ดับคาสระ-หนุ่มหาปลาดวงกุด เดินเท้าจุ่มน้ำขณะชาวบ้านปล่อยกระแสไฟช็อตตาย

ดับคาสระ-หนุ่มหาปลาดวงกุด  ร.ต.อ.สุขสรรค์ นนท์พละ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เลิงนทา จังหวัดยโสธร พร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพเลิงนกทา หลังได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านบ้านดอนป่าโมงว่า มีชายตกน้ำตายในสระบัว

ดับคาสระ-หนุ่มหาปลาดวงกุด ในที่เกิดเหตุพบชาวบ้านกำลังมุงดูร่างของ นายหนูนา อายุ 41 ปี ชาวบ้านดอนโมง นอนเสียชีวิตริมฝั่งในสระบัว สภาพหงายท้อง สวมกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล สวมเมื้อยืดสีน้ำเงิน มีสายลวดที่ไม่ได้หุ้มฉนวนติดที่เท้า ใกล้กันพบ ปลาตาย จำนวน 2 ตัว

ดับคาสระ

ในรอบสระบัว พบ ลวดล้อมรอบสระ จำนวน 1 เส้น จากการสอบถามญาติผู้เสียชีวิตให้การกับเจ้าหน้าที่ ว่า นายหนูนา เป็นชายโสด ยังไม่มีครอบครัว อาศัยอยู่กับญาติๆ ชอบไปเอาบั้งลันไปดักปลาไหล ไปขายหาเลี้ยงชีพไปวันๆ

และวันนี้ ( 20 ต.ค. ) ได้ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปเก็บบั้งลันที่ผู้ตายใส่ไว้ ในหนองน้ำที่เป็นสระบัวโดยไม่คิดว่าเจ้าของสระบัวได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าไปตามลวดที่ไม่ได้หุ้นฉนวนที่ล้อมรอบสระ ทำให้ไฟฟ้าดูดและเสียชีวิตดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวเจ้าของสระบัวดังกล่าวมาสอนสวนและตั้งข้อหากระทำการด้วยความประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิตต่อไป

จากการสอบถาม นายอรุณ อายุ 61 ปีซึ่งเป็นญาติของผู้ตาย บอกว่า ตนได้นำวัวออกจากคอกเพื่อไปเลี้ยง และผูก ไว้กลางทุ่งนาใกล้สระบัวเหลือบไปเห็น หลานชาย (ผู้ตาย) นอนหมดสติในหนองน้ำสระบัว จะไปช่วยเหลือ พอเข้าไปจะช่วย พอตนเท้าแตะพื้นน้ำก็มีลักษณะมีไฟฟ้าดูด จึงวิ่งไปบอกเจ้าของสระบัวดึงคัทเอ้าท์ตัดไฟลง จึงสามารถ ดึงร่างนายหนูนา ขึ้นจากบ่อน้ำสระบัวได้ แต่ก็เสียชีวิตแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ศาลสั่งคุก 309 ปี ดาบยุทธชัย คดี ค้ามนุษย์ “แก๊งนกฮูก”

ศาลสั่งจำคุก 309 ปี ดาบยุทธ คดีค้ามนุษย์แก๊งนกฮูก จำเลยอีก 3 คน เจอโทษ 65-183 ปี แต่ตามกฎหมายจำคุกได้ไม่เกิน 50 ปี

ศาลสั่งคุก 309 ปี ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปิยะวรรณ สุขมา หรือเจ๊เมย์ น.ส.ปิยทัศน์ ภาพเทียนสุวรรณ หรือเจ๊ฟ้า ด.ต.ยุทธชัย ทองชาติ หรือดาบยุทธ อดีตตำรวจ สังกัด สภ.น้ำเพียงดิน

ศาลสั่งคุก

จังหวัดแม่ฮ่องสอน และนางสาวกัลยา วุฒิคุณ ตกเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 4 ในข้อหาสมคบกันค้ามนุษย์ เป็นธุระจัดหาพาเด็กอายุไม่ถึง 18 ปีไปเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นข้าราชการร่วมกันเป็นธุระจัดหาพาไปเพื่อให้ค้าประเวณี และร่วมกันพรากผู้เยาว์

