หนุ่ม ตชด.เครียด ! ถูกโยงวางระเบิดสังหารทหาร คว้า 11 มม. จ่อหัวดับ

หนุ่ม ตชด.เครียด ! หลังถูกโยงวางระเบิดสังหารทหารดับ 1 ราย บันทึกภาพพร้อมทิ้งจดหมายลาตาย ก่อนคว้าปืนประจำกายขนาด 11 มม. จ่อหัวดับ

หนุ่ม ตชด.เครียด ! วันนี้ 10 ต.ค. 61 เวลา 07.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.วีระพงษ์ ชัยอุดม ร้อยเวร สภ.เมืองระนอง รับแจ้งเหตุมี มีคนโดนอาวุธปืนยิงที่ศรีษะ ที่บ้านหลังหนึ่ง ถนนชาติเฉลิม ซอยกวงหมิง ต.เขานิเวศน์ เขตเทศบาลเมืองระนอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ

หนุ่ม ตชด.เครียด

เมื่อไปถึงทราบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บมีรถจาก โรงพยาบาลระนอง มารับส่งตัวไปโรงพยาบาลก่อนหน้านี้แล้ว พบเพียงลูกชายผู้ที่ถูกอาวุธปืนยิงและญาติอีกหนึ่งคน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า ผู้ที่ถูกอาวุธปืนยิงใส่คือ ดาบตำรวจเมธี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 415 ระนอง ก่อนเกิดเหตุลูกชายนอนอยู่ในห้องนอนใกล้กันกับ ดาบตำรวจเมธี และได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งออกจากห้องมาดูพบว่าพ่อถูกยิง

จึงโทรเรียกรถพยาบาลพร้อมโทรบอกญาติๆ มาช่วยนำพ่อส่งโรงพยาบาล ซึ่งต่อมาไม่นาน ดาบเมธี ก็เสียชีวิตลงในห้องไอซียู โดยทราบว่า ดาบตำรวจเมธี ใช้ปืนอาวุธประจำกายขนาด 11 มม.จ่อหัวยิงตัวเอง

โดยเจ้าหน้าที่พบว่า ดาบเมธี เขียนจดหมายลาตาย 2 ฉบับ และมีการบันภาพก่อนเสียชีวิตไว้ในมือมือถือ ซึ่งสาเหตุที่ระบุในจดหมายพอสรุปได้ว่า เกิดจากความเครียดในเรื่องที่ตนเองถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดรถทหารในค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่ 415 เมื่อคืนวันที่ (5 ต.ค. 61) ที่ผ่านมา

ซึ่งตนเองไปเคยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทุกวันทำแต่งานตามหน้าที่ทุกอย่าง แต่เสียใจที่ถูกนำไปโยงกับเรื่องดังกล่าว จึงตัดสินใจใช้อาวุธประจำกายจบชีวิตตนเองเพราะไม่อยากมีประวัติในเรื่องดังกล่าว

ด้าน ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจเมธี ระบุว่า ที่ผ่านมา ดาบตำรวจเมธี เป็นคนตั้งใจทำงาน เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานทุกคน ไม่เคยแสดงอาการออกมาว่าเครียด เป็นคนที่สนุกกับการทำงาน รักครอบครัว งานที่ผู้บังบัญชาสั่งทำสามารถทำได้ดีทุกเรื่องการร่วมงานกับหน่วยอื่นๆ ก็ทำได้เป็นอย่างดี ทุกคนรักดาบตำรวจเมธี เพราะรู้ว่าเป็นคนดีเข้ากับเพื่อนร่วมงานทุกคน

จนมาเกิดปัญหาเรื่องการวางระเบิดรถทหารภายในค่ายตำรวจตระเวนชายแดนจนมีทหารเสียชีวิต 1 นาย แนวทางการสืบสวนมีการโยงพร้อมเรียก ดาบตำรวจเมธี ไปสอบสวน

ซึ่งก็ตรงกับจดหมายลาตายซึ่งเป็นสาเหตุในการตัดสินใจจบชีวิตตนเองในครั้งนี้ ทางครอบครัวและเพื่อนร่วมงานรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่คนดีๆ คนตั้งใจทำงานอย่าง ดาบเมธี ต้องมาจบชีวิตลงในวันนี้เพราะความเครียด

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก หลังถูกมือดีขโมย “มิเตอร์น้ำประปา” ขาย

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก วันที่ 9 ตุลาคม 61 เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ผ่านมา ร้อยตำรวจเอก นิยุทธ ยศสมบัติ ร้อยเวร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุลักทรัพย์เป็นมิเตอร์น้ำประปาของชาวบ้านที่บ้านบ่อ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง พอไปถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มชาวบ้านยืนมุงดูจุดที่ติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาริมถนนหน้าบ้านพัก และพบว่ามีมิเตอร์น้ำประปา

