอย่างแรงทำให้รู้สึกมึนไปหมด ก็ไม่รู้ว่ามาตบทำไม ทั้งที่ไม่รู้จักมาก่อน ทำให้ตนเสียใจและเสียความรู้สึก ทำงานมาตลอด มีแต่ยิ้มแย้มให้กับลูกค้า เมื่อถูกทำร้ายจึงได้มาแจ้งความจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ทางด้าน พ.ต.อ.อตินันท์กล่าวว่า ในเรื่องนี้ตำรวจจะได้ออกหมายเรียกนายสราวุธมารับทราบข้อกล่าวหาฐานทำร้ายร่างกายไม่บาดเจ็บสาหัส ซึ่งผู้เสียหายยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหาย จึงอยากให้นายสราวุธมาพบพนักงานสอบสวน ก่อนที่จะออกหมายจับด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน ! คว้าฉมวกยิงปลายิงเสียบคอคู่อริดับ คาดขัดแย้งเรื่องไก่ชน

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน รับแจ้งมีคนถูกปืนยิงปลายิงใส่ บริเวณลำคอ มารักษาตัวอยู่ที่ รพ.สต.บางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จึงเดินทางมาตรวจสอบ

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน ด้านหน้า รพ.สต.บางแก้ว พบร่างนายสุพจน์ ง่อมเขียว อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/5 ม.2 ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี สภาพมีลูกฉมวกสำหรับยิงปลาติดอยู่ที่บริเวณลำคอ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.บางแก้ว และหน่วยกู้ชีพ รพ.บ้านแหลม พยายามปั๊มหัวใจนานกว่า 20 นาที แต่นายสุพจน์ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

หนุ่มใหญ่เลือดร้อน

สอบถามญาติของนายสุพจน์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายสุพจน์ได้ออกไปตัดหญ้าบริเวณวัดพิกุลแก้ว ม.4 ต.บางแก้ว ขณะนั้นได้พบกับนายนุ ชาวบ้านแหลม อายุประมาณ 40 ปี ซึ่งเคยมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อน ทั้งสองได้มีปากเสียงด่าทอและลงมือชกต่อยกัน ก่อนที่นายนุจะได้ใช้ปืนยิงปลายิงใส่นายสุพจน์ที่บริเวณลำคอแล้วหลบหนีไป ส่วนนายสุพจน์วิ่งออกมาริมถนน ขอความช่วยเหลือ พลเมืองดีที่ประสบเหตุจึงรีบนำมารักษาตัวที่ รพ.สต.บางแก้ว กระทั่งเสียชีวิตดังกล่าว

โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแหลม ได้จับกุมตัวนายนุผู้ก่อเหตุได้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายสมาน อายุ 46 ปี พร้อมกับนำตัวไปชี้ของกลางซึ่งเป็นปืนยิงปลาที่ใช้ก่อเหตุที่นำไปแขวนไว้กับขื่อบ้าน รถจักรยานยนต์ ลูกดอกยิงปลาอีกจำนวนหนึ่ง สอบถามนายสมานสารภาพว่า ก่อนหน้านี้มีเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ตายเรื่องเลี้ยงไก่ชนมาหลายครั้ง

ขณะเกิดเหตุตนออกไปยิงปลา และได้พบกับผู้ตาย ผู้ตายได้เดินเข้ามาต่อว่าตนด้วยถ้อยคำหยาบคายและถ่มน้ำลายใส่หน้า จากนั้นผู้ตายได้ตรงเข้ามาชกต่อยตน ตนพยายามปัดป้องแต่ผู้ตายยังไม่เลิกราพยายามคว้าไม้

ซึ่งตกอยู่บริเวณใกล้เคียงจะเข้ามาทำร้ายตน ตนจึงใช้ปืนยิงปลาที่ถืออยู่ในมือยิงสวนเข้าไป 1 ครั้ง และจากนั้นได้หลบหนีกลับมาที่บ้านพักเพื่อเอาปืนยิงปลามาเก็บและไปติดต่อนายสมพร บัวน้อย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.บางแก้ว ให้พาเข้ามอบตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายสมานไปดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com