โดยสำนวนนี้เป็นสำนวนที่ 2 คดีค้ามนุษย์บ้านน้ำเพียงดิน เหตุเกิดเมื่อปี 2555-2559 จำเลยเป็นขบวนการค้าประเวณีเด็ก มี น.ส.ปิยะวรรณและน.ส.ปิยทัศน์

ทำหน้าที่เป็นแม่เล้า ดาบยุทธ ทำหน้าที่จัดหาลูกค้า และ น.ส.กัลยา ทำหน้าที่จัดหาเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยจำเลยได้ร่วมกันพรากผู้เยาว์ผู้เสียหายอายุไม่เกิน 18 ปี ไปยังสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อบีบบังคับให้ผู้เสียหายค้าประเวณีหลายครั้ง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริง เป็นความผิดหลายกรรม โดยจำเลยที่ 1-3 มีความผิดลักษณะสมคบกันค้ามนุษย์ พิพากษาจำคุก น.ส. ปิยะวรรณ และน.ส.ปิยทัศน์ จำเลยที่ 1-2 จำนวน 183 ปี / ดาบยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ลงโทษเป็น 2 เท่า จำคุก 309 ปี

โดยทั้ง 3 คน ให้นับโทษไปพร้อมกับคดีเดิม คือจำคุกสูงสุดไม่เกิน 50 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมให้กับผู้เสียหาย 850,000 บาท ส่วน น.ส.กัลยา จำเลยที่ 4 กระทำการเพียงคนเดียว จำคุก 65 ปี โดยให้นับโทษต่อจากคดีเดิม แต่ไม่เกิน 50 ปี

และให้ชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหาย 5 แสนบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง

สำหรับในคดีเดิม จำเลยทั้ง 4 ถูกศาลพิพากษาในคดีร่วมกันค้าประเวณีเด็กหญิงอายุ 14 ปี โดย นางสาวปิยวรรณ ศาลสั่งจำคุก 167 ปี นางสาวปิยทัศน์

ศาลสั่งจำคุก 176 ปี ดาบยุทธ ศาลสั่งจำคุก 320 ปี แต่ตามกฎหมายให้จำคุกจำเลยได้ไม่เกิน 50 ปี ส่วนนางสาวกัลยา ศาลสั่งจำคุก 36 ปี

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หนุ่ม 26 คว้าไม้ไผ่ฟาดหัวเพื่อนบ้านจนตาย ! อ้างยอมไม่ได้ผู้ตายด่าบุพการี

หนุ่ม 26 ปี หลังก่อเหตุใช้ไม้ไผ่ทุบตีศีรษะเพื่อนบ้านจนเสียชีวิต ส่วนสาเหตุผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ตายได้มาหาเรื่อง ด่าบุพการีและนำไม้ไผ่จะมาทำร้ายตนก่อน

หนุ่ม 26 ปี คว้าไม้ไผ่ฟาดหัวเพื่อนบ้านจนตาย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ที่ห้องประชุมชัยสุนทร กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมตัวนายธรรมชาติ อายุ 26 ปี พร้อมของกลางไม้ไผ่เปื้อนเลือด ความยาว 79 เซนติเมตร เส้นรอบวง 13 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร จำนวน 1 ท่อน

หลังก่อเหตุใช้ไม้ไผ่ทุบตีศีรษะ นายสัญญา กิ่งภูเขา อายุ 44 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2561 ที่บริเวณถนนสาธารณะหน้าบ้านเลขที่ 50 หมู่ 2 ต.ภูแล่นช้าง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์

หนุ่ม 26

พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี รรท.ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สำหรับพฤติการณ์ในวันเกิดเหตุนายสัญญา กิ่งภูเขา ผู้ตาย ได้ถือท่อนไม้ไผ่ของกลางจะไปทำร้ายนายธรรมชาติ ผู้ต้องหา จากนั้นจึงเกิดการต่อสู้กันและผู้ต้องหาได้ยื้อแย่งไม้ไผ่ของกลางได้

