แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก พิการขึ้นโรงพัก สุดแค้นพ่อเลี้ยงข่มขืนทั้งวันทั้งคืน

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก พิการขึ้นโรงพัก แม่จูงมือลูกสาวพิการ เดินเหินไม่ได้ แต่ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนทั้งวันทั้งคืน ต้องแบกอุ้มลูกขึ้นโรงพักมาเข้าแจ้งความ…ออทั้งน้ำตา

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก พิการขึ้นโรงพัก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 54 ปี ได้พา นางสาวพลอย (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ลูกสาวที่พิการเดินไม่ได้ เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชณัฐชัย วงศ์ศรีวิจิตร รองสว.(สอบสวน) สภ.มะนัง จ.สตูล โดยระบุว่าระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคมที่ผ่านมา ลูกสาวได้ถูก นายจำเนียร พ่อเลี้ยง อายุ 64 ปี ก่อเหตุข่มขืนในขณะที่อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก

เหตุดังกล่าวเกิดขณะที่ตนไม่อยู่บ้าน ออกไปทำงานรับจ้างนอกบ้าน โดยลูกสาวถูกข่มขู่ไม่ให้บอกใครและถูกกระทำมาหลายครั้งจนทนไม่ไหว และได้เล่าให้ตนฟังซึ่งตนได้ถามสามีของตนซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง แต่ก็ปฏิเสธจึงได้แบกลูกสาวขึ้นโรงพักแจ้งความดังกล่าว

หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มะนัง ได้ส่งตัว น.ส.พลอย ไปตรวจร่างกายที่ รพ.มะนัง พบร่องรอยถูกข่มขืนจริง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ และได้เข้าจับกุมผู้ต้องหาที่บ้านในความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จากนั้นนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจค้นที่บ้านของนายจำเนียร ได้พบปืนยาวลูกซอง ซ่อนอยู่บริเวณแผ่นสังกะสีบนหลังคาจึงได้แจ้งข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติอีกข้อหา

สำหรับสามีเก่าของนางหนึ่ง พ่อของนางสาวพลอยได้เสียชีวิตแล้ว ก่อนจะอยู่กินกับพ่อเลี้ยงที่ก่อเหตุตั้งแต่ปี 2558 อยู่ได้เพียง 6 เดือน สามีใหม่ก็เริ่มออกลายและข่มขู่ต่างๆ นานา ก่อนหน้านี้ก็เคยมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าถูกข่มขู่เมื่อปี 2559 ไปแล้วครั้งหนึ่ง

นางหนึ่ง เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนทำมาหากินเลี้ยงทั้งสามีและลูก ในช่วงเดือนตุลาคม 2561 ได้เดินทางไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด นายจำเนียรก็ข่มขืนลูกสาวของตนแบบทั้งวันทั้งคืน และเมื่อลูกสาวทนไม่ไหวก็มาบอกตน รู้สึกเสียใจมาก อุตส่าห์ไว้ใจฝากลูกไว้กับมาทำกับลูกตนแบบนี้ แต่เมื่อสอบถามสามีก็ปฏิเสธ แต่ตนเชื่อลูกสาวว่าพูดความจริง เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกกระทำคืออะไร เขาเล่าถึงลักษณะที่ถูกกระทำว่าพ่อเลี้ยงทำแบบนี้

เมื่อตนออกไปเติมเงินโทรศัพท์กลับมาก็ได้ยินสามีกำลังขู่และสอนลูกสาวว่าให้บอกตนใหม่ ตนจึงทนไม่ไหว พาลูกไปแจ้งความทันที ตอนนี้ตนอยากให้เขาถูกรับโทษอย่างเดียว เพราะรู้สึกกลัวมากเนื่องจากสามีเป็นคนอารมณ์ร้ายและขู่ตนว่าหากออกมาได้เมื่อเราตนกับลูกจะไม่ปลอดภัยแน่ และขอบคุณพนักงานสอบสวนที่มีเมตตาดูแลในเรื่องนี้

ส่วนในเรื่องของคดีนั้นพนักงานสอบสวนบอกว่าคดีนี้ เนื่องจากผู้เสียหายเป็นผู้พิการ ก่อนหน้านี้เคยเป็นเจ้าหญิงนิทรานานถึง 10 ปี และเพิ่งจะฟื้นสนทนาขึ้นมาได้ในปี 2557 แต่ผู้เสียหายพูดจาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้หมด ต้องใช้เวลาในการสอบนานถึง 5 ชั่วโมง เพื่อให้รัดกุมที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

