พ่อผู้ตายลั่น ถ้าแม่ค้าส้มปืนโหด ไม่มาขอขมาศพ จะไม่เผาลูกสาว

พ่อผู้ตายลั่น ความคืบหน้า แม่ค้าส้มเลือดร้อน ชักปืนตบหน้า รัวยิงหมดแม็ก คู่กรณีดับคาตลาด ญาติรับศพผู้ตาย พ่อลั่น ให้ผู้ต้องหาขอขมาศพลูกสาวตน ถ้าไม่ไป ตนก็จะไม่เผาศพลูกสาว

พ่อผู้ตายลั่น เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 18 พ.ย. 61 นางพูนสูข อายุ 53 ปี พร้อมด้วย นายโชว์นันท์ อายุ 61 ปี พ่อและแม่ พร้อมด้วยญาติๆ ได้เดินทางมาที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรับศพ นางสาวศรัญญา อายุ 30 ปี ถูกนางสาวทิพท์ อายุ 38 ปี (ผู้ต้องหา) แม่ค้าขายส้มยิงเสียชีวิตเหตุเกิดเมื่อวานที่ผ่านมา (18 พ.ย.) ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ด้าน นางพูนสูข ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนี้ตนเองยังทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียลูกสาวไปอย่างไม่มีวันกลับ เพราะลูกแม่เป็นคนดี ขยันทำงาน ตั้งแต่เรียนจบมาก็ช่วยแม่ขายของมาโดยตลอด ไม่ใช่เด็กเกเร ซึ่งครั้งแรกแม่ขายของอยู่ตลาดสี่มุมเมือง ต่อมาเห็นลูกสาวมีครอบครัวแล้ว จึงได้เช่าที่ขายของภายในตลาดไอยราให้

พ่อผู้ตายลั่น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทางด้านผู้ต้องหาทำเกินกว่าเหตุไป ซึ่งทำไมเขาต้องทำถึงขนาดนี้ ซึ่งทางผู้ต้องหานั้นได้โทรศัพท์มาหาลูกของแม่ ลูกสาวไม่ได้โทรศัพท์มาบอกอะไรกับแม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก และเงินแค่พันกว่าบาท ส้มแค่ร้อยกว่ากิโลกรัม ลูกค้าเอามาคืน และก็คงมีปากเสียงกัน เขาบอกว่าไม่ใช่ส้มของเขา ดูบอลออนไลน์ ลูกแม่ไปตัดส้มเขามาและส้มเกิดเน่า และลูกแม่ก็คงไม่คิดว่าผู้ต้องหาจะคาดแค้นถึงขนาดนี้

ทางผู้ต้องหาก็โทรศัพท์มาให้ลูกแม่ไปหาที่แผง พอลูกแม่ไปลูกแม่ก็เดินไปหา และพูดไม่กี่คำ ทางผู้ต้องหาก็ใช้อาวุธปืนยิงลูกแม่เลย และยังมากระทืบลูกแม่ซ้ำอีก

ส่วน นายโชว์นันท์ อายุ 61 ปีพ่อผู้ตายบอกว่า ให้คนที่ยิงไปขอขมาศพลูกสาวตน ถ้าคนยิงไม่ไป ตนก็จะไม่เผาศพลูกสาว ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนรับไม่ได้ และทางครอบครัวจะนำศพของลูกสาวไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ม.7 ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตร.กาฬสินธุ์ ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมช่วงลอยกระทง-จับทันควัน 2 พ่อค้ายา

ตร.กาฬสินธุ์  ที่ลานอเนกประสงค์ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภจว.กาฬสินธุ์ เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในช่วงเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2561

ตร.กาฬสินธุ์ โดยมี พ.อ.ประวัติ จารุตัน เสธ.กกล.รส.จ.กส. นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมูลนิธิ อาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย อปพร. กว่า 300 นายร่วมพิธี

พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 22 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เป็นวันลอยกระทงตามประเพณี ที่จะมีประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย

ตร

นักท่องเที่ยว ร่วมงานตามสถานที่จัดงานจำนวนมาก อาจทำให้เกิดปัญหาการจราจร อาชญากรรม รวมทั้งอุบัติเหตุ สร้างความเดือดร้อนรำคาญ และอันตรายจากการละเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และโคมลอย

รวมทั้งอาจจะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพก่อความไม่สงบ และลักขโมยทรัพย์สิน ตลอดทั้งฉวยโอกาสลักลอบค้ายาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายด้วย

พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา ตลอดทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 4 จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง มูลนิธิ อาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย อปพร.จัดพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างพร้อมกันทั่วจังหวัด ในห้วงวันที่ 17-21 พฤศจิกายน 2561 กำหนด 5 วัน

อย่างไรก็ตาม หลังการปล่อยแถวระดมกวาดล้าง พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ชาตรี ปรีชากุล รอง ผบก.ภ.จว.กส. พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยชุดปราบปรามยาเสพติด

สภ.เมืองกาฬสินธุ์ แถลงผลการจับกุมตัว นายภานุ ดูบอลออนไลน์หรือเปา อายุ 22 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.หัวนาคำ อ.ยาตลาด จ.กาฬสินธุ์

และ นายแสงสุรีย์ หรือเอ็ม อายุ 21 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อมของกลางยาบ้า 2,000 เม็ด และ รถเก๋ง ยี่ห้อ โตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กค 9656 ร้อยเอ็ด 1 คัน

โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้บริเวณถนนภายในบ้านฝายแตก ม. 3 ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ขณะทั้งสองคนกำลังนำยาบ้ามาส่งให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่

ซึ่งสารภาพว่า นำมาจำหน่ายให้กับเยาวชนในช่วงเทศกาลลอยกระทง เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย และทำการขยายผลต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา       https://www.sanook.com

อย่าโยนบาปให้คนสวน ปัดไม่รู้เด็ก ป.2 ถูกข่มขืน ญาติยังมั่นใจเป็นฝีมือรุ่นพี่

อย่าโยนบาปให้คนสวน จากกรณี เด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.2 ของโรงเรียน ใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อ้างว่าถูกรุ่นพี่ชั้น ป.3 ชื่อ ด.ช.โบ๊ต (นามสมมติ) โรงเรียนเดียวกัน

อย่าโยนบาปให้คนสวน ข่มขืนภายในห้องน้ำของโรงเรียน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่ง ด.ช.โบ้ต ยืนยันไม่ได้ก่อเหตุตามที่ถูกกล่าวหา โดยวันเกิดเหตุตนไปเอาน้ำให้ครูพร้อมเพื่อนอีก 2 คน ระหว่างทางได้แวะเข้าห้องน้ำโดยไม่พบผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งก็มีคนสวนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วยนั้น

อย่าโยนบาปให้คนสวน

ล่าสุดที่โรงเรียนที่เกิดเหตุ นายดวน (สงวนนามสกุล) อดีตภารโรง เปิดเผยว่า ตนมาตัดหญ้าตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยตัดเฉพาะด้านหน้าอาคาร ส่วนด้านหลังมีคนสวนอีกรายที่โรงเรียนจ้างมาตัด แต่ตนไม่ทราบว่าเจ้าตัวอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ เนื่องจากวันเกิดเหตุตนไม่ได้มาทำงาน เมื่อทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็ค่อนข้างตกใจและตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะเด็กยังอายุน้อยทั้ง 2 ฝ่าย

จากนั้นทีมข่าวได้ไปดูบริเวณด้านหน้าห้องน้ำ ซึ่งมีร่องรอยการตัดหญ้า และหญ้าแห้งที่กองอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ สอบถามครูรายหนึ่งระบุ คนตัดหญ้า เอาเครื่องตัดหญ้าไปซ่อมที่บริเวณบ้านช้างหมอบ ทีมข่าวจึงเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าว

นายโชค คนตัดหญ้าที่ทางโรงเรียนจ้างไปตัดหญ้าช่วงเปิดเทอม เปิดเผยว่า ตนไปตัดหญ้าที่โรงเรียนตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม โดยวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ตนตัดหญ้าอยู่บริเวณด้านข้างอาคารใกล้กับห้องสมุด ถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ก็ย้ายไปตัดด้านหน้าห้องน้ำ

ซึ่งขณะนั้นก็มีเด็กมัธยมประมาณ 8-9 คน เข้ามาช่วยกันเก็บเศษหญ้าไปทิ้งอีกด้วย ขณะนั้นไม่มีความผิดปกติใดๆ และไม่ทราบเรื่องที่มีการข่มขืนกันในห้องน้ำ แต่เห็นว่ามีคนเดินผ่านไปมาตลอด ซึ่งเท่าที่สังเกตพบว่าเด็กที่มาเข้าห้องน้ำก็มักจะมากันเป็นกลุ่ม ส่วนเด็กที่ขนน้ำนั้นตนจำไม่ได้

นายโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นวันเปิดเทอมวันแรก เด็กๆ ยังพลุกพล่าน ออกมาเดินและช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียน ทำให้บรรยากาศไม่ได้เงียบหรือเปลี่ยว ดังนั้นหากมีเรื่องการข่มขืนเกิดขึ้นจริงก็อาจจะมีคนรู้เรื่อง

ขณะที่ ย่าของด.ญ.แอน ผู้เสียหาย กล่าวว่า ขณะนี้หลานอยู่ที่บ้านพักเด็กกับแม่ และอา ซึ่งหลานก็ยังบ่นคิดถึงบ้าน ตนเองก็สงสาร แต่คิดว่าหลานควรอยู่ที่บ้านพักเด็กไปก่อน เพื่อให้สภาพจิตใจดีขึ้น จึงจะสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ โดยทางคดีตอนนี้ต้องรอผลจากแพทย์ ซึ่งตนก็กลัวหลานสาวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

โดยเรื่องที่ ด.ช.โบ๊ต ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่ามีคนตัดหญ้าอยู่บริเวณที่เกิดเหตุด้วยนั้น ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะเพื่อนอีก 2 คน คือ ด.ช.มิน (นามสมมติ) และ ด.ช.หลุยส์ (นามสมมติ) บอกว่าไม่มี ซึ่งมีคลิปเสียงที่ลูกสาวตนซึ่งเป็นอาของเด็กหญิงอัดไว้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

นศ.ช่างยนต์ขี่ จยย.หักหลบรถส่งน้ำแข็ง-ร่างกลิ้งถูกล้อทับดับอนาถ

นศ.ช่างยนต์ขี่  พ.ต.ท.ทรงจักร วงศ์พรหม พนักงานสอบสวนเวร สภ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย

นศ.ช่างยนต์ขี่ ที่ทางหลวงสาย 24 อุบลราชธานี-สีคิ้ว ขาออก อ.ปราสาท บริเวณหน้าปั๊มแก๊ส ปตท.หมู่ที่ 4 ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

หลังได้รับแจ้งได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีชมพู-ดำ ทะเบียน 1กฎ 4724 ลพบุรี จอดอยู่ปากทางเข้าปั๊มแก๊ส ปตท. ผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพและ กู้ภัย “กังแอน วีอาร์ กู้ชีพ” ได้เข้าช่วยเหลือ และนำส่ง โรงพยาบาลปราสาทแล้ว

นศ.ช่างยนต์ขี่

ทราบชื่อคือ นายณัฐพล อายุ 16 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เรียนอยู่ที่วิทยาลัยการอาชีพปราสาท สาขาช่างยนต์ ชั้นปีที่ 1 จากการสอบถามเพื่อนๆ ผู้บาดเจ็บบอกว่า นายณัฐพล พักอาศัยอยู่กับพ่อที่อำเภอปราสาท ขณะเกิดเหตุเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติในช่วงเช้า และมาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน

ส่วนรถบรรทุก 6 ล้อ เป็นรถบรรทุกน้ำแข็งของโรงน้ำแข็งประสงค์ทรัพย์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ทะเบียน 82-6311 บุรีรัมย์ จอดอยู่บริเวณปั๊มแก๊ส มี นายประหยัด อายุ 25 ปี ภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ไพศาล อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เป็นผู้ขับขี่ บอกว่า เหตุเกิดขณะที่ตนเองกำลังเลี้ยวรถเข้าไปในปั๊มแก๊สเพื่อส่งน้ำแข็งและรู้สึกว่า ล้อหลังเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง จึงจอดรถและลงมาดู ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐาน พร้อมบันทึกภาพ บริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลปราสาทเพื่อติดตามอาการผู้บาดเจ็บ และทราบในเวลาต่อมาผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

จากการสอบสวน และตรวจสถานที่เกิดเหตุทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถบรรทุกคันที่เกิดเหตุได้ขับขี่มาตามถนน จากแยกปราสาทมุ่งหน้าไป อ.ประโคนชัย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ได้เลี้ยวซ้ายเข้าปั๊มแก๊สอย่างกระชั้นชิดเพื่อส่งน้ำแข็ง

จังหวะนั้นได้มีรถจักรยานยนต์ขับมาด้วยความเร็ว ก่อนพุ่งชนล้อหลังและถูกล้อรถเหยียบดังกล่าว ทำให้นักศึกษาได้รับบาดเจ็บสาหัสและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลปราสาท

ขณะที่วงจรปิดของปั้มสามารถจับภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้ขณะที่จักรยานยนต์พุ่งชน ด้านญาติทราบข่าวได้เดินทางมาขอรับศพ ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้เรียกผู้ขับขี่รถบรรทุกน้ำแข็ง มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