ซึ่งทำจากทองเหลืองที่ติดตั้งอยู่ริมถนนหน้าบ้านพักของชาวบ้านหายไป จำนวน 3 ตัว แต่ยังดีที่คนร้ายใจดีปิดวาล์วน้ำเอาไว้ให้ไม่ปล่อยให้น้ำประปาไหลเจิ่งนองพื้น

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

จากการสอบถามนางศิริพร ชารีนิวัฒน์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 3 บ้านบ่อ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ผู้เสียหาย บอกว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาตนได้ตื่นนอนและเข้าไปทำกิจส่วนตัวในห้องน้ำ

แต่ปรากฏว่าน้ำน้ำประปาไม่ไหล ตนจึงเข้าใจว่าทางประปาคงจะงดจ่ายน้ำชั่วคราว จึงไปถามเพื่อนบ้านข้างเคียงว่าน้ำประปาไหลหรือไม่ ผู้ใหญ่บ้านมีการประกาศแจ้งเตือนน้ำประปาไม่ไหลหรือไม่ เพื่อนบ้านก็ตอบว่าไม่มีการแจ้งนะ และน้ำประปาที่บ้านของเพื่อนบ้านก็ไหลตามปกติ

ตนจึงเดินไปตรวจดูที่บริเวณติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาซึ่งอยู่ริมถนนหน้าบ้านพัก จึงพบว่ามิเตอร์น้ำประปาของตนและมิเตอร์น้ำประปาของเพื่อนบ้านอีก 2 ตัว ซึ่งทำจากทองเหลืองที่อยู่จุดเดียวกันถูกลักหายไป รวม 3 ตัว ก่อนที่จะได้แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบดังกล่าว

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีมิเตอร์น้ำประปาของชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองยโสธร ซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลจากจุดนี้มากนักถูกลักหายไปหลายตัวเช่นกัน จึงคาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันที่พากันตระเวนลักมิเตอร์น้ำประปาของชาวบ้าน

โดยจะเลือกเอาเฉพาะมิเตอร์น้ำประปาที่ทำจากทองเหลืองเท่านั้น เพราะขายได้ราคาดี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ส่งชุดสายสืบลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุไปลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เตือนภัย ! สาวใหญ่หวังชิงทรัพย์พระถึงในวัด ชาวบ้านหวั่นเป็นมิจฉาชีพ

เตือนภัย ! วันที่ 8 ต.ค. 61 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดหนองปรือ หมู่ 4 ต.โบสถ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังได้รับแจ้งว่ามีมิจฉาชีพเข้าไปภายในวัดหวังจะลักทรัพย์

เตือนภัย ! จากการสอบถามพระครูรัตนะ โชติธรรม อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดหนองปรือ เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 4 ต.ค. 61 ขณะที่พระสงฆ์ในวัดกำลังรอโยมมารับเพื่อไปสวดพระอภิธรรมศพภายในหมู่บ้าน

เตือนภัย

ระหว่างนั้นพระลูกวัดได้มาเคาะประตูกุฏิบอกว่ามีโยมมาหาพระครูฯ เมื่อเปิดประตูออกมา ก็พบผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 40-50 ปี สูงประมาณ 160 ซม. ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

สวมเสื้อคลุมแขนยาวสีแดงแขนเสื้อสีเทา นุ่งกางเกงยีนขาสั้นเสมอเข่าสีเข้ม สะพายกระเป๋าสีชมพูไว้ที่แขนด้านขวา เดินเข้ามาหาบอกว่าจะมาขอความช่วยเหลือ พระครูฯ จึงถามว่าจะให้ช่วยอะไร

ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบว่ามีความเดือดร้อนอยากจะขอเงินซัก 3,000–4,000 บาท พระครูฯ ตอบไปว่าพระไม่มีเงินหรอก ระหว่างนั้นหญิงคนดังกล่าวได้มองมาที่โทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่ภายในมือของพระครูฯ และตรงเข้ามาแย่งหวังจะชิงเอาโทรศัพท์ไป

พระครูฯ จึงเดินหนีและพยายามจะกดโทรศัพท์หากรรมการวัดและน้องสาวที่อยู่ภายในหมู่บ้านให้เข้ามาช่วยเหลือ แต่หญิงคนดังกล่าวได้เดินตามตลอดเพื่อจะยื้อแย่งเอาโทรศัพท์ไปให้ได้

จนพระลูกวัดที่อยู่ในกุฏิได้ยินเสียงดังผิดปกติจึงออกมาดูเหตุการณ์ และช่วยเหลือพระครูฯ ให้เข้าไปหลบอยู่ในกุฏิของพระลูกวัดก่อน ซึ่งหญิงคนดังกล่าวก็ไม่ลดละความพยายาม