คนร้ายฉกกระเป๋า ญาติคนไข้ รื้ออย่างใจเย็น มิหนำซ้ำยังอุตส่าห์เอามาคืน

คนร้ายฉกกระเป๋า วันที่ 29 ต.ค. 61 พ.ต.อ.สมเด็จ สุขการ ผกก.สภ.เมืองกระบี่ นำภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดภายใน รพ.กระบี่ ที่จับภาพขณะคนร้ายลงมือให้ผู้สื่อข่าวดู หลังมีผู้เสียหายมาแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองกระบี่ และตำรวจเร่งติดตามบุคคลในภาพ

คนร้ายฉกกระเป๋า ซึ่งในภาพวงจรปิดจะเห็นได้ว่า คนร้ายเป็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามาที่เตียงนอนหน้าอาคารผู้ป่วยภายใน รพ.กระบี่ แล้วไปที่เตียงซึ่งมีญาติเป็นหญิงสูงอายุ ของผู้ป่วยนอนอยู่แล้วลงมือหยิบกระเป๋าที่ภายในมีเงินสดจำนวนกว่า 2 พันบาท และโทรศัพทคนร้ายฉกกระเป๋า

จากนั้นคนร้ายได้นำไปรื้อค้นเอาทรัพย์สินภายใน แล้วใจเย็นเดินนำกระเป๋ากลับมาคืนยังจุดเดิมแต่ได้ทรัพย์สินไปแล้ว จากนั้นคนร้ายรายเดียวกันก็ได้ไปก่อเหตุลักโทรศัพท์ของอีกราย ก่อนเดินออกจากจุดเกิดเหตุไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

พ.ต.อ.สมเด็จ กล่าวว่า คดีนี้จากการตรวจสอบพบว่าเห็นหน้าคนร้ายชัดเจน แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามตัว ซึ่งหากจับกุมยังไม่ได้ ตนจะทำป้ายไวนิลภาพหน้าคนร้าย และป้ายเตือนให้ผู้ป่วยและญาติ ไปติดตั้งไว้ใน รพ.กระบี่ เพื่อคอยเตือนให้ผู้มาใช้บริการ คอยระมัดระวังตัว รวมทั้งหากมีเบาะแสขอให้แจ้งมาที่ สภ.เมืองกระบี่ เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กู้ภัยเผย นาทีหนุ่มยิงแฟนสาววัย 16 คารีสอร์ต ก่อนอุ้มร่างขอช่วย

กู้ภัยเผย จากกรณีเมื่อกลางดึกย่างเข้าวันที่ 27 ต.ค. 61 ตำรวจ สภ.สีคิ้ว ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนใช้อาวุธปืนยิงกันในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขตบ้านลาดบัวขาว จ.นครราชสีมา

กู้ภัยเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบคราบเลือดกระจัดกระจายเต็มทั่วห้องบริเวณเตียงนอน

กู้ภัยเผย

ฝ่ายหญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นแฟนสาวมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณคอ แต่ยังมีสติอยู่ และผู้บาดเจ็บบอกกับตนว่าตัวเริ่มชาแล้วเพราะเสียเลือดมากจึงรีบส่ง รพ.สีคิ้ว ส่วนฝ่ายชายไม่ขับรถมาด้วย โดยได้ขับรถยนต์หลบหนีไปท่ามกลางความมืด ทราบชื่อ นายวราวุฒิ อายุ 29 ไม่ทราบที่อยู่ ส่วนผู้บาดเจ็บชื่อ น.ส.ศิรศา อายุ 16 ปี อาศัยที่ ต.หนองน้ำใส อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