 …

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก พิการขึ้นโรงพัก สุดแค้นพ่อเลี้ยงข่มขืนทั้งวันทั้งคืน

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก พิการขึ้นโรงพัก แม่จูงมือลูกสาวพิการ เดินเหินไม่ได้ แต่ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนทั้งวันทั้งคืน ต้องแบกอุ้มลูกขึ้นโรงพักมาเข้าแจ้งความ…ออทั้งน้ำตา

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก พิการขึ้นโรงพัก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 54 ปี ได้พา นางสาวพลอย (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ลูกสาวที่พิการเดินไม่ได้ เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชณัฐชัย วงศ์ศรีวิจิตร รองสว.(สอบสวน) สภ.มะนัง จ.สตูล โดยระบุว่าระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคมที่ผ่านมา ลูกสาวได้ถูก นายจำเนียร พ่อเลี้ยง อายุ 64 ปี ก่อเหตุข่มขืนในขณะที่อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

แม่สะอื้นแบกอุ้มลูก

เหตุดังกล่าวเกิดขณะที่ตนไม่อยู่บ้าน ออกไปทำงานรับจ้างนอกบ้าน โดยลูกสาวถูกข่มขู่ไม่ให้บอกใครและถูกกระทำมาหลายครั้งจนทนไม่ไหว และได้เล่าให้ตนฟังซึ่งตนได้ถามสามีของตนซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง แต่ก็ปฏิเสธจึงได้แบกลูกสาวขึ้นโรงพักแจ้งความดังกล่าว

หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มะนัง ได้ส่งตัว น.ส.พลอย ไปตรวจร่างกายที่ รพ.มะนัง พบร่องรอยถูกข่มขืนจริง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ และได้เข้าจับกุมผู้ต้องหาที่บ้านในความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จากนั้นนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจค้นที่บ้านของนายจำเนียร ได้พบปืนยาวลูกซอง ซ่อนอยู่บริเวณแผ่นสังกะสีบนหลังคาจึงได้แจ้งข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติอีกข้อหา

สำหรับสามีเก่าของนางหนึ่ง พ่อของนางสาวพลอยได้เสียชีวิตแล้ว ก่อนจะอยู่กินกับพ่อเลี้ยงที่ก่อเหตุตั้งแต่ปี 2558 อยู่ได้เพียง 6 เดือน สามีใหม่ก็เริ่มออกลายและข่มขู่ต่างๆ นานา ก่อนหน้านี้ก็เคยมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าถูกข่มขู่เมื่อปี 2559 ไปแล้วครั้งหนึ่ง

นางหนึ่ง เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนทำมาหากินเลี้ยงทั้งสามีและลูก ในช่วงเดือนตุลาคม 2561 ได้เดินทางไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด นายจำเนียรก็ข่มขืนลูกสาวของตนแบบทั้งวันทั้งคืน และเมื่อลูกสาวทนไม่ไหวก็มาบอกตน รู้สึกเสียใจมาก อุตส่าห์ไว้ใจฝากลูกไว้กับมาทำกับลูกตนแบบนี้ แต่เมื่อสอบถามสามีก็ปฏิเสธ แต่ตนเชื่อลูกสาวว่าพูดความจริง เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกกระทำคืออะไร เขาเล่าถึงลักษณะที่ถูกกระทำว่าพ่อเลี้ยงทำแบบนี้

เมื่อตนออกไปเติมเงินโทรศัพท์กลับมาก็ได้ยินสามีกำลังขู่และสอนลูกสาวว่าให้บอกตนใหม่ ตนจึงทนไม่ไหว พาลูกไปแจ้งความทันที ตอนนี้ตนอยากให้เขาถูกรับโทษอย่างเดียว เพราะรู้สึกกลัวมากเนื่องจากสามีเป็นคนอารมณ์ร้ายและขู่ตนว่าหากออกมาได้เมื่อเราตนกับลูกจะไม่ปลอดภัยแน่ และขอบคุณพนักงานสอบสวนที่มีเมตตาดูแลในเรื่องนี้

ส่วนในเรื่องของคดีนั้นพนักงานสอบสวนบอกว่าคดีนี้ เนื่องจากผู้เสียหายเป็นผู้พิการ ก่อนหน้านี้เคยเป็นเจ้าหญิงนิทรานานถึง 10 ปี และเพิ่งจะฟื้นสนทนาขึ้นมาได้ในปี 2557 แต่ผู้เสียหายพูดจาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้หมด ต้องใช้เวลาในการสอบนานถึง 5 ชั่วโมง เพื่อให้รัดกุมที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