จึงได้ใช้ไม้ไผ่ตีทำร้ายนายสัญญาที่บริเวณศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเลือดอาบทั้งตัว จากนั้นชาวบ้านที่พบเห็นได้นำตัวนายสัญญาไปส่งโรงพยาบาลอำเภอนาคู ก่อนจะส่งต่อมาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

หลังก่อเหตุนายธรรมชาติ ได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงขอหมายจับและสามารถทำการจับกุมตัวได้ ซึ่งทางญาติก็ได้พานายธรรมชาติ มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนมูลเหตุในครั้งนี้ผู้ต้องหาให้การว่า เนื่องจากผู้ตายมีอาการเมาสุราและได้เดินเข้ามาดุด่าถึงบุพการีของตน ทำให้มีปากเสียงกัน

จากนั้นผู้ตายก็ได้นำไม้ไผ่จะมาทำร้ายตน ซึ่งตนก็ได้พยายามแย่งไม้ไผ่ออกจากมือผู้ตาย และด้วยความโกรธแค้นที่ผู้ตายด่าว่าบุพการี ตนจึงได้ตัดสินใจใช้ไม้ไผ่ทุบตีเข้าที่บริเวณศีรษะประมาณ 2 ครั้ง ด้วยความกลัวจึงได้วิ่งหลบหนีไป

แต่เมื่อทราบว่าตนได้ทำร้ายร่างกายนายสัญญา จนเสียชีวิต จึงติดต่อกับทางญาติขอเข้ามอบตัว ส่วนการประกันตัวทางญาติสามารถยื่นการประกันตัวได้เนื่องจากผู้ต้องหายอมรับสารภาพและเข้ามามอบตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่จะได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย”

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ทำเกินเหตุ ? แก๊งผู้ใหญ่บ้านตีเด็กหญิง 14 เข้า รพ. บังคับให้บอกที่ซ่อนเงิน

ทำเกินเหตุ ? จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก โพสต์เรื่องผู้ใหญ่บ้านตีเด็กหญิงอายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บ จนต้องส่งไปโรงพยาบาล ซึ่งต่อมาผู้ใหญ่บ้าน ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และล่าสุด

ทำเกินเหตุ ? ล่าสุด วันที่ 16 ต.ค. 61 อาการของเด็กหญิงอายุ 14 ปี ผู้บาดเจ็บ ดีขึ้นตามลำดับ สามารถทานอาหารและลุกจากเตียงได้ พูดคุยกับเพื่อนที่มาเยี่ยมได้อย่างสนุกสนาน ส่วนอาการที่มีรอยฟกช้ำ บริเวณแขนและขา เริ่มจาง แต่ก็ยังมีร่องรอย และยังมีอาการปวดที่ศีรษะ ซึ่งทางแพทย์ให้ยารักษาเด็กหญิงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า 1-2 วัน จะกลับบ้านได้

ทำเกินเหตุ

นางกามารียะ น้าสาวของเด็กหญิง เปิดเผยว่า ตนไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เห็นบาดแผลที่ถูกตีที่โรงพยาบาลแล้ว รู้สึกสงสารหลานมาก ตนถึงกับร้องไห้ หลังจากเห็นบาดแผลที่มือ ขา และคอ ก็รู้สึกรับไม่ได้ ส่วนสาเหตุที่ถูกตี หลานยอมรับว่าขโมยเงิน เพียงแต่หาเงินที่ซ่อนไว้ไม่พบ ซึ่งจากคำบอกเล่า ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตี แต่มากับผู้ใหญ่บ้าน โดยพากันมาที่บ้าน และคนตีก็ไล่คนในบ้านให้ออกไปให้หมด ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ซึ่งเรื่องนี้ จะเรียกร้องอย่างไรนั้น ก็แล้วแต่พ่อแม่ของหลาน ซึ่งเขาก็ไม่ยอมเช่นกัน