โดย นายกิตติศักดิ์ แสงอรุณ อายุ 40 ปี กู้ภัยฮุก 31 จุดลาดบัวขาว ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อคืนนี้เวลาประมาณ 01.30 น. ขณะที่ตนกำลังหลับอยู่นั้น ได้มีชายขับรถเก๋งมาเคาะประตูบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเห็นรถกู้ภัยของตนจอดอยู่หน้าบ้าน ตัวนายวราวุฒิลงมาเรียกให้ออกมาช่วยเหลือหน่อยแฟนโดนยิงมา โดยเจ้าตัวได้พูดกับตนเองว่า ทั้งคู่ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กันมา แล้วก็ได้ยินเสียงปืนจากนั้น น.ส.ศิรศา ก็ถูกยิง ก็ชาไปทั้งตัว

เมื่อตนได้คุยผู้บาดเจ็บและแฟนหนุ่มเป็นเรียบร้อย และได้ออกไปดูอาการ ตนจึงรีบนำตัวคนเจ็บออกจากโรงพยาบาล ตนบอกว่าให้นายวราวุฒิล็อกรถไว้ให้ไปด้วยกัน ฝ่ายชายบอกว่าจะขับรถตามมา แต่จะขอกลับไปรับแม่ก่อน หลังจากนั้นก็หายไปเลย ขนาดตนออกมาจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังไม่เจอตัว

ด้าน พ.ต.ต.สมชาย นาคสูงเนิน สารวัตรสอบสวน สภ.สีคิ้ว ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดไม่พบอาวุธปืนและปลอกกระสุน คาดว่าน่าจะอยู่กับผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ได้โทรติดต่อหาผู้ก่อเหตุ ซึ่งผู้ก่อเหตุได้รับโทรศัพท์และแจ้งว่าจะขอมอบตัวภายหลัง ส่วนผู้บาดเจ็บได้ส่งตัวต่อ รพ.มหาราชนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้อาการยังสาหัสอยู่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คาดเหตุยิงกันครั้งนี้ น่าจะเกิดมาจากความหึงหวง ซึ่งจะเร่งรัดตามตัวและทำการสืบสวนสอบสวนผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตำรวจตามไปถึงบ้าน พ่อหื่นข่มขืนลูกตั้งแต่อายุ 15 ขอโทษลูกเมีย

ตำรวจตามไปถึงบ้าน ตำรวจรวบแล้วพ่อหื่นข่มขืนลูกสาวในไส้ ตั้งแต่อายุ 15 สารภาพทำจริง เป็นอารมณ์ชั่ววูบ พร้อมขอโทษภรรยา ส่วนลูกสาวยังกลัวไม่คุยด้วย ตำรวจแจ้ง 4 ข้อหาหนัก

ตำรวจตามไปถึงบ้าน ความคืบหน้ากรณีที่ นางนิด (นามสมมติ) อายุ 39 ปี ชาว ต.เมืองแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้พา น.ส.ออย (นามสมมติ) ลูกสาวอายุ 17 ปี เข้าแจ้งความที่ สภ.สตึก ระบุว่าถูก นายเจษฎา อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่ปี 2559 ตั้งแต่อายุ 15 ปี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังขู่หากนำเรื่องไปบอกใครจะฆ่าให้ตาย ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

ตำรวจตามไปถึงบ้าน

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สตึก ได้เข้าจับกุม นายเจษฎาขณะกำลังขับรถกระบะกลับจากไปกราบขออโหสิกรรมกับพ่อที่ จ.หนองคาย และย้อนกลับมานำสิ่งของเครื่องใช้มาให้ภรรยาที่บ้าน โดยขณะเข้าจับกุม นายเจษฎา ไม่ได้แสดงอาการขัดขืนแต่อย่างใด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวมาสอบสวนที่ สภ.สตึก จากการสอบปากคำเบื้องต้นนายเจษฎา ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ข่มขืนกระทำชำเราลูกสาวของตัวเองจริง โดยอ้างว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบไม่ได้ยั้งคิด

ขณะที่ภรรยาและลูกสาวได้เดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งได้มาเยี่ยมนายเจษฎาด้วย โดยนายเจษฎาก็ได้ขอโทษภรรยาและลูกสาวกับสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งภรรยาก็ยืนยันว่าให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนลูกสาวไม่ยอมพูดคุยกับพ่อ เพราะยังหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้ง 4 ข้อหาหนัก ได้แก่ กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม (นับช่วงเวลาขณะเกิดเหตุ), กระทำชำเราผู้อื่นโดยผู้ถูกกระทำนั้นเป็นผู้สืบสันดานของตนเอง โดยใช้กำลังประทุษร้าย, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำความรุนแรงในครอบครัว มาตรา 3,4 (พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความรุนแรงต่อครอบครัว)