คนร้ายฉกกระเป๋า ญาติคนไข้ รื้ออย่างใจเย็น มิหนำซ้ำยังอุตส่าห์เอามาคืน

คนร้ายฉกกระเป๋า วันที่ 29 ต.ค. 61 พ.ต.อ.สมเด็จ สุขการ ผกก.สภ.เมืองกระบี่ นำภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดภายใน รพ.กระบี่ ที่จับภาพขณะคนร้ายลงมือให้ผู้สื่อข่าวดู หลังมีผู้เสียหายมาแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองกระบี่ และตำรวจเร่งติดตามบุคคลในภาพ

คนร้ายฉกกระเป๋า ซึ่งในภาพวงจรปิดจะเห็นได้ว่า คนร้ายเป็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามาที่เตียงนอนหน้าอาคารผู้ป่วยภายใน รพ.กระบี่ แล้วไปที่เตียงซึ่งมีญาติเป็นหญิงสูงอายุ ของผู้ป่วยนอนอยู่แล้วลงมือหยิบกระเป๋าที่ภายในมีเงินสดจำนวนกว่า 2 พันบาท และโทรศัพทคนร้ายฉกกระเป๋า

จากนั้นคนร้ายได้นำไปรื้อค้นเอาทรัพย์สินภายใน แล้วใจเย็นเดินนำกระเป๋ากลับมาคืนยังจุดเดิมแต่ได้ทรัพย์สินไปแล้ว จากนั้นคนร้ายรายเดียวกันก็ได้ไปก่อเหตุลักโทรศัพท์ของอีกราย ก่อนเดินออกจากจุดเกิดเหตุไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

พ.ต.อ.สมเด็จ กล่าวว่า คดีนี้จากการตรวจสอบพบว่าเห็นหน้าคนร้ายชัดเจน แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามตัว ซึ่งหากจับกุมยังไม่ได้ ตนจะทำป้ายไวนิลภาพหน้าคนร้าย และป้ายเตือนให้ผู้ป่วยและญาติ ไปติดตั้งไว้ใน รพ.กระบี่ เพื่อคอยเตือนให้ผู้มาใช้บริการ คอยระมัดระวังตัว รวมทั้งหากมีเบาะแสขอให้แจ้งมาที่ สภ.เมืองกระบี่ เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กู้ภัยเผย นาทีหนุ่มยิงแฟนสาววัย 16 คารีสอร์ต ก่อนอุ้มร่างขอช่วย

กู้ภัยเผย จากกรณีเมื่อกลางดึกย่างเข้าวันที่ 27 ต.ค. 61 ตำรวจ สภ.สีคิ้ว ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนใช้อาวุธปืนยิงกันในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขตบ้านลาดบัวขาว จ.นครราชสีมา

กู้ภัยเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบคราบเลือดกระจัดกระจายเต็มทั่วห้องบริเวณเตียงนอน

กู้ภัยเผย

ฝ่ายหญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นแฟนสาวมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณคอ แต่ยังมีสติอยู่ และผู้บาดเจ็บบอกกับตนว่าตัวเริ่มชาแล้วเพราะเสียเลือดมากจึงรีบส่ง รพ.สีคิ้ว ส่วนฝ่ายชายไม่ขับรถมาด้วย โดยได้ขับรถยนต์หลบหนีไปท่ามกลางความมืด ทราบชื่อ นายวราวุฒิ อายุ 29 ไม่ทราบที่อยู่ ส่วนผู้บาดเจ็บชื่อ น.ส.ศิรศา อายุ 16 ปี อาศัยที่ ต.หนองน้ำใส อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

โดย นายกิตติศักดิ์ แสงอรุณ อายุ 40 ปี กู้ภัยฮุก 31 จุดลาดบัวขาว ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อคืนนี้เวลาประมาณ 01.30 น. ขณะที่ตนกำลังหลับอยู่นั้น ได้มีชายขับรถเก๋งมาเคาะประตูบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเห็นรถกู้ภัยของตนจอดอยู่หน้าบ้าน ตัวนายวราวุฒิลงมาเรียกให้ออกมาช่วยเหลือหน่อยแฟนโดนยิงมา โดยเจ้าตัวได้พูดกับตนเองว่า ทั้งคู่ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กันมา แล้วก็ได้ยินเสียงปืนจากนั้น น.ส.ศิรศา ก็ถูกยิง ก็ชาไปทั้งตัว