ส่วนเด็กหญิง อายุ 14 ปี เล่าว่า ตอนนั้นผู้ใหญ่บ้านพาผู้ชายคนหนึ่งมาที่บ้าน ซึ่งคนที่ตี ตนไม่รู้จักว่าเป็นใคร ส่วนสาเหตุที่ตีนั้น เพราะตนไม่ยอมบอกว่าเงินที่ซ่อนอยู่ที่ไหน เพราะตนจำไม่ได้ เขาจึงตีหลายครั้ง กับสายยางแก๊ส โดยถูกตีที่แขน ขา และตบที่คอ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็ตบหน้าตนด้วย โดยหลังจากนี้ ขอปรึกษาพ่อแม่ก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งตนก็ยอมรับว่าขโมยเงินจริง แต่ไม่น่าถูกทำรุนแรงถึงขนาดนี้

หลังเกิดเรื่อง นายอับดุลการิม ยีดำ นายอำเภอทุ่งยางแดง จ.ปัตตานีได้นำผู้กำกับของสถานีตำรวจในพื้นที่ พร้อมด้วยนายเจ๊ะอารงมามะ ผู้ใหญ่บ้าน ม.5 ต.พิเทน รวมทั้งนายมักคา วาลี คนที่ตีเด็ก มารับทราบปัญหาดังกล่าว

ซึ่งผู้ใหญ่บ้าน ก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนคนตี ก็ยอมรับผิด ว่าตีจริง ด้วยอารมณ์โมโห เพราะเด็กหญิงที่ถูกตีขโมยเงิน แต่พาไปหลอกหาที่ซ่อนเงินหลายจุดไม่พบ แล้วมาบอกว่าจำไม่ได้ ส่วนทางคดี ทางผู้กำกับก็รับแจ้งความตามปกติ แบ่งเป็น 2 คดี คือเรื่องขโมยเงิน และเหตุตีเด็ก ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ย่อง แก้วแสน สังเวยกระสุนดับ หลังพัวพันยิงสาวเจ้าของแปลงยางพารา

ย่อง แก้วแสน ดับคาบ้านพัก จ.นครศรีธรรมราช เผยผู้ตายพัวพันยิงสาวใหญ่เจ้าของแปลงเพาะพันธุ์ยางพาราเมื่อ 3 เดือนก่อน

ย่อง แก้วแสน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.อนันต์ หริกจันทร์ ผกก.สภ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ร.ต.อ.อรุณ มีไข่ ร้อยเวร สภ.นาบอน ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายที่บ้านพักคนงานข้างโรงงานบรรจุแก๊ส หมู่ 6 ต.แก้วแสน อ.นาบอน

ย่อง

ให้ไปพลิกศพและสอบสวน หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.ท.ปฎิธาน ไชยรักษ์ รอง ผกก.ป. ชุดสืบสวน แพทย์เวรโรงพยาบาลนาบอน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์นาบอน รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวบ้านพักคนงานโรงงานบรรจุแก๊ส ด้านข้างของโรงงาน ตรวจสอบหลังบ้านพักพบศพ นายย่อง อายุ 66 ปี นอนเสียชีวิตสภาพคว่ำหน้า สวมกางเกงยีนส์ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีเขียว สวมรองเท้าแตะ

พบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณกกหูซ้าย 1 นัด กระสุนฝังใน และที่ท้ายทอยกระสุนทะลุหน้าผากอีก 1 นัด รวม 2 นัด นอนจมกองเลือด หลังพลิกศพนำศพส่งโรงพยาบาลนาบอนเพื่อพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบสวนของตำรวจ ทราบว่า ผู้ตายมีฉายา “ย่อง แก้วแสน” เป็นหัวหน้าควบคุมคนงานและดูแลโรงงานแก๊สดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุขณะที่ผู้ตายอยู่บ้านพักคนเดียวได้มีคนร้ายคาดว่าน่าจะรู้จักกับผู้ตาย ได้เรียกผู้ตายมาคุยกันที่บริเวณหลังบ้านพัก

และอาจคุยกันไม่เข้าใจ คนร้ายจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตาย 2 นัด จนล้มคว่ำเสียชีวิตคาที่ หลังก่อเหตุคนร้ายได้หลบหนีไปอย่างลอยนวล