พ.ต.อ.สัมภาษณ์ ศรีจันทึก ผู้กำกับการ สภ.สตึก กล่าวว่า หลังแม่ได้พาลูกสาวเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่าถูกพ่อข่มขืนกระทำชำเราก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามตัวพ่อที่ถูกแจ้งความกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางไปบ้านเกิด จ.หนองคายและติดต่อกับภรรยาแล้วว่า จะนำรถกระบะและสิ่งของมาให้ที่บ้าน

ต่อมาจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปดักรอที่บ้าน เมื่อมาถึงก็เข้าจับกุมตัวทันที พร้อมทั้งได้นำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องหาก็ให้การยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พบว่าผู้ต้องหามีอาการเครียดจึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงอาจจะคิดสั้นทำร้ายตัวเองได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

กองปราบคุม “ด็อกเตอร์เก๊” ฝากขัง อ้างเป็นอาจารย์ลวงหญิงแต่งงาน

กองปราบคุม  “ดร.เก๊” อ้างเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยดัง หลอกลวงหญิงสาวแต่งงาน นำฝากขังที่ศาลอาญา

กองปราบคุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามคุมตัว นายสุรพศ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหา ที่อ้างตัวเป็นด็อกเตอร์และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังก่อเหตุหลอกลวงหญิงสาวแต่งงานเพื่อหลอกเอาเงินผู้เสียหาย ขึ้นรถเพื่อนำตัวไปฝากขัง ที่ศาลอาญา รัชดา

กองปราบคุม

ตำรวจกองปราบปราม เปิดเผยว่า หญิงสาวผู้เสียหายได้เข้าขอความช่วยเหลือว่า ถูกนายสุรพศ เข้ามาตีสนิทผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ อ้างตัวเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ผู้เสียหายได้หลงเชื่อจึงได้ตกลงปลงใจคบหาด้วย และมีการขอยืมเงินไปจำนวน 8 แสนบาท กระทั่งมาทราบว่านานสุรพศ ไม่ได้เป็นอาจารย์จริงตามที่กล่าวอ้าง จึงแจ้งความตำรวจจึงติดตามจนจับกุมได้

เบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายที่เป็นหญิงสาวตกเป็นเหยื่อไม่ต่ำกว่า 5 คน เสียหายกว่า 3 ล้านบาท ข้อมูลของตำรวจพบว่า นายสุรพศ มักอ้างตัวเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ อีกทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวมีการปลอมประวัติการศึกษา โดยอ้างว่าจบปริญญาเอก 4 ใบ มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

นายสุรพศ รับสารภาพว่า ไม่ได้เป็นอาจารย์จริง แต่ได้มีการสร้างโปรไฟส์เพื่อหลอกให้หญิงสาวเชื่อถือเพื่อคบหาด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยหลอกหญิงสาวคนหนึ่งจนแต่งงานด้วยกัน แต่ภายหลังถูกจับได้จึงได้เลิกรากันไป ก่อนที่จะไปก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาประมาณ 3 ปี โดยอ้างว่าเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ เนื่องจากตนมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ เพราะว่าเคยทำงานบริษัทเอกชนด้านซอฟแวร์ ส่วนของรูปของตนที่สวมชุดครุยที่อยู่ในเฟซบุ๊กนั้นก็ไปหาซื้อตามร้านเสื้อผ้าทั่วไป

ขอบงคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เปิดปมสังหาร อดีตสามียิงครูอนุบาล ญาติแฉไม่ใช่แค่เมา แต่ฆ่าหวังฮุบมรดก

เปิดปมสังหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน จ.นครปฐม รับแจ้งเหตุจากโรงพยาบาลบางเลนว่า หญิงสองรายถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล

เปิดปมสังหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน จ.นครปฐม รับแจ้งเหตุจากโรงพยาบาลบางเลนว่า หญิงสองรายถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นางสุนันท์ อายุ 49 ปี ครูโรงเรียนอนุบาล

มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 มม. เข้าหน้าอกซ้าย 1 นัด และท้อง 1 นัด ส่วนผู้บาดเจ็บคือ น.ส.วาราดา คณากรเกื้อพร ลูกสาวผู้ตาย ถูกยิงเข้าที่สะโพก 2 นัด เบื้องต้น ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายไพโรจน์ สามีของผู้ตาย ไม่พอใจที่ถูกอดีตภรรยาและลูกสาวต่อว่าเรื่องดื่มสุราและพูดจาท้าทายให้ยิง

เปิดปมสังหาร

(22 ต.ค. 61) นายเอนก หลานของผู้ตาย และบ้านอยู่ติดกันกับครอบครัวผู้ตาย ระบุว่า ช่วงประมาณเที่ยงคืนวันที่ 21 ต.ค. ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 2-3 นัด จึงวิ่งไปดูบ้านที่เกิดเหตุ พบลูกชายและลูกสาวของผู้ตายกำลังช่วยกันนำร่างของผู้ตายออกมา

ตนจึงรีบนำรถยนต์ของตัวเองพาคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล โดยขณะนั้นเห็นว่านางสุนันท์มีอาการค่อนข้างบาดเจ็บสาหัส พบร่องรอยถูกยิงตามลำตัวตั้งแต่ช่วงหน้าอกและท้องประมาณ 3 นัด โดยตอนนั้นนางสุนันท์ไม่รู้สึกตัวแล้ว พอถึงโรงพยาบาลบางเลน เจ้าหน้าที่พยาบาลได้ช่วยปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ส่วนนางสาววาราดา ลูกสาว มีอาการบาดเจ็บจากถูกยิงช่วงประมาณ สะโพก ต้นขา และท้องน้อย จำนวน 3 นัด แล้วยังมีอาการรู้สึกตัว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางเลนจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนครปฐม ทั้งนี้ พบว่ามีปลอกกระสุนตกอยู่ทั้งในและนอกบ้านจำนวน 6 ปลอก

นายเอนก กล่าวต่อว่า ขณะตนเองเข้าไปเจอเหตุการณ์ ก็พบว่านายไพโรจน์ สามีของผู้ตาย ได้รีบนำกุญแจสตาร์ตรถยนต์กระบะ ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่ทันได้ถามใคร ตนก็รีบนำคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล

เพื่อนร่วมงานของนางสุนันท์ ผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ครูสุนันท์เป็นคนนิสัยดี ร่าเริง และค่อนข้างใจดี นอกจากนี้ ครูสุนันท์ยังเป็นครูหัวหน้าระดับชั้นอนุบาล และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งจะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากทำคุณงามความดีให้กับโรงเรียน และประกอบวิชาชีพครูมามากกว่า 10 ปี ซึ่งถือเป็นเกียรติแก่โรงเรียน

นางสุนีย์ พี่สาวของผู้เสียชีวิต แม่ของนายเอนก ระบุว่า ในวันเกิดเหตุตนพักอยู่บ้านใกล้เคียง ได้ยินเสียงปืนดังรอบแรก 3 นัดติดกัน แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 นัด เมื่อตนไปถึงก็เห็นสภาพของนางสุนันท์ ถูกลูกชายคนเล็กกำลังลากออกมา

และมีเลือดไหลนองตามร่างกาย ตนและลูกชายจึงช่วยอุ้มขึ้นรถยนต์ จากนั้นก็เห็นลูกสาวคนโตถูกยิงด้วยปืน ทั้งนี้ ตนยังสังเกตเห็นตัวนายไพโรจน์ ผู้ก่อเหตุ เดินออกมาขับรถยนต์ออกไปหลังก่อเหตุ โดยไม่มีท่าทีรีบร้อนเหมือนคนทำผิด

นางสุนีย์ เปิดเผยว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเหตุที่ผู้ก่อเหตุกลับมาหาน้องสาวตน เป็นเพราะปมเรื่องมรดก เนื่องจากก่อนหน้านี้น้องสาวเพิ่งได้รับมรดกเป็นที่นาจำนวนหลายไร่

ซึ่งน้องสาวได้หย่าร้างกับน้องเขยคนนี้มาเป็นระยะเวลา 17 ปี ซึ่งเมื่อนายไพโรจน์ทราบว่าน้องสาวตนได้รับมรดก ก็ได้กลับเข้ามาในชีวิตน้องสาว พยายามชวนให้น้องตนไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่ และมักสอบถามว่าน้องตนได้เนื้อที่กี่ไร่ แต่น้องตนก็ไม่ได้บอก

นางสุนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายไพโรจน์ชอบดื่มสุราและเมามาที่บ้านหลังนี้ บางครั้งก็นำอาวุธปืนมาข่มขู่ หนำซ้ำยังเคยเอาเหล้าเทใส่หน้า หรือใช้เท้าถีบหน้า แต่น้องสาวตนก็ยังรักและทั้งกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลอก จึงยังสองจิตสองใจและคอยมาปรึกษาตนอยู่เป็นระยะๆ

ขณะที่ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ได้นำร่างของผู้เสียชีวิตมาส่งที่ศาลาสวดอภิธรรมศพ วัดบางปลา พร้อมกับ นางสาววาราดา ลูกสาวผู้ตาย เดินทางมาร่วมด้วย ยังคงอยู่ในอาการบาดเจ็บบริเวณช่วงสะโพกและท้องน้อย ซึ่งต้องนั่งรถวีลแชร์มาร่วมพิธีรดน้ำศพ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

อุบัติเหตุสยอง 5 ศพ เก๋งชนเก๋ง นศ.แพทย์-คุณครูเสียชีวิตพร้อมญาติๆ

อุบัติเหตุสยอง เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน บริเวณหน้า กฟภ. อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มีผู้เสียชีวิตทันที 5 ราย บาดเจ็บสาหัสอีกราย ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีนักศึกษาแพทย์และข้าราชการครู

อุบัติเหตุสยอง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (22 ต.ค.) หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างจิตต์ศรีสะเกษธรรมสถาน และแพทย์เวร รพ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ระดมกำลังเจ้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์ชนกันบริเวณหน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขา อ.กันทรารมย์ ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี อ.กันทรารมย์

อุบัติเหตุสยอง

จุดเกิดเหตุเป็นถนน 4 เลน พบรถยนต์คันหนึ่ง จอดนิ่งขวางทางอยู่บนเกาะกลางถนน สภาพรถพังยับเยิน ภายในพบร่าง นายพศวัต อายุ 22 ปี นักศึกษาแพทย์ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นคนขับรถเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ขณะที่ริมถนนฝั่งขาออก มุ่งหน้า จ.อุบลราชธานี พบรถยนต์ สีบรอนซ์เงิน อีกครั้ง จอดนิ่งอยู่ข้างทางสภาพรถพังยับเยิน ภายในพบผู้เสียชีวิต 4 ราย ทราบชื่อคือ นางกิ่งกาญจน์ อายุ 60 ปี เป็นคนขับ น.ส.เอกฤทัย อายุ 32 ปี, นางอุษนี อายุ 51 ปี ทั้ง 3 คนเป็นข้าราชการครูโรงเรียนในพื้นที่ อ.สนม จ.สุรินทร์ และ เด็กหญิงอายุ 10 ขวบ เสียชีวิตอีกคน

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกรายยังไม่ทราบชื่อ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงไม่ทราบสาเหตุ ต้องรอสอบปากผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รปภ.แมนชั่นเกี่ยงปัญหาแลกเวร ชักปินยิงรุ่นน้อง ก่อนจ่อหัวตายตาม 2 ศพ

รปภ.แมนชั่นเกี่ยงปัญหาแลกเวร  ชักปืนยิง รปภ.รุ่นน้อง 4 นัดรวด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและจ่อยิงตัวเองตายตาม 2 ศพ

รปภ.แมนชั่นเกี่ยงปัญหาแลกเวร (21 ต.ค.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ร.ต.อ.หญิง อาทิตยา ภิบาล รองสว.(สอบสวน)สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต ภายในอะพาร์ตเมนต์แแห่งหนึ่ง ซอยงามวงศ์วาน 18/6-2 (ซอยจุฬาเกษม) ถ.งามวงศ์วาน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล รรท.ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.พงษ์พันธ์ วงศ์มณีเทศ รอง ผบก. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ โมรานนท์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.อริยะ พันธ์ฟัก

ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มูลนิธิร่วมกตัญูญู และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รุดตรวจไปสอบ