เมื่อตนได้คุยผู้บาดเจ็บและแฟนหนุ่มเป็นเรียบร้อย และได้ออกไปดูอาการ ตนจึงรีบนำตัวคนเจ็บออกจากโรงพยาบาล ตนบอกว่าให้นายวราวุฒิล็อกรถไว้ให้ไปด้วยกัน ฝ่ายชายบอกว่าจะขับรถตามมา แต่จะขอกลับไปรับแม่ก่อน หลังจากนั้นก็หายไปเลย ขนาดตนออกมาจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังไม่เจอตัว

ด้าน พ.ต.ต.สมชาย นาคสูงเนิน สารวัตรสอบสวน สภ.สีคิ้ว ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดไม่พบอาวุธปืนและปลอกกระสุน คาดว่าน่าจะอยู่กับผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ได้โทรติดต่อหาผู้ก่อเหตุ ซึ่งผู้ก่อเหตุได้รับโทรศัพท์และแจ้งว่าจะขอมอบตัวภายหลัง ส่วนผู้บาดเจ็บได้ส่งตัวต่อ รพ.มหาราชนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้อาการยังสาหัสอยู่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คาดเหตุยิงกันครั้งนี้ น่าจะเกิดมาจากความหึงหวง ซึ่งจะเร่งรัดตามตัวและทำการสืบสวนสอบสวนผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตำรวจตามไปถึงบ้าน พ่อหื่นข่มขืนลูกตั้งแต่อายุ 15 ขอโทษลูกเมีย

ตำรวจตามไปถึงบ้าน ตำรวจรวบแล้วพ่อหื่นข่มขืนลูกสาวในไส้ ตั้งแต่อายุ 15 สารภาพทำจริง เป็นอารมณ์ชั่ววูบ พร้อมขอโทษภรรยา ส่วนลูกสาวยังกลัวไม่คุยด้วย ตำรวจแจ้ง 4 ข้อหาหนัก

ตำรวจตามไปถึงบ้าน ความคืบหน้ากรณีที่ นางนิด (นามสมมติ) อายุ 39 ปี ชาว ต.เมืองแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้พา น.ส.ออย (นามสมมติ) ลูกสาวอายุ 17 ปี เข้าแจ้งความที่ สภ.สตึก ระบุว่าถูก นายเจษฎา อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่ปี 2559 ตั้งแต่อายุ 15 ปี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังขู่หากนำเรื่องไปบอกใครจะฆ่าให้ตาย ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

ตำรวจตามไปถึงบ้าน

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สตึก ได้เข้าจับกุม นายเจษฎาขณะกำลังขับรถกระบะกลับจากไปกราบขออโหสิกรรมกับพ่อที่ จ.หนองคาย และย้อนกลับมานำสิ่งของเครื่องใช้มาให้ภรรยาที่บ้าน โดยขณะเข้าจับกุม นายเจษฎา ไม่ได้แสดงอาการขัดขืนแต่อย่างใด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวมาสอบสวนที่ สภ.สตึก จากการสอบปากคำเบื้องต้นนายเจษฎา ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ข่มขืนกระทำชำเราลูกสาวของตัวเองจริง โดยอ้างว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบไม่ได้ยั้งคิด

ขณะที่ภรรยาและลูกสาวได้เดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งได้มาเยี่ยมนายเจษฎาด้วย โดยนายเจษฎาก็ได้ขอโทษภรรยาและลูกสาวกับสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งภรรยาก็ยืนยันว่าให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนลูกสาวไม่ยอมพูดคุยกับพ่อ เพราะยังหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้ง 4 ข้อหาหนัก ได้แก่ กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม (นับช่วงเวลาขณะเกิดเหตุ), กระทำชำเราผู้อื่นโดยผู้ถูกกระทำนั้นเป็นผู้สืบสันดานของตนเอง โดยใช้กำลังประทุษร้าย, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำความรุนแรงในครอบครัว มาตรา 3,4 (พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความรุนแรงต่อครอบครัว)

พ.ต.อ.สัมภาษณ์ ศรีจันทึก ผู้กำกับการ สภ.สตึก กล่าวว่า หลังแม่ได้พาลูกสาวเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่าถูกพ่อข่มขืนกระทำชำเราก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามตัวพ่อที่ถูกแจ้งความกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางไปบ้านเกิด จ.หนองคายและติดต่อกับภรรยาแล้วว่า จะนำรถกระบะและสิ่งของมาให้ที่บ้าน