เบื้องต้น คาดว่าสาเหตุการสังหารครั้งนี้ น่าจะมาจากเรื่องโกธรแค้นส่วนตัว เพราะผู้ตายเป็นคนพูดจาโผงผางไม่ยอมคนและก่อนหน้านี้ ผู้ตายมีส่วนพัวพันในคดีที่มีคนร้ายบุกยิงเจ้าของแปลงยางพาราซึ่งเป็นผู้หญิง เสียชีวิตคาแปลงยางพารา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในท้องที่ ต.แก้วแสน และผู้ตายได้ไปมอบตัวกับตำรวจ

โดยคดีอยู่ในระหว่างรอส่งอัยการสั่งฟ้องอยู่ แต่มาถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตก่อน ซึ่งตำรวจจะสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงและติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เปิดเรื่องราว “แม่น้องเอก” อดีตเอเจนซี่สู้ชีวิต ลูกชายปี 4 ถูกยิงตายต่อหน้า

เปิดเรื่องราว จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด ยิงนายกมลวิช สุวรรณทัต อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย

เปิดเรื่องราว ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊ก Peerapat Tle Peeraman ได้เล่าเรื่องราวสุดสะเทือนใจ เนื่องจากตนเองเพิ่งได้เจอและโพสต์ภาพ นางเขมนิจ และ นายกมลวิช ผู้ตาย ลงบนหน้าเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม หรือเพียงหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุร้าย

เปิดเรื่องราว

นายพีระพัฒน์ เจ้าของเฟซบุ๊ก เล่าว่า นางเขมนิจ หรือ เจ๊กิ่ง เคยทำงานอยู่ในแวดวงโฆษณา บริษัทเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ถูกเลิกจ้างมาได้ราวๆ 2 ปี และผันตัวมาขายอาหาร โดยมีลูกชายคนโตคือ นายกมลวิช หรือ น้องเอก มาช่วยขาย

ซึ่งตนเองรู้สึกชื่นชมในความสู้ชีวิต และความกตัญญูของลูกชายที่นอกจากช่วยแม่ขายของแล้วยังรับจ๊อบขับรถส่งของให้บริษัทขนส่งชื่อดัง และเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผู้เป็นแม่ยังปรึกษาเรื่องอนาคตของลูกชายที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรีอยู่เลย ไม่คิดว่าเพียงหนึ่งวันน้องเอกจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

สำหรับความคืบหน้าของคดี ล่าสุด วานนี้ (13 ต.ค. 61) พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วซึ่งทราบตัวคนร้ายและเส้นทางการหลบหนี แต่อยู่ระหว่างดำเนินการจึงไม่สามารถเปิดเผยได้ สำหรับกระสุนจะเป็นชนิดใดนั้นต้องรอทางการแพทย์ทำการผ่าตรวจพิสูจน์ให้แน่นชัดเสียก่อน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งปมปัญหาการก่อเหตุไว้ 3 ปม คือ ปัญหาส่วนตัว (ชู้สาว), ปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ และปัญหาเรื่องของสถาบัน อย่างไรก็ตามยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง พร้อมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนพยานเพิ่มเติม ก่อนเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หนุ่มซิ่ง จยย.เสยท้ายพ่วง-หน้าหายไปแถบ สมองเละดับคาที่

หนุ่มซิ่ง พ.ต.ท.ศรัณย์พงศ์ จักษุกรรฐ สว.(สอบสวน) สภ.คำเขื่อนแก้ว รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนรถท้ายรถบรรทุกพ่วง มีผู้เสียชีวิต บริเวณ ปากทางบ้านคำแหลม ต.โพนทัน อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร

หนุ่มซิ่ง ที่เกิดเหตุเป็นถนนแจ้งสนิท ฝั่งขาเข้าเมืองยโสธร พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า สปอร์ตคลับ สีฟ้า ทะเบียน 1กฉ 5358 ยโสธร อยู่ให้สภาพด้ายหน้าพังเสียหายยับ ใกล้กันพบศพนายธงพล อายุ 20 ปี พนักงานส่งน้ำร้านทรัพย์บุญเลิศ อยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้า เลือดไหลอาบศีรษะ มีเศษสมองกระจายเกลื่อนพื้น และบริเวณหน้าผากมีแผลยุบจากการถูกกระแทก