รปภ.แมนชั่นเกี่ยงปัญหาแลกเวร

ที่เกิดเหตุเป็นอะพาร์ตเมนต์สูง 8 ชั้น บริเวณที่ห้องพักเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านหลังอาคาร พบผู้เสียชีวิต 2 คน คือ นายนันท์ อายุ 70 ปี เสียชีวิตมีบาดแผลที่ขมับขวาทะลุขมับซ้าย ข้างกายพบอาวุธปืน แบบแม็กกาซีน ขนาด 9 มม. ตกอยู่ข้างตัว ถัดไปอีกห้องพบศพ นายอนันท์ อายุ 45 ปี สภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนตามร่างกายหลายนัด

จากการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิด สามารถบันทึกภาพได้เมื่อเวลา 04.08 น. นายนันท์ สวมชุด รปภ.สีกรมท่ามีผ้าขนหนูพาดไหล่ เดินมาจากลานจอดรถใต้ของอาคาร เพื่อมาที่ห้องและเจอกับ นายอนันท์ รปภ.รุ่นน้องที่นั่งอยู่ด้านข้างห้อง สภาพไม่สวมเสื้อ

พบเห็นว่าทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง นายนันท์ได้ชักปืนยิงใส่ รภป.รุ่นน้อง 4 นัด โดยนายอนันท์พยายามวิ่งหนีแต่ไม่พ้น หลังจากนายนันท์ยิงผู้เสียชีวิตแล้วได้เดินกลับมานั่งที่ด้านหน้าประตูห้อง รปภ.ใช้อาวุธปืนกระบอกเดิมจ่อยิงศีรษะตัวเองเสียชีวิตคาประตูห้องพัก

จากการสอบถาม นางสุภัทรา เจ้าของอะพาร์ตเมนต์ เปิดเผยว่า ผู้ตายทั้ง 2 คน เป็น รปภ.ของอะพาร์ตเมนต์ และพักอยู่คนละห้องกัน ที่ผ่านมาก็มักจะมีทะเลาะกันมีปากเสียงกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขึ้นฆ่ากันตายเช่นนี้ จะมีบ้างเพราะเกี่ยงกันเรื่องการเข้าเวรทำงาน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ดับคาสระ-หนุ่มหาปลาดวงกุด เดินเท้าจุ่มน้ำขณะชาวบ้านปล่อยกระแสไฟช็อตตาย

ดับคาสระ-หนุ่มหาปลาดวงกุด  ร.ต.อ.สุขสรรค์ นนท์พละ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เลิงนทา จังหวัดยโสธร พร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพเลิงนกทา หลังได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านบ้านดอนป่าโมงว่า มีชายตกน้ำตายในสระบัว

ดับคาสระ-หนุ่มหาปลาดวงกุด ในที่เกิดเหตุพบชาวบ้านกำลังมุงดูร่างของ นายหนูนา อายุ 41 ปี ชาวบ้านดอนโมง นอนเสียชีวิตริมฝั่งในสระบัว สภาพหงายท้อง สวมกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล สวมเมื้อยืดสีน้ำเงิน มีสายลวดที่ไม่ได้หุ้มฉนวนติดที่เท้า ใกล้กันพบ ปลาตาย จำนวน 2 ตัว

ดับคาสระ

ในรอบสระบัว พบ ลวดล้อมรอบสระ จำนวน 1 เส้น จากการสอบถามญาติผู้เสียชีวิตให้การกับเจ้าหน้าที่ ว่า นายหนูนา เป็นชายโสด ยังไม่มีครอบครัว อาศัยอยู่กับญาติๆ ชอบไปเอาบั้งลันไปดักปลาไหล ไปขายหาเลี้ยงชีพไปวันๆ

และวันนี้ ( 20 ต.ค. ) ได้ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปเก็บบั้งลันที่ผู้ตายใส่ไว้ ในหนองน้ำที่เป็นสระบัวโดยไม่คิดว่าเจ้าของสระบัวได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าไปตามลวดที่ไม่ได้หุ้นฉนวนที่ล้อมรอบสระ ทำให้ไฟฟ้าดูดและเสียชีวิตดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวเจ้าของสระบัวดังกล่าวมาสอนสวนและตั้งข้อหากระทำการด้วยความประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิตต่อไป