ยังตามเข้าไปรื้อค้นของภายในกุฏิของพระลูกวัดอีกแต่ไม่ได้ทรัพย์สินอะไรไป ระหว่างนั้นน้องสาวของพระครูฯ และชาวบ้านได้เดินทางเข้ามาถึงที่เกิดเหตุ ผู้หญิงคนดังกล่าวจึงหยุดทำพฤติกรรมไม่ดี

จากการสอบถามนางสม ยิ่งพิมาย อายุ 51 ปี น้องสาวของพระครูฯ เล่าว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากพระครูฯ โทรบอกให้รีบมาหาที่วัด เนื่องจากมีคนแปลกเดินหน้าเข้ามาเพื่อหวังจะชิงโทรศัพท์มือถือ ตนจึงรีบชวนเพื่อนบ้านและกรรมการวัดซึ่งอยู่ใกล้เคียงให้ไปพร้อมกัน

จึงพบผู้หญิงคนดังกล่าวเดินวนไปวนมาภายในกุฏิพระ เมื่อเข้าไปสอบถามผู้หญิงคนดังกล่าวบอกว่ากำลังมีเรื่องเดือดร้อนต้องการเงิน 3,000-4,000 บาท ต้องการให้พระครูฯ ช่วยเหลือ

ตนจึงบอกว่าพระครูฯ ไม่มีเงินให้หรอก ถ้าเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือจริง ตนจะพาไปหากำนันหรือผู้ใหญ่บ้านแทน อีกอย่างตอนนี้ก็เป็นเวลามืดค่ำแล้วไม่เหมาะสมที่จะเข้ามาขอความช่วยเหลือตอนนี้ ตนและชาวบ้านคนอื่นจึงช่วยกันไล่ผู้หญิงคนดังกล่าวออกไปจากวัด

หลังจากใช้เวลาพูดคุยอยู่นาน จึงยอมเดินออกไปจากวัด หลังจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับวัดได้สังเกตว่า มีรถปิคอัพขับมารับผู้หญิงคนดังกล่าวก่อนจะมุ่งหน้าออกไปทาง อ.ชุมพวง

หลังเกิดเหตุตนได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนันทราบและแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ทำการตรวจสอบและดูแลความปลอดภัย เพราะตนกลัวว่าจะเป็นแก๊งมิจฉาชีพที่หวังจะเข้ามาชิงทรัพย์ หากยังไปทำพฤติกรรมดังกล่าวต่อวัดอื่นๆ อีกจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก

ครั้งนี้ถือว่ายังโชคดีที่ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายพระครูฯ แต่อย่างใด เนื่องจากพระครูฯ สุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จึงอยากฝากเตือนไปยังผู้ที่พบเห็นผู้หญิงคนดังกล่าวให้ระมัดระวัง และทำการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อนำตัวมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 …

หนุ่มใหญ่หึงโหด ฆ่าเมีย-ลูกเลี้ยง ก่อนผูกคอตัวเอง ดับยกครัว 3 ศพ

หนุ่มใหญ่หึงโหด ฆ่ายกครัวเมีย-ลูกเลี้ยงก่อนผูกคอตัวเองดับ 3 ศพ เหตุระแวงถูกนอกใจ หลังเตรียมติดคุกแทนค่าปรับคดีขับรถชนคนตาย

หนุ่มใหญ่หึงโหด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (7 ต.ค.) เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทองเข้าตรวจสอบภายในบ้านหลังหนึ่ง หมู่ที่ 5 ต.สี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง หลังได้รับแจ้งว่ามีเหตุฆ่ากันตายภายในบ้านหลังดังกล่าว หนุ่มใหญ่หึงโหด ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงปลูกรวมกันอยู่ 4-5 หลังติดกับวัดท่าช้าง ด้านบนพบร่างของนายพิมาย หรือ แม็ค อายุ 57 ปี ใช้เชือกสีแดงผูกคอตายกับชื่อกลางบ้าน บริเวณที่นอนพบร่างของนางสุกัญญา หรือ เปิ้ล อายุ 36 ปี

นอนเสียชีวิตอยู่ สภาพศพถูกของแข็งและของมีคมทุบที่ใบหน้าจนเละ ห่างไปเล็กน้อยพบร่างของ เด็กชายสิงหา หรือ ปอนด์ อายุ 12 ปี ลูกชายของนางสุกัญญา นอนเสียชีวิตอยู่ ตามร่างกายมีแผลคล้ายถูกของมีคมแทงจนเสียชีวิต

และพบปลอกมีดตกอยู่บริเวณซอกที่นอน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนประสานแพทย์เวรจากรพ.วิเศษชัยชาญร่วมชันสูตรพลิกศพ จากการสอบสวน นางสุภาพร อายุ 33 ปี น้องสาวของนางสุกัญญา ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กันเปิดเผยว่า