ต่อมาจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปดักรอที่บ้าน เมื่อมาถึงก็เข้าจับกุมตัวทันที พร้อมทั้งได้นำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องหาก็ให้การยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พบว่าผู้ต้องหามีอาการเครียดจึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงอาจจะคิดสั้นทำร้ายตัวเองได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

กองปราบคุม “ด็อกเตอร์เก๊” ฝากขัง อ้างเป็นอาจารย์ลวงหญิงแต่งงาน

กองปราบคุม  “ดร.เก๊” อ้างเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยดัง หลอกลวงหญิงสาวแต่งงาน นำฝากขังที่ศาลอาญา

กองปราบคุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามคุมตัว นายสุรพศ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหา ที่อ้างตัวเป็นด็อกเตอร์และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังก่อเหตุหลอกลวงหญิงสาวแต่งงานเพื่อหลอกเอาเงินผู้เสียหาย ขึ้นรถเพื่อนำตัวไปฝากขัง ที่ศาลอาญา รัชดา

กองปราบคุม

ตำรวจกองปราบปราม เปิดเผยว่า หญิงสาวผู้เสียหายได้เข้าขอความช่วยเหลือว่า ถูกนายสุรพศ เข้ามาตีสนิทผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ อ้างตัวเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ผู้เสียหายได้หลงเชื่อจึงได้ตกลงปลงใจคบหาด้วย และมีการขอยืมเงินไปจำนวน 8 แสนบาท กระทั่งมาทราบว่านานสุรพศ ไม่ได้เป็นอาจารย์จริงตามที่กล่าวอ้าง จึงแจ้งความตำรวจจึงติดตามจนจับกุมได้

เบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายที่เป็นหญิงสาวตกเป็นเหยื่อไม่ต่ำกว่า 5 คน เสียหายกว่า 3 ล้านบาท ข้อมูลของตำรวจพบว่า นายสุรพศ มักอ้างตัวเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ อีกทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวมีการปลอมประวัติการศึกษา โดยอ้างว่าจบปริญญาเอก 4 ใบ มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

นายสุรพศ รับสารภาพว่า ไม่ได้เป็นอาจารย์จริง แต่ได้มีการสร้างโปรไฟส์เพื่อหลอกให้หญิงสาวเชื่อถือเพื่อคบหาด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยหลอกหญิงสาวคนหนึ่งจนแต่งงานด้วยกัน แต่ภายหลังถูกจับได้จึงได้เลิกรากันไป ก่อนที่จะไปก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาประมาณ 3 ปี โดยอ้างว่าเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ เนื่องจากตนมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ เพราะว่าเคยทำงานบริษัทเอกชนด้านซอฟแวร์ ส่วนของรูปของตนที่สวมชุดครุยที่อยู่ในเฟซบุ๊กนั้นก็ไปหาซื้อตามร้านเสื้อผ้าทั่วไป

ขอบงคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เปิดปมสังหาร อดีตสามียิงครูอนุบาล ญาติแฉไม่ใช่แค่เมา แต่ฆ่าหวังฮุบมรดก

เปิดปมสังหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน จ.นครปฐม รับแจ้งเหตุจากโรงพยาบาลบางเลนว่า หญิงสองรายถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล

เปิดปมสังหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน จ.นครปฐม รับแจ้งเหตุจากโรงพยาบาลบางเลนว่า หญิงสองรายถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นางสุนันท์ อายุ 49 ปี ครูโรงเรียนอนุบาล

มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 มม. เข้าหน้าอกซ้าย 1 นัด และท้อง 1 นัด ส่วนผู้บาดเจ็บคือ น.ส.วาราดา คณากรเกื้อพร ลูกสาวผู้ตาย ถูกยิงเข้าที่สะโพก 2 นัด เบื้องต้น ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายไพโรจน์ สามีของผู้ตาย ไม่พอใจที่ถูกอดีตภรรยาและลูกสาวต่อว่าเรื่องดื่มสุราและพูดจาท้าทายให้ยิง

เปิดปมสังหาร

(22 ต.ค. 61) นายเอนก หลานของผู้ตาย และบ้านอยู่ติดกันกับครอบครัวผู้ตาย ระบุว่า ช่วงประมาณเที่ยงคืนวันที่ 21 ต.ค. ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 2-3 นัด จึงวิ่งไปดูบ้านที่เกิดเหตุ พบลูกชายและลูกสาวของผู้ตายกำลังช่วยกันนำร่างของผู้ตายออกมา