จากการสอบถาม นายอรุณ อายุ 61 ปีซึ่งเป็นญาติของผู้ตาย บอกว่า ตนได้นำวัวออกจากคอกเพื่อไปเลี้ยง และผูก ไว้กลางทุ่งนาใกล้สระบัวเหลือบไปเห็น หลานชาย (ผู้ตาย) นอนหมดสติในหนองน้ำสระบัว จะไปช่วยเหลือ พอเข้าไปจะช่วย พอตนเท้าแตะพื้นน้ำก็มีลักษณะมีไฟฟ้าดูด จึงวิ่งไปบอกเจ้าของสระบัวดึงคัทเอ้าท์ตัดไฟลง จึงสามารถ ดึงร่างนายหนูนา ขึ้นจากบ่อน้ำสระบัวได้ แต่ก็เสียชีวิตแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ศาลสั่งคุก 309 ปี ดาบยุทธชัย คดี ค้ามนุษย์ “แก๊งนกฮูก”

ศาลสั่งจำคุก 309 ปี ดาบยุทธ คดีค้ามนุษย์แก๊งนกฮูก จำเลยอีก 3 คน เจอโทษ 65-183 ปี แต่ตามกฎหมายจำคุกได้ไม่เกิน 50 ปี

ศาลสั่งคุก 309 ปี ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปิยะวรรณ สุขมา หรือเจ๊เมย์ น.ส.ปิยทัศน์ ภาพเทียนสุวรรณ หรือเจ๊ฟ้า ด.ต.ยุทธชัย ทองชาติ หรือดาบยุทธ อดีตตำรวจ สังกัด สภ.น้ำเพียงดิน

ศาลสั่งคุก

จังหวัดแม่ฮ่องสอน และนางสาวกัลยา วุฒิคุณ ตกเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 4 ในข้อหาสมคบกันค้ามนุษย์ เป็นธุระจัดหาพาเด็กอายุไม่ถึง 18 ปีไปเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นข้าราชการร่วมกันเป็นธุระจัดหาพาไปเพื่อให้ค้าประเวณี และร่วมกันพรากผู้เยาว์

โดยสำนวนนี้เป็นสำนวนที่ 2 คดีค้ามนุษย์บ้านน้ำเพียงดิน เหตุเกิดเมื่อปี 2555-2559 จำเลยเป็นขบวนการค้าประเวณีเด็ก มี น.ส.ปิยะวรรณและน.ส.ปิยทัศน์

ทำหน้าที่เป็นแม่เล้า ดาบยุทธ ทำหน้าที่จัดหาลูกค้า และ น.ส.กัลยา ทำหน้าที่จัดหาเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยจำเลยได้ร่วมกันพรากผู้เยาว์ผู้เสียหายอายุไม่เกิน 18 ปี ไปยังสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อบีบบังคับให้ผู้เสียหายค้าประเวณีหลายครั้ง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริง เป็นความผิดหลายกรรม โดยจำเลยที่ 1-3 มีความผิดลักษณะสมคบกันค้ามนุษย์ พิพากษาจำคุก น.ส. ปิยะวรรณ และน.ส.ปิยทัศน์ จำเลยที่ 1-2 จำนวน 183 ปี / ดาบยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ลงโทษเป็น 2 เท่า จำคุก 309 ปี

โดยทั้ง 3 คน ให้นับโทษไปพร้อมกับคดีเดิม คือจำคุกสูงสุดไม่เกิน 50 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมให้กับผู้เสียหาย 850,000 บาท ส่วน น.ส.กัลยา จำเลยที่ 4 กระทำการเพียงคนเดียว จำคุก 65 ปี โดยให้นับโทษต่อจากคดีเดิม แต่ไม่เกิน 50 ปี

และให้ชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหาย 5 แสนบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง

สำหรับในคดีเดิม จำเลยทั้ง 4 ถูกศาลพิพากษาในคดีร่วมกันค้าประเวณีเด็กหญิงอายุ 14 ปี โดย นางสาวปิยวรรณ ศาลสั่งจำคุก 167 ปี นางสาวปิยทัศน์

ศาลสั่งจำคุก 176 ปี ดาบยุทธ ศาลสั่งจำคุก 320 ปี แต่ตามกฎหมายให้จำคุกจำเลยได้ไม่เกิน 50 ปี ส่วนนางสาวกัลยา ศาลสั่งจำคุก 36 ปี

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com