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเดินมาเรียกนางสุกัญญา เพื่อที่จะมาเอากระเทียมที่บนบ้าน เห็นเงียบผิดปกติก็เลยไปเปิดฝาไม้ใต้บ้านดู แทบช็อคเมื่อเห็นนายพิมาย พี่เขยของตนผูกคอตายอยู่กับขื่อบ้าน จึงรีบวิ่งขึ้นไปปิดประตูก็พบว่าทั้งหมดเสียชีวิตแล้ว

จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ ส่วนสาเหตุเกิดจากเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา สามีเก่าของนางสุกัญญาได้กลับมาที่บ้านญาติใกล้กัน ทำให้นายพิมายเกิดความหึงหวงไม่ลงมาจากบ้าน 2 วันแล้ว และน่าจะประกอบกับความเครียดที่ต้องไปติดคุกแทนค่าปรับ

ในคดีขับรถชนคนตาย และกลัวว่านางสุกัญญาจะไปยุ่งเกี่ยวกับสามีเก่าอีก พอช่วงเย็นวานซึ่งสามีเก่าของนางสุกัญญากลับไป นายพิมายจึงลงมาจากบ้านและมีปากเสียงกับนางสุกัญญาแต่ก็ไม่มาก ก่อนที่จะมาก่อเหตุสลดในวันนี้

โดยพี่สาวของตนเคยมีสามีมาแล้ว 3 คน นายแม็คเป็นคนที่ 3 ส่วนเด็กชายสิงหาเป็นลูกเลี้ยงซึ่งเกิดจากสามีคนที่ 2 ขณะที่ พ.ต.อ.เสวก เอี่ยมมงคล ผกก.สภ.บางจัก

เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องภายในครอบครัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำศพทั้งหมดส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิตเพื่อผ่าพิสูจน์ต่อ

ไป ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สาวใหญ่ช็อก ! ซิ่งกระบะชนหนุ่มบิด จยย.ตัดหน้า-ตายจมกองเลือดคาปั๊มน้ำมัน

สาวใหญ่ช็อก !  ร.ต.ท. ทศพล ทีนาม ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะชนกับรถจักรยานยนต์ ทางเข้าปั๊มน้ำมัน ปตท.ตรงข้ามโรงแรมริมปาว ถนนกุดยางสามัคคี เขตเทศบาลกาฬสินธุ์ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

สาวใหญ่ช็อก ! ในที่เกิดเหตุผู้เสียชีวิต เป็นเพศชาย สวมกางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีเหลือง เสื้อคอกลมสีกรมท่าคาดแดง นอนเสียชีวิตอยู่ทางเข้าปั๊มน้ำมัน โดยเป็นผู้ขับรถขี่จักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 110 หมายเลขทะเบียน กษบ 644 กาฬสินธุ์ สภาพพังเสียหายยับเยิน

สาวใหญ่ช็อก

ขณะนี้ที่ผู้สื่อข่าวรายงานอยู่นั้น ยังไม่ทราบชื่อและภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิต เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่มีเอกสารใดๆ ติดตัว ใกล้กันพบรถกระบะ ยี่ห้อ มิตซูบิชิ สีดำ หมายเลขทะเบียน กต 5780 กาฬสินธุ์ สภาพด้านข้างฝั่งขวาได้รับความเสียหาย ขับขี่โดย น.ส.พัฒน์ชญา อายุ 38 ปี ยืนรอให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการสอบถาม น.ส.พัฒน์ชญา คนขับรถกระบะเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ขับออกมาจาก ซอยโรงแรมริมปาว เพื่อจะข้ามถนนมาเติมน้ำมันอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเมื่อตนขับรถกำลังจะข้ามถนนก่อนถึงทางเข้าหน้าปั๊มน้ำมันได้มีรถจักรยานยนต์ขับมาจากทางแยกโนนตาลจะเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ มาด้วยความเร็ว

ทำให้รถจักรยานยนต์พุ่งชนที่บริเวณหน้ารถตนอย่างแรง จนร่างคนขับกระเด็นกระแทกกับพื้นทำให้เสียชีวิตคาที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง และสอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนผู้ตาย ทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการตรวจสอบทะเบียนรถ เพื่อติดตามญาติมารับศพเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เปิดใจ ภรรยา “ลุงจรูญ” สูญเสียคู่ชีวิตกว่า 40 ปี ซ้ำยังมีหนี้กู้สร้างหอพักเกือบ 2 ล้าน

เปิดใจ ภรรยา ลุงเจ้าของหอพักเหยื่อแก๊งวัยรุ่นรุมทำร้ายจนตาย เผยยังทำใจไม่ได้และคิดถึงสามีที่แต่งงานอยู่กินกันมา 40 ปีทุกวัน ผวา หวั่นกลุ่มผู้ก่อเหตุหวนมาข่มขู่ทำร้ายคนในบ้าน