และห่างไปไม่ไกลนัก พบนายทีระพงษ์ อายุ 35 ปี ชาวอำนาจเจริญคนขับรถบรรทุกพ่วง ยี่ห้อ ฮีโน่ ทะเบียน 81-3247 ยโสธร ตัวพ่วงทะเบียน 81-3248 ยโสธร จอดอยู่ตรวจสอบพบกันชนท้ายฝั่งซ้ายมีร่องรอยการถูกชน

หนุ่มซิ่ง

สอบถามนายทีระพงษ์ คนขับรถพ่วงทราบว่า ตนขับรถบรรทุกพ่วงขนมันสำปะหลังมาเต็มคันรถจากบ้านดงเจริญ จากนั้นได้ไปกลับรถบริเวณปากทางบ้านคำแหลมเพื่อเข้าในเมืองยโสธร และเมื่อกลับรถเสร็จตนได้ขี่ไปต่อไปประมาณ 5 เมตร และได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรพุ่งชนท้ายจึงได้รถลงไปดูพบว่า มีรถจักรยานของผู้ตายได้ขับชนท้ายรถตนอย่างจังจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

พ.ต.ท.ศรัณย์พงศ์ คาดว่า รถพ่วงกลับรถเสร็จกำลังจะขับมุ่งน่าเข้าในเมืองยโสธร ซึ่งขณะนั้นผู้ตายได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากที่ทำงานเพื่อกลับบ้านใน ต.โพนทัน

เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุผู้ตายอาจมองไม่เห็นรถพ่วงคันดังกล่าวประกอบกับไฟส่องสว่างขัดข้อง จึงทำให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งชนเข้ากับท้ายรถบรรทุกพ่วงอย่างจังจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนหาสาเหตุหารเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้และจะเรียกคนขับรถบรรทุกพ่วงมาสอบสวนอีกครั้งก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ฟอร์จูนเนอร์ เมาแล้วขับแหกโค้งชนเสาไฟริมถนน-มีทั้งเจ็บและตาย

ฟอร์จูนเนอร์ เมาแล้วขับแหกโค้งชนเสาไฟริมถนน ร.ต.อ.ทองปอนด์ สีหานาม รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุรถชนเสาไฟมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บติดภายใน บนถนนสายดอนเจดีย์-อู่ยา หมู่ 8 ต.บ้านโพธิ์ จึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี

ฟอร์จูนเนอร์ เมาแล้วขับแหกโค้งชนเสาไฟริมถนน ที่เกิดเหตุบริเวณทางโค้งแยกเข้าบ้านโพธิ์ตะวันตก พบรถยนต์อเนกประสงค์ ยี่ห้อ โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 5 กบ 9848 กรุงเทพมหานคร จอดขวางอยู่ที่เลนขวา สภาพล้อหน้าทั้งข้างแตกละเอียดหลุดออกจากตัวรถ หน้ารถมีรอยชนพังยุบถึงห้องเครื่อง หลังคายุบ กระจกหน้าแตก มีไฟช็อตที่บริเวณห้องเครื่อง เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องช่วยกันนำถังดับเพลิงมาฉีดและสามารถดับไฟไว้ได้

ฟอร์จูนเนอร์

ภายในรถบริเวณเบาะหน้ามีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกคอนโซลหน้ารถอัดติดอยู่ 2 คน เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยนำร่างออกจากซากรถ รายแรกทราบชื่อ นายธนวัฒน์ อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นคนขับได้รับบาดเจ็บสาหัสมีกลิ่นสุราคลุ้ง เจ้าหน้าที่จึงปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามขั้นตอนจากนั้นรีบนำส่ง โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช

รายที่ 2 ชื่อ นายปราโมทย์ อายุ 48 ปี เสียชีวิต ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบเศษชิ้นส่วนของรถคันเกิดเหตุกระจายเกลื่อนถนนและยังมีเสาไฟฟ้าข้างทางถูกชนขาด 1 ต้น