ตนจึงรีบนำรถยนต์ของตัวเองพาคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล โดยขณะนั้นเห็นว่านางสุนันท์มีอาการค่อนข้างบาดเจ็บสาหัส พบร่องรอยถูกยิงตามลำตัวตั้งแต่ช่วงหน้าอกและท้องประมาณ 3 นัด โดยตอนนั้นนางสุนันท์ไม่รู้สึกตัวแล้ว พอถึงโรงพยาบาลบางเลน เจ้าหน้าที่พยาบาลได้ช่วยปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ส่วนนางสาววาราดา ลูกสาว มีอาการบาดเจ็บจากถูกยิงช่วงประมาณ สะโพก ต้นขา และท้องน้อย จำนวน 3 นัด แล้วยังมีอาการรู้สึกตัว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางเลนจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนครปฐม ทั้งนี้ พบว่ามีปลอกกระสุนตกอยู่ทั้งในและนอกบ้านจำนวน 6 ปลอก

นายเอนก กล่าวต่อว่า ขณะตนเองเข้าไปเจอเหตุการณ์ ก็พบว่านายไพโรจน์ สามีของผู้ตาย ได้รีบนำกุญแจสตาร์ตรถยนต์กระบะ ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่ทันได้ถามใคร ตนก็รีบนำคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล

เพื่อนร่วมงานของนางสุนันท์ ผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ครูสุนันท์เป็นคนนิสัยดี ร่าเริง และค่อนข้างใจดี นอกจากนี้ ครูสุนันท์ยังเป็นครูหัวหน้าระดับชั้นอนุบาล และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งจะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากทำคุณงามความดีให้กับโรงเรียน และประกอบวิชาชีพครูมามากกว่า 10 ปี ซึ่งถือเป็นเกียรติแก่โรงเรียน

นางสุนีย์ พี่สาวของผู้เสียชีวิต แม่ของนายเอนก ระบุว่า ในวันเกิดเหตุตนพักอยู่บ้านใกล้เคียง ได้ยินเสียงปืนดังรอบแรก 3 นัดติดกัน แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 นัด เมื่อตนไปถึงก็เห็นสภาพของนางสุนันท์ ถูกลูกชายคนเล็กกำลังลากออกมา

และมีเลือดไหลนองตามร่างกาย ตนและลูกชายจึงช่วยอุ้มขึ้นรถยนต์ จากนั้นก็เห็นลูกสาวคนโตถูกยิงด้วยปืน ทั้งนี้ ตนยังสังเกตเห็นตัวนายไพโรจน์ ผู้ก่อเหตุ เดินออกมาขับรถยนต์ออกไปหลังก่อเหตุ โดยไม่มีท่าทีรีบร้อนเหมือนคนทำผิด

นางสุนีย์ เปิดเผยว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเหตุที่ผู้ก่อเหตุกลับมาหาน้องสาวตน เป็นเพราะปมเรื่องมรดก เนื่องจากก่อนหน้านี้น้องสาวเพิ่งได้รับมรดกเป็นที่นาจำนวนหลายไร่

ซึ่งน้องสาวได้หย่าร้างกับน้องเขยคนนี้มาเป็นระยะเวลา 17 ปี ซึ่งเมื่อนายไพโรจน์ทราบว่าน้องสาวตนได้รับมรดก ก็ได้กลับเข้ามาในชีวิตน้องสาว พยายามชวนให้น้องตนไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่ และมักสอบถามว่าน้องตนได้เนื้อที่กี่ไร่ แต่น้องตนก็ไม่ได้บอก

นางสุนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายไพโรจน์ชอบดื่มสุราและเมามาที่บ้านหลังนี้ บางครั้งก็นำอาวุธปืนมาข่มขู่ หนำซ้ำยังเคยเอาเหล้าเทใส่หน้า หรือใช้เท้าถีบหน้า แต่น้องสาวตนก็ยังรักและทั้งกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลอก จึงยังสองจิตสองใจและคอยมาปรึกษาตนอยู่เป็นระยะๆ

ขณะที่ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ได้นำร่างของผู้เสียชีวิตมาส่งที่ศาลาสวดอภิธรรมศพ วัดบางปลา พร้อมกับ นางสาววาราดา ลูกสาวผู้ตาย เดินทางมาร่วมด้วย ยังคงอยู่ในอาการบาดเจ็บบริเวณช่วงสะโพกและท้องน้อย ซึ่งต้องนั่งรถวีลแชร์มาร่วมพิธีรดน้ำศพ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com