เปิดใจ ภรรยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (5 ต.ค.) รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่าบรรยากาศงานศพของ นายจรูญ อายุ 60 ปี เจ้าของหอพักที่เสียชีวิต จากการถูกกลุ่มวัยรุ่นแก๊งทวงหนี้รุมทำร้ายระหว่างเข้าไปช่วยระงับเหตุทะเลาะวิวาท เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 28 ก.ย.61 ที่ผ่านมา ที่บ้านเลขที่ 71 หมู่ 6 ตำบลสันนาเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

มีเพื่อนบ้านและคนรู้จักแวะเวียนเข้าไหว้ศพ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจกับครอบครัวอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยคืนนี้จะมีการสวดบำเพ็ญกุศลศพเป็นคืนที่ 6 และจะมีการประกอบพิธีฌาปนกิจศพในวันที่ 6 ต.ค.61 นี้

นางศรีวรรณ อายุ 58 ปี ภรรยาของนายจรูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้แม้ว่าจะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ตัวเองและทุกคนในบ้านทั้งแม่ของนายจรูญวัย 91 ปี และลูกชายยังทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้

เปิดใจ ภรรยา

และจากนี้ไปยังไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เพราะตลอดเวลาที่แต่งงานและอยู่กินกันมาประมาณ 40 ปี นายจรูญเป็นสามีและหัวหน้าครอบครัวที่ดี ดูแลทุกคนในครอบครัวมาโดยตลอด

ซึ่งทุกวันนี้ตัวเองคิดถึงนายจรูญอยู่เสมอ ทุกคืนนอนไม่หลับต้องกินยานอนหลับช่วย โดยมีเพียงรูปถ่ายคู่กันและรูปถ่ายกับลูกชายเพียงไม่กี่รูปเท่านั้นไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นรูปถ่ายคู่กันเมื่อครั้งไปทำบุญที่วัดที่ตัวเองตั้งไว้ให้เป็นรูปหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

สำหรับหอพักที่เกิดเหตุนั้น นางศรีวรรณ บอกว่า นายจรูญ กู้เงินจาก ธ.ก.ส.เกือบ 2 ล้านบาท มาสร้าง โดยนำที่ดินที่สร้างหอพักและบ้านเป็นหลักค้ำประกัน ด้วยความตั้งใจไว้ว่าจะได้เก็บค่าเช่าและหักต้นทุน เหลือเป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวและตัวเองในยามแก่เฒ่า

แต่เพิ่งจะเปิดให้เช่าได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ก็มาเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนี้ขึ้นเสียก่อน ซึ่งยอมรับตามตรงว่าในเวลานี้ยังคิดไม่ออก ว่าหลังจากนี้ไปจะทำอย่างไรต่อไปดีเพื่อดูแลบริหารจัดการหอพัก และหนี้สินที่มีภาระอยู่ต้องผ่อนชำระเดือนละเป็นหมื่น จากการเก็บค่าเช่าหอพักที่มี 9 ห้อง และเก็บค่าเช่าเพียงห้องละ 1,100 บาท เท่านั้น

นอกจากนี้ นางศรีวรรณ กล่าวถึงการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัววัยรุ่นที่ก่อเหตุได้จำนวนหนึ่งแล้วว่า อยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมตัวให้ได้ครบทุกคน และดำเนินการลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ หากจับกุมได้ทั้งหมดแล้วอยากให้มีการนำมาแผนประกอบคำรับสารภาพที่เกิดเหตุ เพราะครอบครัวและญาติอยากจะรู้จากปากผู้ก่อเหตุ ว่าทำไมจึงได้ลงมือก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมอย่างนี้ แต่คงไม่ให้มาขอขมาศพ เพราะสิ่งที่ทำไปเกินกว่าจะให้อภัยได้

โดยระหว่างนี้ที่ยังจับกุมตัวคนร้ายได้ไม่ครบ ยอมรับว่าตัวเองและทุกคนในครอบครัวรู้สึกหวาดผวาเป็นอย่างมาก ว่ากลุ่มคนร้ายจะหวนกลับมาข่มขู่ทำร้าย แม้แต่ผู้ที่เช่าหอพักอยู่ก็หวาดกลัวและย้ายออกไปเหลือเพียงห้องเดียว หรือหากจับกุมได้หมดก็ยังมีความเป็นห่วงอยู่ดี ว่าหากกลุ่มผู้ก่อเหตุพ้นโทษออกมาจะหวนกลับมาข่มขู่ทำร้ายหรือไม่ ซึ่งอยากจะร้องขอความช่วยเหลือจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องนี้ด้วย