จากการสอบสวนเพื่อนคนเจ็บเบื้องต้นทราบว่า นายปราโมทย์ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 21 ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง ได้มาทำธุรกิจร้านสเต็ก ชื่อ “ร้านสเต็กลุงใหญ่” อยู่ในตัวเมืองสุพรรณบุรี ก่อนเกิดเหตุได้ไปร่วมสังสรรค์วันคล้ายวันเกิดเพื่อน ที่บ้านท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมืองสุพรรณบุรี

กระทั่งดึกจึงกลับไปดูร้านในตัวเมือง โดยมี นายธนวัฒน์ ซึ่งเป็นญาติกันและเป็นคนขับ โดยขับมาตามถนนสายดังกล่าวด้วยความเร็วถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักแหกโค้งไปชนกับเสาไฟฟ้าอย่างแรงจนเสาไฟขาด จากนั้นรถได้หมุนออกมากลางถนนทำให้มีคนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว โชคดีที่ไม่มีรถคันอื่นตามหลังไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำขึ้นอีก

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียดพร้อมกับตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่ามา    https://www.sanook.com

หนุ่ม ตชด.เครียด ! ถูกโยงวางระเบิดสังหารทหาร คว้า 11 มม. จ่อหัวดับ

หนุ่ม ตชด.เครียด ! หลังถูกโยงวางระเบิดสังหารทหารดับ 1 ราย บันทึกภาพพร้อมทิ้งจดหมายลาตาย ก่อนคว้าปืนประจำกายขนาด 11 มม. จ่อหัวดับ

หนุ่ม ตชด.เครียด ! วันนี้ 10 ต.ค. 61 เวลา 07.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.วีระพงษ์ ชัยอุดม ร้อยเวร สภ.เมืองระนอง รับแจ้งเหตุมี มีคนโดนอาวุธปืนยิงที่ศรีษะ ที่บ้านหลังหนึ่ง ถนนชาติเฉลิม ซอยกวงหมิง ต.เขานิเวศน์ เขตเทศบาลเมืองระนอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ

หนุ่ม ตชด.เครียด

เมื่อไปถึงทราบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บมีรถจาก โรงพยาบาลระนอง มารับส่งตัวไปโรงพยาบาลก่อนหน้านี้แล้ว พบเพียงลูกชายผู้ที่ถูกอาวุธปืนยิงและญาติอีกหนึ่งคน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า ผู้ที่ถูกอาวุธปืนยิงใส่คือ ดาบตำรวจเมธี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 415 ระนอง ก่อนเกิดเหตุลูกชายนอนอยู่ในห้องนอนใกล้กันกับ ดาบตำรวจเมธี และได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งออกจากห้องมาดูพบว่าพ่อถูกยิง

จึงโทรเรียกรถพยาบาลพร้อมโทรบอกญาติๆ มาช่วยนำพ่อส่งโรงพยาบาล ซึ่งต่อมาไม่นาน ดาบเมธี ก็เสียชีวิตลงในห้องไอซียู โดยทราบว่า ดาบตำรวจเมธี ใช้ปืนอาวุธประจำกายขนาด 11 มม.จ่อหัวยิงตัวเอง

โดยเจ้าหน้าที่พบว่า ดาบเมธี เขียนจดหมายลาตาย 2 ฉบับ และมีการบันภาพก่อนเสียชีวิตไว้ในมือมือถือ ซึ่งสาเหตุที่ระบุในจดหมายพอสรุปได้ว่า เกิดจากความเครียดในเรื่องที่ตนเองถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดรถทหารในค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่ 415 เมื่อคืนวันที่ (5 ต.ค. 61) ที่ผ่านมา

ซึ่งตนเองไปเคยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทุกวันทำแต่งานตามหน้าที่ทุกอย่าง แต่เสียใจที่ถูกนำไปโยงกับเรื่องดังกล่าว จึงตัดสินใจใช้อาวุธประจำกายจบชีวิตตนเองเพราะไม่อยากมีประวัติในเรื่องดังกล่าว