ส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น รายงานข่าวแจ้งว่าที่สถานีตำรวจภูธรสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว นายศักดิ์ชัย ,นายอารักษ์ และนายอนิวัต ที่ถูกจับกุมมาสอบสวน พร้อมของกลางมีดที่ใช้ในวันก่อเหตุรุมทำร้ายเจ้าของหอพักเสียชีวิตและนายแดง ชาวเมียนมา ได้รับบาดเจ็บสาหัสกะโหลกร้าวเลือดคั่งในสมอง ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอสันทราย

ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าตนเป็นบุคคลในภาพจากกล้องวงจรปิดจริง โดยวันเกิดเหตุตนพร้อมพวกได้นั่งดื่มสุราในงานวันเกิด นายสุพิฌาย์ หรือ นุ๊ก ขณะนั้นมีโทรศัพท์เข้ามาว่านายบรรจง หรือ แบงค์ ถูกทำร้ายร่างกายจึงได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามพรรคพวกไป เมื่อไปถึงตนได้เป็นคนกระโดดถีบประตู และงัดบานเกล็ดประตูหอพักจริง ส่วนมีดที่ถือวิ่งไปนั้นเป็นมีดของนายแดง ชาวเมียนมาร์ที่ตนเองแย่งมาได้

อย่างไรก็ตาม ยืนยันไม่ได้เป็นคนทำร้าย ทั้งนายแดง และนายจรูญ ผู้เสียชีวิต ขณะที่นายอนิรุต ให้การว่า นายอนิวัต ซึ่งเป็นน้องชายเป็นคนพาไปและขณะเกิดเหตุตนได้ถีบประตูห้อง แต่ไม่รู้ทำร้ายใครไปบ้างเนื่องจากอยู่ในช่วงชุลมุน

เบื้องต้น ตำรวจ ตั้งข้อร่วมกัน ทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ และผู้อื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันบุกรุกเคหสถาน เวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

ขณะที่ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายบุญญฤทธิ์ หรือ โปร หัวหน้าแก๊งเก็บเงินกู้สายจังหวัดลำพูน ได้เข้ามอบตัวที่ สภ.มะขาม จังหวัดจันทบุรี แล้วหลังถูกตำรวจออกหมายจับ

โดยล่าสุดวันนี้ตำรวจออกหมายจับเพิ่ม 7 ราย มอบตัว 3 ราย ขาดอีก 4 ราย คือ นายดิเรก หรือ ช้าง,นายแม็ก ไม่ทราบนามสกุล, นายวิชิต ไม่ทราบนามสกุล และ นายเบนซ์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

โต๊ะแชร์นองเลือด ! ลอบยิง “เจ้ามือ” ดับคาสวนยาง สามีหวั่นโดนฆ่าอีกคน

โต๊ะแชร์นองเลือด ! ลอบยิงท้าวแชร์สาววัย 36 ดับคาสวนยาง สามีเผยมีปัญหาขัดแย้งเรื่องเดียวคือเรื่องเงินค่าแชร์ หวั่นโดนฆ่าปิดปากอีกคน

โต๊ะแชร์นองเลือด ! (3 ต.ค.) วัดห้วยต่อ หมู่ที่ 1 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ญาติได้นำศพของ นางนิภาพร อายุ 36 ปี ซึ่งถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงจนเสียชีวิต

เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ตายออกไปกรีดยางพารา แต่ทางครอบครัวยังไม่กำหนดวันประกอบพิธีฌาปนกิจ เนื่องจากตกลงกันว่าจะรอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายให้ได้ก่อน

นายภาณุพันธ์ อายุ 36 ปี สามีผู้ตาย กล่าวว่า สาเหตุปมสังหารภรรยาเชื่อว่ามาจากปัญหาขัดแย้งเรื่องแชร์อย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาภรรยาและตนเองไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใครมาก่อน มีเฉพาะปัญหาเรื่องแชร์เท่านั้น

โต๊ะแชร์นองเลือด

โดยก่อนหน้านี้ภรรยาเป็นท้าวแชร์ มีลูกแชร์รวมประมาณ 40 ราย มือละประมาณ 2,000 บาท ทั้งนี้ ก็เล่นกันมาปกติ จ

นกระทั่งเหลือประมาณ 5 มือสุดท้าย ที่ลูกแชร์แต่ละมือจะได้ประมาณ 1 แสนบาท กลับมาประสบปัญหาที่ลูกแชร์บางรายเบี้ยไม่ยอมจ่ายค่าแชร์ทำให้แชร์มีปัญหา คนที่ยังไม่ได้แสดงความไม่พอใจ มีปัญหาการทวง และด่าทอกันเกิดขึ้น

จนกระทั่งมีลูกแชร์ 2 คน ร่วมกันเป็นโจทย์ฟ้องร้องดำเนินคดีกับภรรยาในชั้นศาลเมื่อประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งทางภรรยาและตนเองก็ยอมรับในคำตัดสินของศาล แต่แชร์มีปัญหาล้มยังไม่สามารถนำเงินมาคืนให้ได้

จึงมีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ทำให้ภรรยามาถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว วอนขอให้ทางตำรวจเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้ เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก

เบื้องต้น ทางครอบครัวจะยังไม่กำหนดวันจัดงานและวันประกอบพิธีฌาปนกิจศพภรรยา จะเก็บศพไว้รอจนกว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมคนร้ายให้ได้เสียก่อน

และส่วนตัวเตรียมจะเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ หวั่นคนร้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง เพราะเป็นพยานรู้เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น และตนเองก็ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใครเช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

หนุ่มนักดนตรีผูกคอดับ ฝากแค้นถึงแฟนพี่สาว ถ้าทำน้ำตาตกจะตามจองเวร

หนุ่มนักดนตรีผูกคอดับ วัย 43 ปี ป่วยโรคซึมเศร้า เครียดปัญหาครอบครัว ถูกไล่ออกจากบ้าน คิดสั้นเขียนจดหมายลาตาย ฝากแค้นถึงญาติพี่น้อง ก่อนใช้ผ้าขาวม้าผูกคอดับคาศาลาพักริมทาง

หนุ่มนักดนตรีผูกคอดับ วันนี้ (1 ต.ค. 61) เวลา 01.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตาก อ.เมือง จ.ตาก รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอเสียชีวิตที่ศาลาที่พัก บริเวณหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตก.๒๓ (ประจำรักษ์) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๔ (ตาก) กรมป่าไม้ ถนนสายเก่า ตาก-วังเจ้า หลัก กม.6 ต.วังหิน หมู่ 9 อ.เมือง จ.ตาก รุดไปสอบสวนพร้อมด้วยหน่วยแพทย์ รพ.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และหน่วยกู้ภัย

หนุ่มนักดนตรีผูกคอดับ

ตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นศาลาที่พักริมทางพบศพ นายณภพ อายุ 43 ปี (ผู้เสียชีวิต) ผูกคอด้วยผ้าขาวม้ากับคานไม้ข้างฝาสวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืดแขนยาวสีเทา เสียชีวิตมานานกว่า 3 ชั่วโมง

ที่ข้างตัวมีกีตาร์ 1 ตัว กระเป๋าเป้ใส่เสื้อผ้า 1 ใบ ยาชนิดน้ำ 1 ขวด จดหมายลาตาย 1 ฉบับ โดยมีข้อความระบุให้พี่ๆ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง และฝากแค้นถึงแฟนพี่สาว ถ้าทำพี่สาวตนน้ำตาตกจะขอจองเวร

เบื้องต้น สอบสวนทราบว่า นายณภพ หรือ อาร์ต (ผู้เสียชีวิต) หลังจากเลิกรากับภรรยาแล้วก็มาอาศัยบ้านญาติพี่น้อง เป็นคนชอบร้องรำทำเล่นกีตาร์เก่ง เป็นคนร่าเริงสนุกสนาน แต่มีโรคประจำตัวคือโรคซึมเศร้า ต้องพบแพทย์ต้องรับประทานยาเป็นประจำ

วันเกิดเหตุมีปากเสียงกับหมู่ญาติพี่น้อง ต้องหอบเสื้อผ้าออกจากบ้านมาอาศัยศาลาริมทางพักผ่อน จนกระทั่งมาพบเป็นศพผูกคอตาย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สาวใหญ่เมาไม่ได้สติ เดินขาขวิดล้มกลางถนน เคราะห์ซ้ำถูกกระบะเหยียบดับ

สาวใหญ่เมาไม่ได้สติ เดินขาขวิดล้มกลางถนน เคราะห์ซ้ำถูกกระบะเหยียบดับ

สาวใหญ่เมาไม่ได้สติ ร.ต.อ.พงศ์ภรณ์ เลิศรัตน์ รองสว.สอบสวน สภ.คลองห้า ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถกระบะชนคนเดินเท้าเสียชีวิตภายในซอยคลองห้า ฝั่งตะวันตกที่ 15 ม.5 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์โรงพยาบาลคลองหลวง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

สาวใหญ่เมาไม่ได้สติ
ที่เกิดเหตุกลางถนนพบผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 รายทราบชื่อ นางสาวอัญญารัตน์ อายุ 41 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สภาพศพนอนคว่ำหน้าอยู่กลางถนนหน้าบ้านหลังหนึ่ง

โดยห่างกันเล็กน้อยพบรถกระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีขาว 4 ประตู หมายเลขทะเบียน 4กธ- 6828 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่กลางถนนโดยมี นายพรเทพ อายุ 24 ปี คนขับขี่ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่

นายพรเทพ คนขับขี่ เปิดเผยว่า ตนเองมาจากตลาดไทลำกำลังจะขับรถกลับบ้านที่คลองเจ็ด เมื่อมาถึงถึงที่เกิดเหตุไม่เห็นว่าผู้ตายเดินมาทางไหนและกำลังขับรถตามปกติ พอมารู้อีกทีล้อรถด้านหลังก็ได้ชนผู้ตายแล้ว

โดยที่ผู้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นร้านขายโชว์ห่วยยังบอกอีกว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการเมา และเพิ่งลุกออกจากที่ร้านก็ล้มลงไปกับพื้นและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถกระบะขับมาพอดีคาดว่า เดินเซจนถูกชนเสียชีวิต

แทงบอลออนไลน์

ร.ต.อ.พงศ์ภรณ์ เลิศรัตน์ รองสว.สอบสวน สภ.คลองห้า เปิดเผยว่า หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วจึงได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานและได้นำตัว นายพรเทพ คนขับขี่รถกระบะไปสอบสวนอีกครั้งที่ สภ.คลองห้า

ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติเพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

 …

เพื่อนเผยปม หนุ่มขายโจ๊กถูกยิง เหตุบอกเบาะแสตร.เรื่องแก๊งลักรถ

เพื่อนเผยปม หนุ่มขายโจ๊กถูกยิง จากกรณี นายอนุศร อายุ 25 ปี อาชีพขายโจ๊ก ถูกยิงเสียชีวิตขณะกลับจากตลาดที่หน้าร้าน

เพื่อนเผยปม หนุ่มขายโจ๊กถูกยิง เสียชีวิตขณะกลับจากตลาดที่หน้าร้าน ในซอยวัดมะขาม อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งน้าสาว ผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ได้ไหว้ร้องขอชีวิตหลาน แต่มือปืนยังลงมืออย่างโหดเหี้ยม

เพื่อนเผยปม

วันที่ 28 ก.ย. 61 เวลา 09.00 น. นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี เพื่อนของหนุ่มขายโจ๊กที่โดนยิงเสียชีวิต เผยว่าตนรู้จักกับผู้ตายมาสิบกว่าปี ตั้งแต่เรียนที่เก่าจนมาเรียนที่ใหม่ เพราะผู้ตายเป็นรุ่นน้องจากโรงเรียนเก่า และมาเรียนที่ใหม่ด้วยกัน หลังจากผู้ตายย้ายจากเทคโนปทุมวันมาเรียนที่ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ก็ยังติดต่อกันอยู่

หลังจากผู้ตายย้ายที่เรียน ตนยังเรียนอยู่ที่เดิมคนเดียวเวลาตนกลับมาบ้าน ผู้ตายจะมาหาที่บ้านมานั่งคุยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ตอนเรียนด้วยกันผู้ตายนิสัยเหมือนตน ไปเรียนแล้วกลับบ้าน เวลาไปเที่ยวก็จะกลับบ้าน ไม่ได้ไปนอนค้างที่ไหน เพราะผู้ตายต้องกลับมาที่บ้าน มาหาแม่ไปรับแม่ บางครั้งเวลาผู้ตายไปรับแม่ ตนก็ไปรับด้วยช่วงที่เรียนอยู่เทคโนปทุมวัน

ตนกับผู้ตายไม่เคยไปมีเรื่องกับใคร เพราะชั่วโมงเรียนน้อย เรียนเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ถ้ามีเรื่องก็จะหนีหลีกเลี่ยงที่จะปะทะ ก่อนที่จะเข้ามาเรียนที่เทคโนปทุมวัน ตนได้ทำใจก่อนที่จะเข้ามาเรียน ซึ่งมีวิธีการปกป้องหลบหลีกไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาท

ช่วงที่ผู้ตายเรียนอยู่ก็ไม่ค่อยยุ่งกับใครหลังเลิกเรียนมีเวลาคุยกับเพื่อนแค่สักพักหนึ่ง จึงรีบกลับบ้านพร้อมกับตน เพราะใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง

แทงบอลออนไลน์

ทั้งนี้ สาเหตุที่ผู้ตายย้ายที่เรียน คือที่บ้านผู้ตายมีปัญหาเรื่องการเงิน เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากบ้านไปเทคโนปทุมวัน ต้องขึ้นรถหลายต่อประมาณ 400-500 บาท ต่อวัน

ตนสงสัยว่าผู้ตายโดนยิง เพราะสาเหตุจากผู้ตายชี้เบาะแสแก๊งลักขโมยรถ เพราะก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยเล่าให้ตนฟังว่ารถโดนขโมย แล้วจะไปแจ้งความดำเนินคดี และผู้ตายก็ไปสืบหาคนร้ายที่ขโมยรถตนไป แล้วแจ้งตำรวจนำคนร้ายมาดำเนินคดีได้

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

 …