ด้าน ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจเมธี ระบุว่า ที่ผ่านมา ดาบตำรวจเมธี เป็นคนตั้งใจทำงาน เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานทุกคน ไม่เคยแสดงอาการออกมาว่าเครียด เป็นคนที่สนุกกับการทำงาน รักครอบครัว งานที่ผู้บังบัญชาสั่งทำสามารถทำได้ดีทุกเรื่องการร่วมงานกับหน่วยอื่นๆ ก็ทำได้เป็นอย่างดี ทุกคนรักดาบตำรวจเมธี เพราะรู้ว่าเป็นคนดีเข้ากับเพื่อนร่วมงานทุกคน

จนมาเกิดปัญหาเรื่องการวางระเบิดรถทหารภายในค่ายตำรวจตระเวนชายแดนจนมีทหารเสียชีวิต 1 นาย แนวทางการสืบสวนมีการโยงพร้อมเรียก ดาบตำรวจเมธี ไปสอบสวน

ซึ่งก็ตรงกับจดหมายลาตายซึ่งเป็นสาเหตุในการตัดสินใจจบชีวิตตนเองในครั้งนี้ ทางครอบครัวและเพื่อนร่วมงานรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่คนดีๆ คนตั้งใจทำงานอย่าง ดาบเมธี ต้องมาจบชีวิตลงในวันนี้เพราะความเครียด

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก หลังถูกมือดีขโมย “มิเตอร์น้ำประปา” ขาย

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก วันที่ 9 ตุลาคม 61 เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ผ่านมา ร้อยตำรวจเอก นิยุทธ ยศสมบัติ ร้อยเวร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุลักทรัพย์เป็นมิเตอร์น้ำประปาของชาวบ้านที่บ้านบ่อ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง พอไปถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มชาวบ้านยืนมุงดูจุดที่ติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาริมถนนหน้าบ้านพัก และพบว่ามีมิเตอร์น้ำประปา

ซึ่งทำจากทองเหลืองที่ติดตั้งอยู่ริมถนนหน้าบ้านพักของชาวบ้านหายไป จำนวน 3 ตัว แต่ยังดีที่คนร้ายใจดีปิดวาล์วน้ำเอาไว้ให้ไม่ปล่อยให้น้ำประปาไหลเจิ่งนองพื้น

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

จากการสอบถามนางศิริพร ชารีนิวัฒน์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 3 บ้านบ่อ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ผู้เสียหาย บอกว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาตนได้ตื่นนอนและเข้าไปทำกิจส่วนตัวในห้องน้ำ

แต่ปรากฏว่าน้ำน้ำประปาไม่ไหล ตนจึงเข้าใจว่าทางประปาคงจะงดจ่ายน้ำชั่วคราว จึงไปถามเพื่อนบ้านข้างเคียงว่าน้ำประปาไหลหรือไม่ ผู้ใหญ่บ้านมีการประกาศแจ้งเตือนน้ำประปาไม่ไหลหรือไม่ เพื่อนบ้านก็ตอบว่าไม่มีการแจ้งนะ และน้ำประปาที่บ้านของเพื่อนบ้านก็ไหลตามปกติ

ตนจึงเดินไปตรวจดูที่บริเวณติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาซึ่งอยู่ริมถนนหน้าบ้านพัก จึงพบว่ามิเตอร์น้ำประปาของตนและมิเตอร์น้ำประปาของเพื่อนบ้านอีก 2 ตัว ซึ่งทำจากทองเหลืองที่อยู่จุดเดียวกันถูกลักหายไป รวม 3 ตัว ก่อนที่จะได้แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบดังกล่าว

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีมิเตอร์น้ำประปาของชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองยโสธร ซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลจากจุดนี้มากนักถูกลักหายไปหลายตัวเช่นกัน จึงคาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันที่พากันตระเวนลักมิเตอร์น้ำประปาของชาวบ้าน

โดยจะเลือกเอาเฉพาะมิเตอร์น้ำประปาที่ทำจากทองเหลืองเท่านั้น เพราะขายได้ราคาดี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ส่งชุดสายสืบลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุไปลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com